การพยาบาลผู้ป่วยเด็กอาการโรคไต (Nephrotic syndromes )

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
การพยาบาลผู้ป่วยเด็กอาการโรคไต (Nephrotic syndromes ) by Mind Map: การพยาบาลผู้ป่วยเด็กอาการโรคไต (Nephrotic syndromes )

1. Nephrotic syndrome

1.1. ภาวะที่มีความผิดปกติของ glomerular basement membrane (GBM) เป็นเหตุให้มีไข่ขาวรั่วออกมามากผิดปกติในปัสสาวะ ทาให้ปริมาณโซเดียมในเลือดต่าลงมากกว่าปกติ ร่วมกับมีอาการบวมและระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น

1.2. อาการ

1.2.1. อาการบวม เป็นอาการแรกท่ีพบหรือสังเกตได้ และมักเป็นอาการนำที่ผู้ป่วยเด็กเข้ารับการรักษาถึง ร้อยละ 95 โดยอาการจะค่อยเป็นค่อยไปหรืออาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วก็ได้ ในระยะแรกอาการบวมจะเร่ิมบวม ท่ีหนังตา และใบหน้าในเวลาเช้า และจะหายไปในตอนบ่าย ความผิดปกติของทางเดินอาหารท่ีพบได้บ่อยคือ อาการท้องเสีย ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงท่ีเด็กมีอาการบวมมาก เกิดจาการบวมของมิวโคซ่าลำไส้ การเจริญเติบโตช้า เด็กจะตัวเตี้ย แขนขาลีบเล็ก เนื่องจากมีการสูญเสียโปรตีนอย่างเรื้อรังร่วมกับมีอาการเบื่อ อาหาร

1.3. สาเหตุ

1.3.1. 1. ความผิดปกติท่ีไต (primary renal cause) อาจเป็นมาแต่กำเนิด หรือไม่ทราบสาเหตุ 2. เกิดร่วมกับโรคระบบอื่นๆ(secondarynephroticsyndrome)เช่นโรคติดเชื้อหรือได้รับสารพิษ ต่างๆ

1.4. การวินิจฉัย

1.4.1. 1) การตรวจปัสสาวะ โดยการตรวจหาโปรตีน ปัจจุบันนิยมส่งเป็นปัสสาวะเวลาใดเวลาหน่ึงหาค่า อัตราส่วนของโปรตีนต่อครีอตินิน ถ้ามากกว่า 2 มก./กก. ถือว่ามี proteinuria นอกจากน้ีมักพบ ไขมันท่ีอยู่ใน tubular cell หลุดออกมากับปัสสาวะเรียกว่า oval fat bodies แสดงว่ามีไขมันใน พลาสม่าสูง 2) การตรวจเลือด ตรวจพบซีรั่มอัลบูมินต่ากว่า 2.5 มก./ดล. ซีร่ มโคลเลสเตอรอลสูงประมาณ 450- 1500 มก./ดล. ค่า ฮีโมโกลบินและฮีมาโตคริตพบว่าปกติหรืออาจสูงเล็กน้อย ซีรั่มโซเดียมปกติหรือต่ำ 3) พบ fribrinogen และ factor V, VII VII , X เพิ่มข้ึนทำให้เลือดแข็งตัวได้ง่ายข้ึน 4) การตรวจอื่นๆเช่นการตรวจช้ินเนื้อของไต(renalbiopsy )

1.5. การรักษา

1.5.1. การรักษาทั่วไป ผู้ป่วยเด็กควรได้โปรตีนท่ีมีคุณภาพดีร้อยละ 130-140 ของความต้องการปกติในแต่ละวันตามอายุ และได้แคลอรีตามอายุ การรักษาจำเพาะ (specific treatment) 2.1 การให้ยาสตีรอยด์ 2.2 การให้ยากดภูมิต้านทานชนิดอ่ืน เช่น cyclosporine, levamisole หรือ ยาในกลุ่ม alkylating agents เช่น cyclophosphamide, chlorambucil หรือ cyclosporine

