Dx left thalamic hemorrhage with intraventricular With ruptured into ventricular system causing s...

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Dx left thalamic hemorrhage with intraventricular With ruptured into ventricular system causing some degree of obstructive hydrocephalus, S / P Ventriculoperitoneal shunting (VP shunt) by Mind Map: Dx left thalamic hemorrhage with intraventricular With ruptured into ventricular system causing some degree of obstructive hydrocephalus, S / P Ventriculoperitoneal shunting (VP shunt)

1. อาการสำคัญ

1.1. ไม่รู้สึกตัว1ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล

2. การวินิจฉัยและการพยาบาลทางการพยาบาล

2.1. NDx. เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากแขนขาอ่อนแรง

2.1.1. 1.ดูแลช่วยเหลือกิจวัตรประจำวัน

2.1.2. 2.คอยพยุงลุกนั่ง และประคองเวลาเดิน

2.1.3. 3.สอนผู้ป่วยให้ออกกำลังกายแบบ Active และทำกายภาพบำบัด

2.1.4. 4.จัดหาอุปกรณ์มาไว้ใกล้ตัวผู้ป่วย

2.1.5. 5.ส่งเสริมให้ญาติช่วยผู้ป่วยทำกิจกรรม

2.1.6. ข้อมูลสนับสนุน

2.1.6.1. - Mortor power แขนขาซ้าย gr.3 ขวา gr.4

2.2. NDx. เกิดแผลกดทับเนื่องจากเคลื่อนไหวร่างกายได้น้อยลง

2.2.1. 1.ประเมินสภาพผิวหนังโดยสังเกตรอยแดงหรือรอยกดทับ

2.2.2. 2.ทาวาสลีนตรงบริเวณที่มีรอยแดง

2.2.3. 3.พลิกตะแคงตัวผู้ป่วยทุก2ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับเพิ่มขึ้น

2.2.4. 4.ดูแลผ้าปูที่นอนและเสื้อผ้าของผู้ป่วยให้สะอาดและเรียบร้อยอยู่เสมอ

2.2.5. ข้อมูลสนับสนุน

2.2.5.1. -ผู้ป่วยแขนขาอ่อนแรง -ผู้ป่วยมีแก้มก้นแดง 2 ข้าง ขนาด 1×1 cms.

2.3. NDx. มีภาวะไม่สมดุลของสารน้ำและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกาย

2.3.1. 1.ประเมินสัญญาณชีพและระดับความรู้สึกตัวทุก4ชั่วโมง

2.3.2. 2.ดูแลให้ได้รับสารน้ำตามแผนการรักษาของแพทย์

2.3.3. 3.สังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงความตึงของผิวหนัง

2.3.4. 4.ดูแลให้ได้รับ Nacl 4×4 po pc ตามแผนการรักษาของแพทย์

2.3.5. 5.ติดตามผล Lab electrolyte

2.3.6. ข้อมูลสนับสนุน

2.3.6.1. -Lab electrolyte Na+ 120mmol/l -ได้รับยา Nacl -จำกัดน้ำ 30 ml/มื้อ

2.4. NDx. เสี่ยงต่อภาวะพร่องออกซิเจนเนื่องจากมีการอุดกั้นทางเดินหายใจ

2.4.1. 1.ประเมินภาวะพร่องออกซิเจนโดยการสังเกตอัตราการหายใจ ชีพจร สีของเล็บ ปลายมือปลายเท้า เยื่อบุผิวหนัง ลักษณะการซีด เขียว 

