การเปรียบเทียบการใช้สารละลายน้ำเกลือและน้ำยาเฮปาริน สำหรับการป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือด

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
การเปรียบเทียบการใช้สารละลายน้ำเกลือและน้ำยาเฮปาริน สำหรับการป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือด by Mind Map: การเปรียบเทียบการใช้สารละลายน้ำเกลือและน้ำยาเฮปาริน  สำหรับการป้องกันการอุดตันของลิ่มเลือด

1. การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ

2. Heparin และ Normal saline

2.1. คุณสมบัติ

2.1.1. - รักษาภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ (Venous thrombosis) - ป้องกันภาวะลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำหลังการผ่าตัด (Prophylaxis of postoperative venous thromboembolism) - ป้องกันการแข็งตัวของเลือดที่ทำให้สายสวนอวัยวะต่างๆอุดตัน (Prophylaxis of mural thrombosis) - รักษาภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายจากหลอดเลือดที่ตีบ (Unstable angina) - รักษาโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral arterial embolism)

2.1.2. - บำบัดและชดเชยการขาดสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของร่างกาย - ใช้ทำละลายหรือเจือจางยาฉีดหลายชนิดเพื่อหยดยาเหล่านั้นเข้าหลอดเลือดดำอย่างช้าๆ - ใช้เป็นยาชำระล้างบาดแผล/ยาทำแผล ยาล้างจมูก ยาหยอดหู โดยใช้สูตรตำรับยาที่มีความเข้มข้นของ Sodium chloride 0.9% ซึ่งเรียกยาสารละลายน้ำเกลือความเข็มข้นในขนาดนี้ว่า Normal saline (N/S หรือ NS) หรือ Normal saline solution (NSS) - ใช้สวนทวารหนักช่วยเป็นยาระบาย/ยาแก้ท้องผูกโดยสูตรตำรับจะมีความเข้มข้นของ Sodium chloride อยู่ที่ 15%

2.2. อาการไม่พึงประสงค์

2.2.1. ยาเฮพารินสามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์จากยา (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) ดังนี้ เช่น มีไข้ต่ำ ๆ ปวดศีรษะ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อาจพบลมพิษ หอบหืด ผมร่วงเป็นหย่อมๆ แน่นจมูก ตาแดง ภาวะกระดูกพรุน เกิดภาวะเลือดออกตามร่างกายในอวัยวะต่าง ๆ เช่น ไอเป็น เลือด ปัสสาวะเป็นเลือด

2.2.2. ยาสารละลายน้ำเกลือสามารถก่อให้เกิดผลไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้างเคียง) ดังนี้เช่น ทำให้หัวใจเต้นเร็ว หายใจติดขัด/แน่นหน้าอก มีไข้ ผื่นคัน ปวดข้อ เปลือกตา/หนังตา-ใบหน้า-ปาก-มือ-เท้ามีอาการบวม

2.3. ข้อควรระวัง

2.3.1. - ห้ามใช้ยานี้กับผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหาร ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีภาวะเลือด ออกผิดปกติ ผู้ป่วยเยื่อบุหัวใจอักเสบติดเชื้อ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขั้นรุนแรง และผู้ป่วยด้วย หลอดเลือดในหลอดอาหารโป่งพอง - ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการผ่าตัดและมีความเสี่ยงต่อการที่เลือดจะไหลออกง่าย - ห้ามใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีบาดแผลที่อวัยวะสำคัญๆ เช่น ที่ ตับ ไต หรือมีภาวะหลอดเลือด ฉีกขาด - ระวังการใช้ยานี้กับผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยาเฮพาริน - ระหว่างการใช้ยานี้ต้องตรวจสอบระดับเกล็ดเลือดของผู้ป่วยควบคู่กันไป - หยุดให้ยาเฮพารินทันทีหากพบว่าผู้ป่วยมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ - ระวังการใช้ยากับหญิงตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ - ห้ามใช้ยาหมดอายุ - ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้ - ห้ามเก็บยาหมดอายุ

2.3.2. - ห้ามใช้กับผู้ที่แพ้ยานี้หรือแพ้ส่วนประกอบในสูตรตำรับของยาสารละลายน้ำเกลือ - ห้ามใช้กับสตรีตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร เด็ก และผู้สูงอายุ โดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์ ระวังการใช้กับผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยด้วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคตับโรคไต - ระหว่างการใช้ยาสารละลายน้ำเกลือหากเกิดอาการแพ้ยาเช่น แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก/ หายใจลำบาก ตัวบวม มีผื่นคัน ต้องหยุดการให้ยาสารละลายน้ำเกลือทันทีแล้วรีบแจ้งแพทย์/พยาบาลโดยเร็วทันที/ฉุกเฉิน - ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้ - ห้ามใช้ยาหมดอายุ - ห้ามเก็บยาหมดอายุ