1.6. ภาวะแทรกซ้อน

1.6.1. Hypovolemia

1.6.2. การติดเชื้อ

1.6.3. Thrombosis

1.6.4. ไตวายเฉียบพลัน

2. Acute Glomerulonephritis

2.1. อาการ

2.2. สาเหตุ

2.2.1. พบอาการบวมร้อยละ 85 gross hematuria ร้อยละ 25-33 ความดันโลหิตสูง ร้อยละ 60-80 ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น อาการของหัวใจล้มเหลว (congestive heart failure) ซึ่งเป็นผลจากการได้รับน้าเกิน ร้อยละ 20 อาการปวดท้อง อาการเหล่าน้ีเกิดภายหลังการติดเช้ือ streptococcal pharyngitis 7-14 วัน และ ภายหลังการติดเชื้อทางผิวหนัง 14-21 วัน (อาจนานถึง 6 สัปดาห์) และพบว่าผู้ป่วย APSGN บางกลุ่มมีอาการ เพียงเล็กน้อยหรือไม่แสดงอาการ

2.2.2. การอักเสบของไตไม่ได้มีสาเหตุจากการติดเชท้อที่ไตโดยตรง แต่เกิดขึ้นตามหลังการติดเชื้ออื่นๆของ ร่างกายท่ีพบบ่อยคือ pharyngitis จากเชื้อ Streptococcus group A. (post-streptococcal glomerulonephritis) หรือการติดเชื้อจากผิวหนัง และการติดเชื้ออื่นๆ

2.3. หลักการวินิจฉัย

2.3.1. จากประวัติ อาการและการตรวจร่างกาย การตรวจทางห้องปฏิบัติการ 1) การตรวจปัสสาวะตรวจพบเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาวcasts และอัลบูมินไม่พบแบคทีเรียหรือ เพาะเชื้อไม่ข้ึน 2) การตรวจเลือด ตรวจพบระดับ Na+, K+, Cl- ปกติหรือสูงในรายท่ีมีอาการรุนแรง ระดับ BUN ครีเอติ นิน และกรดยูริคสูง 3) การตรวจอ่ืนๆได้แก่การเพาะเชื้อจากpharynxพบstreptococcusในบางรายทาrenalbiopsy, EKG และการถ่ายภาพรังสีเพ่ือดูภาวะแทรกซ้อน

2.4. ภาวะแทรกซ้อน

2.4.1. Hypertensive encephalopathy, Acute cardiac decompensation และ Acute renal failure

2.5. การรักษา

2.5.1. การรักษาแบบประคับประคองอาการ ผู้ป่วยท่ีมีอาการรุนแรงต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล มีข้อบ่งชี้ได้แก่ มีอาการบวมมาก ความดันโลหิตสูง ปัสสาวะออกน้อย ค่าซีรั่ม BUN และครีอตินินสูง สาหรับ ผู้ป่วยท่ีไม่ได้รับการรักษาในโรงพยาบาลควรได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีอาการรุนแรงขึ้น

3. Phimosis

3.1. หรือภาวะหนังหุ้มปลายองคชาตตีบ คือภาวะที่ผิวหนังบริเวณปลายองคชาตหดตัวจนไม่สามารถดึงให้เปิดขึ้นได้ดังปกติ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาหากความผิดปกติดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ทว่าหากมีอาการปัสสาวะไม่ออก ปลายองคชาตอักเสบ รวมทั้งรู้สึกเจ็บปวดเมื่อองคชาตแข็งตัวหรือขณะปัสสาวะ

3.2. อาการ

3.2.1. ปลายองคชาตและหนังหุ้มปลายองคชาตอักเสบ ทำให้มีอาการบวมแดงและรู้สึกเจ็บปวด ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลำบาก รู้สึกเจ็บปวดขณะปัสสาวะ รู้สึกเจ็บปวดเมื่อองคชาตแข็งตัว

