พระยากัลยาณไมตรี (ดร. ฟรานซิส บี.แซร์)

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
พระยากัลยาณไมตรี (ดร. ฟรานซิส บี.แซร์) by Mind Map: พระยากัลยาณไมตรี     (ดร. ฟรานซิส บี.แซร์)

1. พระราชประวัติ

1.1. พระยากัลยาณไมตรี หรือ ดร. ฟรานซิส บี.แซร์ เป็นชาวอเมริกาเกิดทางตอนใต้ของเมืองเซาท์เบทเลเฮม รัฐเพนซิลวาเนียเมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นบุตรของนายโรเบิรต์ และนางมาร์ธา ฟินเล่ย์ เนวิน

1.2. การสมรส : ได้สมรสกับนางสาวเจสซี วูดโรว์ วิลสัน หลังจากภรรยาคนแรกถึงแก่กรรม ก็ได้สมรสอีกครั้งกับนางเอลิซาเบธ อีแวนส์ เกรฟส์

1.3. การศึกษา : จบการศึกษาจากวิทยาลัยวิลเลียมส์ ในปี พ.ศ.๒๔๔๒ ปริญญานิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัย ฮาร์วาร์ด ในปี พ.ศ.๒๔๕๕ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย ในปี พ.ศ.๒๓๖๑

1.4. ประสบการณ์ทำงาน : เป็นผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาลัยวิลเลียมส์ ในปี พ.ศ. ๒๔๕๗ – ๒๔๖๐ เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัย Princeton ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ – ๒๔๖๔ เป็นอาจารย์วิชาการปกครอง ในปี พ.ศ. ๒๔๖๒ – ๒๔๖๖ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์และศาสตราจารย์ในวิชากฎหมาย

2. การเข้ามาเมืองไทยของพระยากัลยาณไมตรี

2.1. ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ดร. ฟรานซิส บี. แซร์ (Dr. Francis Bowes Sayre) ก็ได้เข้ามารับราชการในเมืองไทย เป็นที่ปรึกษาการต่างประเทศ ขณะนั้นเมืองไทยกำลังมุ่งที่จะขอแก้ไขสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีที่ประเทศไทยเคยทำไว้กับนานาประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอำนาจศาล และการภาษีอากร ซึ่งประเทศไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ จนสามารถดำเนินการแก้ไขสนธิสัญญาสำเร็จกับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศอิตาลี ประเทศฮอล์แลนด์ ประเทศเบลเยี่ยม ประเทศเดนมาร์ก ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสวีเดน ประเทศสเปน และประเทศโปรตุเกสได้สำเร็จ

3. ผลงานที่สำคัญ

3.1. เดินทางไปเจรจากับประเทศต่าง ๆ เพื่อยกเลิกสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับไทย เนื่องจากในเวลานั้นการคมนาคมยังไม่สะดวกเช่นในปัจจุบันจึงทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบากและใช้เวลานาน

3.2. สามารถเจรจาขอยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับประเทศต่าง ๆ ได้รวมถึง 11 ประเทศ ซึ่งนับว่าเป็นการทำให้ไทยได้รับเอกราชทางการศาลกลับคืนมาเป็นส่วนใหญ่

3.3. มีส่วนช่วยในการร่างรัฐธรรมนูญด้วย โดยรัฐธรรมนูญที่พระยากัลยาณไมตรี ดร. ฟรานซิส บี. แซร์ (Dr. Francis Bowes Sayre) ร่างนั้นมีเพียง ๑๒ มาตรา เรียกว่าเป็น “Outline of Preliminary Draft” เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗

3.3.1. มาตรา ๑ ว่าด้วยการยืนยันว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุดในราชอาณาจักร

3.3.2. มาตรา ๒ - มาตรา ๖ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรีซึ่งบริหารราชการแผ่นดินโดยรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์ โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งรัฐมนตรีและถอดถอนรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบในการบริหารกระทรวงต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อคณะรัฐมนตรีประชุมปรึกษากันแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำข้อราชการสำคัญขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อขอพระบรมราชวินิจฉัย

3.3.3. มาตรา ๗ กำหนดการแต่งตั้งคณะอภิรัฐมนตรีให้มีอำนาจหน้าที่ถวายคำปรึกษา

3.3.4. มาตรา ๘ สภาองคมนตรี

3.3.5. มาตรา ๙ กำหนดตำแหน่งรัชทายาท

3.3.6. มาตรา ๑๐ กำหนดเรื่องศาลฎีกาและศาลต่างๆ ภายใต้พระราชอำนาจ

3.3.7. มาตรา ๑๑ กำหนดให้อำนาจนิติบัญญัติเป็นของพระมหากษัตริย์

3.3.8. มาตรา ๑๒ กำหนดให้สภาองคมนตรีโดยคะแนนเสียง ๓ ใน ๔ ถวายคำแนะนำให้แก้รัฐธรรมนูญได้

4. ชีวิตบั้นปลาย

4.1. ในปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนประเทศไทยประจำศาลอนุญาโตตุลาการ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

4.2. ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๔๘๒ – ๒๔๘๕ ได้ทำงานให้กับสำนักงานบรรเทาทุกข์และบูรณะฟื้นฟูซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนเป็นองค์การบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูของสหประชาชาติ (UNRRA) ไปดำเนินงานในประเทศต่างๆ แถบอาหรับ แอฟริกา อเมริกาใต้ และยุโรป ซึ่งครั้งนี้ท่านได้เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการเมือง

4.3. ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ พระยากัลยาณไมตรี ก็ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการของสยามก็ได้กลับไปประเทศสหรัฐอเมริกาไปเป็นอาจารย์สอนกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่ยังคงถือว่าเป็นข้าราชการไทยอยู่โดยไม่รับเงินเดือน

4.4. ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นข้าหลวงใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำประเทศฟิลิปปินส์ และเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

4.5. ในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นผู้แทนประเทศสหรัฐอเมริกาในการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ ๒

4.6. ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ ท่านได้เดินทางไปญี่ปุ่นเพื่อปฏิบัติงานด้านส่งเสริมศาสนาคริสเตียนและระบอบประชาธิปไตย

4.7. ในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้เดินทางมาเยี่ยมเมืองไทยครั้งแรกหลังจากลาออกจากราชการไทย

4.8. ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านได้เดินทางมาเยี่ยมเมืองไทยเป็นครั้งสุดท้าย

4.9. ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ พระยากัลยาณไมตรี ดร. ฟรานซิส บี. แซร์ (Dr. Francis Bowes Sayre) ได้ถึงแก่อนิจกรรมที่บ้านของท่านในกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๑๕ รวมอายุได้ ๘๖ ปี