3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

3.1. Research Utilization Project : การใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันปลายเข็มฉีดยาชนิดล็อคในผู้ป่วยเด็ก วรรณา คงวิเวกขจรกิจ เเละคณะ : 2547

3.1.1. 1. สารละลายเฮปาริน ในสารละลายน้ำเกลือ( heparin in 0.9% NSS) สามารถป้องกันการเกิดลิ่มเลือดภายในเข็มได้ เนื่องจากเฮปาริน มีฤทธิ์ป้องกันหรือยับยั้งกลไกในการแข็งตัวของเลือดทำให้เข็มฉีดยาชนิดล็อคมีระยะเวลาในการใช้งานจนถึงเวลาที่เหมาะสมที่กำหนดได้ แต่มีข้อเสียคืออาจพบภาวะหลอดเลือดดำอักเสบและอาการปวดที่บริเวณแทงเข็มฉีดยาชนิดล็อค ทั้งนี้เนื่องจากสารละลายเฮปาริน มีฤทธิ์เป็นกรด และยังส่งผล ให้ผู้ป่วย ทั้งในระบบกลไกการแข็งตัวของเลือดคืออาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (thrombocytopenia) พบก้อนลิ่มเลือด ( thrombus)

3.1.2. 2. สารละลายน้ำเกลือเป็นสารละลายไอโซโทนิก ( Isotonic solution) เป็นน้ำเกลือธรรมดาที่ผ่านการฆ่าเชื้อและมีปริมาณสารละลายและค่าออสโมลาริตี้ ใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกายมักใช้ผสมยาเป็นประจำอยู่แล้ว ที่เกิดผลเสียน้อยต่อผู้ป่วย อาจเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบและอาการปวด ของสารละลายที่ใช้จึงพบได้น้อย เนื่องจาก 0.9% NSS ใช้สำหรับผสมยาฉีดเป็นประจำอยู่แล้วซึ่งทำให้สะดวกและประหยัดเวลาประหยัดค่าใช้จ่าย ลดการติดเชื้อได้

3.1.3. 3. ลดขั้นตอนการเตรียมยาเมื่อใช้สารละลายน้ำเกลือหล่อเข็มฉีดยาชนิดล็อค แทงสารละลายเฮปาริน โอกาสที่จะเกิดลิ่มเลือดภายในเข็มซึ่งอาจจะไม่เกิดขึ้น การเลือกใช้สารละลายใด ๆ จึงไม่น่าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดหรือไม่เกิดลิ่มเลือดที่ปลายแขนความสำคัญจึงขึ้นที่เทคนิค การคาเข็มชนิดล็อคให้คงสภาพ

3.2. ผลของการใช้น้ำยาเฮปารินและสารละลายน้ำเกลือสำหรับหล่อหลอดเลือดดำต่อการ เปิดโล่งของหลอดเลือดดำ และ/หรือการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ สุพร วงค์ประทุม และ คณะ : 2551

3.2.1. สรุปได้ว่า พบว่า มีการใช้น้ำยาเฮปารินมากถึงร้อยละ 71 โดยปริมาณความเข้มข้นของน้ำยาเฮปารินในสารละลายน้ำเกลือที่ใช้หล่อหลอดเลือดดำมีความแตกต่างกันตั้งแต่ 1-1000 ยูนิตต่อมิลลิลิตร2 ส่วนใหญ่มีการใช้น้ำยาเฮปาริน 100 ยูนิตต่อมิลลิลิตร มากที่สุดร้อยละ 41 และภาวะแทรกซ้อนที่พบมากที่สุดคือ เกิดหลอดเลือดดำอักเสบร้อยละ 65.3 และมีอาการปวดร้อยละ 26.4 นอกจากนี้การใช้น้ำยาเฮปารินที่มีปริมาณ 10 ยูนิตต่อมิลลิลิตร ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเซลล์และเนื้อเยื่อ และทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตายได้ 2 ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1970 ได้มีการนำสารละลายน้ำเกลือมาใช้หล่อหลอดเลือดดำ เนื่องจากสารละลายน้ำเกลือมีความปลอดภัย และพบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันไม่แตกต่างกัน การใช้สารละลายน้ำเกลือและน้ำยาเฮปารินมีประสิทธิภาพในการเปิดโล่งของหลอดเลือดดำไม่แตกต่างกัน ค่าใช้จ่ายแต่ละครั้งในการเตรียมน้ำยาเฮปารินผสมสารละลายน้ำเกลือ 1 มิลลิลิตร คิดเป็นเงินประมาณ 13 บาท ในขณะที่ใช้สารละลายน้ำเกลือ 1 มิลลิลิตร คิดเป็นเงินประมาณ 5 บาท สารละลายน้ำเกลือมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับน้ำยาเฮปารินในการเปิดโล่งของหลอดเลือดดำ การป้องกันการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ และการเพิ่มระยะเวลาในการใช้อุปกรณ์สำหรับให้ยาเป็นครั้งคราว 1. การเปิดโล่งของหลอดเลือดดำ พบว่า การใช้น้ำยาเฮปารินขนาด 4, 10 และ 100 ยูนิตต่อมิลลิลิตร และสารละลายน้ำเกลือต่อการเปิดโล่งของหลอดเลือดดำไม่แตกต่างกัน 2. การเกิดหลอดเลือดดำอักเสบ พบว่า การใช้น้ำยาเฮปารินขนาด 0.5, 1, 4, 10 และ 100 ยูนิตต่อมิลลิลิตร และสารละลายน้ำเกลือต่อการเกิดหลอดเลือดดำอักเสบไม่แตกต่างกัน