2.4.2. 2.ประเมินสัญญาณชีพทุก4ชั่วโมง

2.4.3. 3.ฟังเสียงการหายใจและเสียงปอด

2.4.4. 4.จัดท่าให้ผู้ป่วยนอนในท่าศีรษะสูง

2.4.5. 5.ติดตามผล Chest X-ray

2.4.6. ข้อมูลสนับสนุน

2.4.6.1. -ผู้ป่วยมีเสมหะ -ต้องหยดNSS ก่อนดูดเสมหะ -ผู้ป่วยหายใจเร็วตื้น

2.5. NDx. ประสิทธิภาพในการทำให้ทางเดินหายใจโล่งลดลง เนื่องจากมีท่อหลอดลอมคอ ไม่สามารถไอเอาเสมหะออกได้

2.5.1. 1.ประเมินความโล่งของทางเดินหายใจ ปริมาณ สี และความเหนียวข้นของเสมหะ

2.5.2. 2.สังเกตการไอ การขยายของทรวงอกและเสียงปอด อัตรากรหายใจ จังหวะการหายใจ

2.5.3. 3.ดูดเสมหะให้ผู้ป่วย

2.5.4. 4.สอนเทคนิคการไอที่ถูกวิธี

2.5.5. 5.ดูแลกระบอกทำความชื้นให้มีน้ำอยู่ในระดับมาตรฐาน ประมาณ 150 cc

2.5.6. ข้อมูลสนับสนุน

2.5.6.1. -มีเสมหะแห้งต้องหยด NSS

2.6. NDx. เสี่ยงต่อการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากมีการใส่เครื่องมือเข้าทางเดินหายใจ

2.6.1. 1.สังเกตเสมหะ (สี กลิ่น ลักษณะ)

2.6.2. 2.ทำความสะอาดช่องปาก

2.6.3. 3.ประเมินฟังเสียงปอด

2.6.4. 4.เทน้ำที่ค้างในท่อของเครื่อง

2.6.5. 5.ตรวจสอบลมใน cuff ของท่อหลอดลมคอ

2.6.6. 6.จัดท่าศีรษะสูงก่อนและหลังให้อาหาร

2.6.7. ข้อมูลสนับสนุน

2.6.7.1. -ผู้ป่วยต้องใส่ท่อหลอดลมคอ

2.7. NDx. เสี่ยงต่อการทำลาย    เยื่อบุช่องปาก เนื่องจากมีท่อหลอดลมคอคาไว้

2.7.1. 2.ดูแลผู้ป่วยด้วยความนุ่มนวล

2.7.2. 1.เปลี่ยนตำแหน่งท่อหลอดลมคอและพลาสเตอร์ทุกครั้งที่ทำความสะอาดช่องปาก

2.7.3. ข้อมูลสนับสนุน

2.7.3.1. -ผู้ป่วยคาท่อหลอมลมคอ

2.8. NDx. เสี่ยงต่อการมีแผลเนื่องจากเนื้อเยื่อถูกกดโดยท่อหลอดลมคอ

2.8.1. 1.ค้นหาและขจัดปัจจัยที่อาจส่งเสริมให้เกิดการมีแผล

2.8.2. 2.วัดความดันในกระเปาะ (ไม่ให้เกิน 20 mmHg หรือ 25 ccH2O)

2.8.3. 3.ผูกยึดท่อให้มั่นคง ไม่แกว่ง จัดวางสายต่อเครื่องไม่ให้ดึงรั้ง

2.8.4. 4.รายงานแพทย์หากพบเลือดปนออกมากับเสมหะมากเกินไป

2.8.5. ข้อมูลสนับสนุน

2.8.5.1. -ผู้ป่วยใส่ท่อหลอดลมคอนาน

2.9. NDx. การติดต่อสื่อสารด้วยการพูดบกพร่อง เนื่องจากใส่ท่อหลอดลมคอ

2.9.1. 1.ประเมินความสามารถของผู้ป่วยที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร

2.9.2. 2.วิธีการสื่อสารแทนการพูด

2.9.3. 3.ดูแลและไต่ถามความต้องการของผู้ป่วย

2.9.4. 4.ใช้คำพูดช้าๆชัดๆ ในการติดต่อสื่อสาร

2.9.5. 5.อธิบายให้ญาติเข้าใจถึงปัญหาและสาเหตุของการสื่อสารลำบาก

2.9.6. ข้อมูลสนับสนุน

2.9.6.1. -ผู้ป่วยสื่อสารด้วยการพูดไม่ได้

3. อาการและอาการแสดงของผู้ป่วย

3.1. 11 กุมภาพันธ์ 62 (แรกรับ)

3.1.1. ปวดศีรษะ มึน ไม่มีแขน ขาอ่อน แรง 5 ชั่วโมงก่อนมาโรงพยาบาล E1V1M5 Concious Semi Coma (ผู้รู้สึกไม่รู้สึกตัว)