3.3. การพัฒนาแนวปฏิบัติการพยาบาล เรื่องการใช้สารละลายน้ำเกลือหล่อหลอดเลือดดำเพื่อป้องกันลิ่มเลือดอุดตันปลายเข็มฉีดยาชนิดล็อค Development of clinical nursing practice guideline : per vention blood clotted of intravenous peripheral normal saline lock จิราพร พรหมพิทักษ์กุล และคณะ : 2553

3.3.1. พบว่าอัตราการเกิดลิ่มเลือดอุดตันปลายเข็มไม่แตกต่างกันระหว่างการใช้ 0.9% nss ต่อไปเข็มฉีดยากับการใช้ heparin หล่อปลายเข็มฉีดยา นอกจากนี้ยังพบว่าระยะเวลาการคาเข็มฉีดยาระหว่างเข็มฉีดยาที่ใช้ nss กับ heparin หล่อไปเข็มไม่แตกต่างกันและพบว่ากลุ่มที่ใช้ heparin เกิดหลอดเลือดดำอักเสบมากกว่าการใช้ 0.9% nss ต่อไปเข็มและในผู้ป่วยเด็กไม่พบอุบัติการณ์เกิดลิ่มเลือดที่ปลายเข็มฉีดยาชนิดล็อคเช่นกัน

3.4. ผลการใช้ NSS lock ต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันปลายเข็มฉีดยาชนิดล็อคในผู้ป่วยเด็ก เติมสุข รักษ์ศรีทอง : 2555

3.4.1. ส่วนสารละลายที่ใช้หล่อเข็มโดยทั่วไปมี 2 ชนิดคือสารละลาย heparin ในน้ำเกลือ (heparin in 0.9% nss) และสารละลายน้ำเกลือ (0.9% nss) ซึ่งสารละลาย heparin ในน้ำเกลือสามารถป้องกันการเกิดลิ่มเลือดภายในเข็มได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ป้องกันหรือยับยั้งกลไกในการแข็งตัวของเลือด ทำให้เข็มฉีดยาชนิดล็อคมีระยะเวลาในการใช้ยาวนานไปจนถึงระยะเวลาที่เหมาะสมที่กำหนดไว้ แต่มีข้อเสียคือ อาจพบภาวะหลอดเลือดดำอักเสบ และอาการปวดบริเวณที่แทงเข็มฉีดยาชนิดล็อค ทั้งนี้ เนื่องจากสารละลาย heparin ในน้ำเกลือเป็นกรด ทำให้ระคายเคืองเซลล์ อาจทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อในบริเวณนั้นตายได้ สามารถส่งผลให้เกิดปัญหากับผู้ป่วยได้ในทางระบบกลไกการแข็งตัวของเลือดคืออาจพบภาวะเกล็ดเลือดต่ำ พบก้อนลิ่มเลือด โดยเฉพาะในเด็กทารก ส่วนสารละลายน้ำเกลือเป็นสารละลายไอโซโทนิค มีข้าวออสโมลาริตี้ ใกล้เคียงกับของเหลวในร่างกาย จึงทำให้ไม่เกิดผลเสียต่อผู้ป่วย โอกาสเกิดภาวะหลอดเลือดดำอักเสบและอาการปวดจากการระคายเคืองเส้นเลือดดำของสารละลายที่ใช้หล่อเข็มจึงมีน้อย และเชื่อว่ามีผลต่อระบบกลไกการแข็งตัวของเลือด ไม่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยเด็ก และไม่ต้องใช้สารละลายใด ๆ สวนล้างก่อนและหลังฉีดยา ลดขั้นตอนการเตรียมยา ซึ่งทำให้สะดวก ประหยัดเวลา ประหยัดค่าใช้จ่าย