3.2. 1 เมษายน 62

3.2.1. E4VtM4 มีหายใจเร็วตื้นหลังทำกิจกกรม (ดูดเสมหะและพ่นยา Beradual อาการดีขึ้น) หลัง wean on Collar 40% 6 LPM หายใจได้ดี แต่มีเหนื่อยบ้าง เนื่องจากปอดผู้ป่วยไม่ดี

3.3. 2 เมษายน 62

3.3.1. E4VtM4 motor power แขน ขา ซ้าย gr.3 ขวา gr.4 ให้ Collar 40% 5 LPM ผู้ป่วยสามารถหายใจได้เอง มีเหนื่อยบ้างเล็กน้อย หายใจเร็วตื้น และมีแก้มก้นแดง 2 ข้าง ขนาด1X1 cms.

3.4. 3 เมษายน 62

3.4.1. ให้ on External CPAP 6 LPM ได้ 24 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถหายใจได้เอง มีเสมหะ(ค่อนข้างแห้ง) ตั้งแต่วันที่ 1-3 เมษายน 62 เป็นเวลา 72 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถ หย่าเครื่องช่วยหายใจได้สำเร็จ

4. สาเหตุ ปัจจัยของปัญหา ตามการ Dx.

4.1. - ผู้ป่วยมีประวัติเป็นโรคความดันโลหิดสูง อาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะเลือดออกในสมอง

4.2. - ผู้ป่วยมีประวัติเป็นโรคไขมันในเลือดสูง และไม่ได้รับทานยาsimvastatin เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นยาในการลดระดับคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีและไตรกลีเซอไรด์ ในหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดไขมันในเลือดที่สูงกว่าปกติ

5. การรักษา

5.1. - การรักษาด้วยการผ่าตัด การผ่าตัดเจาะกะโหลกศีรษะใส่สายระบายในโพรงสมอง

5.2. -On ET – tube

5.3. - การรักษาแบบประคับประคอง โดยการให้สารน้ำ เกลือแร่ และยา mannitol 100 ml ผ่านเส้นเลือดดำ ตามแผนการรักษา การรักษาจะแก้ไขตามอาการของผู้ป่วย

6. พยาธิสภาพ

6.1. Intraventricular Hemorrhage (ภาวะเลือดออกในโพรงสมอง)

6.1.1. เกิดจากภาวะที่มีเลือดออกในกะโหลกศีรษะในเนื้อสมองส่วนที่เป็นโพรงสมอง (Ventricle) อาจเกิดจากเลือดที่ออกโดยตรงในโพรงสมอง หรือเลือดออกในโพรงสมองปฐมภูมิ (Primary intraventricular hemorrhage) หรือเกิดจากเลือดออกภายในเนื้อสมองก่อนแล้วแตกทะลุเข้าสู่โพรงสมอง/เลือดออกในโพรงสมองทุติยภูมิ (Secondary intraventricular hemorrhage) ทั้ง 2 กรณี จะส่งผลให้การไหลเวียนของ Cerebrospinal Fluid (CSF) ถูกอุดกั้น ส่งผลเกิดความดันในกะโหลกศีรษะสูงขึ้น (increased intracranial pressure: ICP) จึงมีอาการผิดปกติต่าง ๆทางระบบประสาท

6.2. เกิดจากภาวะเลือดออกในเนื้อสมองโดยไม่ได้มีสาเหตุจากการบาดเจ็บ มักพบในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่มักเป็นผลจากการฉีกขาดของหลอดเลือดเล็ก ๆ ในเนื้อสมอง สาเหตุหลักคือภาวะความดันโลหิตสูง เมื่อเลือดออกกดเบียดเนื้อสมองข้างเคียงในส่วนของ Parietal lobe ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความรู้สึกด้านการสัมผัส การพูด การรับรส ก็จะทำงานผิดปกติ โดย Parietal lobe เป็นส่วนหนึ่งของสมองส่วน Cerebrum  ซึ่ง Cerebrum มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ความสามารถต่าง ๆ เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส

6.3. Thalamic Hemorrhage (ภาวะเลือดออกในสมองส่วน Thalamus)