3.3. สาเหตุ

3.3.1. ภาวะหนังหุ้มปลายองคชาติตีบตั้งแต่แรกเกิดที่แน่ชัด ส่วนภาวะหนังหุ้มปลายองคชาติตีบที่เกิดขึ้นตอนโตนั้นอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อบริเวณปลายองคชาตหรือผิวหนังหุ้มปลายองคชาต หรือการเกิดเนื้อเยื่อแผลเป็นบริเวณองคชาตที่ทำให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นและแข็งกระด้าง จึงยากต่อการดึงให้เปิดขึ้น ทั้งนี้ การมีอายุมากขึ้นอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสี่ยงต่อภาวะนี้มากขึ้น เนื่องจากผิวหนังหุ้มปลายองคชาตมีแนวโน้มสูญเสียความยืดหยุ่นตามอายุที่เพิ่มขึ้น

3.4. การวินิจฉัย

3.4.1. ผู้ที่มีภาวะ Phimosis และมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะลำบาก หรือรู้สึกเจ็บปวดบริเวณองคชาต ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ โดยในเบื้องต้นแพทย์จะซักถามอาการและตรวจดูความผิดปกติขององคชาต เมื่อวินิจฉัยเรียบร้อยแล้วจึงจะพิจารณารักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมต่อไป

3.5. การรักษา

3.5.1. การรักษาภาวะ Phimosis นั้นขึ้นอยู่กับลักษณะและความรุนแรงของอาการ รวมถึงอายุของผู้ป่วยเป็นหลัก สำหรับผู้ป่วยเด็กที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ร่วมด้วย แพทย์จะสอนผู้ปกครองเกี่ยวกับวิธีรูดเปิดผิวหนังหุ้มปลายองคชาตให้เด็กทีละน้อยเป็นประจำทุกวันจนกระทั่งเปิดได้เป็นปกติ หากปฏิบัติตามวิธีนี้แล้วไม่ได้ผลอาจให้ผู้ป่วยใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาภายนอก เพื่อช่วยให้หนังหุ้มปลายนุ่มและรูดเปิดได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ที่ใช้ยาหรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการขลิบหนังหุ้มปลายซึ่งเป็นการผ่าตัดนำหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออกและช่วยป้องกันการเกิดภาวะนี้ซ้ำ ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่ไม่ต้องการขลิบหนังหุ้มปลายอาจเข้ารับการผ่าตัดแยกหนังหุ้มปลายองคชาตออกจากปลายองคชาตแทน แต่ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะมีโอกาสเกิดภาวะหนังหุ้มปลายองคชาตตีบซ้ำได้

4. Urinary tract infection

4.1. หมายถึงการอักเสบของระบบทางเดินปัสสาวะเนื่องจากภาวะติดเชื้อ เป็นการติดเชื้อที่พบบ่อยใน ผู้ป่วยเด็กประมาณร้อยละ 7-8 ของผู้ป่วยเด็กเพศหญิง และร้อยละ 2 ของเพศชาย มีการติดเชื้อในทางเดิน ปัสสาวะในช่วง8 ปีแรกของชีวิตการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะซ้ามีผลทำให้เกิดแผลเป็นที่ไต(renal scar)

4.2. อาการ

4.2.1. ในเด็กทารกและเด็กเล็ก อาการและอาการแสดงของการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาจไม่ชัดเจน เช่น ไข้สูง โดยเฉพาะไข้ที่ไม่ทราบสาเหตุของไข้ที่ชัดเจน กระสับกระส่าย ร้องไห้เวลาปัสสาวะ หรือ ผู้ดูแลสังเกตว่า ปัสสาวะขุ่น มีกล่ินเหม็น หรือมาด้วยอาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว รับประทานได้ลดลง ในขณะที่เด็กโตอาจมาด้วยอาการ ไข้สูง ปัสสาวะแสบขับ ปัสสาวะลาบาก ปัสสาวะไม่สุด กลั้นปัสสาวะไม่ได้ปัสสาวะรดที่นอนที่มาเป็นภายหลัง(secondary enuresis)ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็นขุ่นมี ตะกอน มีเลือดปนได้ มีอาการปวดหรือกดเจ็บที่บริเวณท้อง ท้องน้อย หลังหรือบั้นเอว สาหรับการติดเชื้อใน กระเพาะปัสสาวะมักจะไม่มีไข้ แต่จะมีอาการของทางเดินปัสสาวะเด่นกว่า ดังนั้นจึงควรพิจารณาตรวจหาโรค ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในเด็กที่มีอาการดังกล่าว หรือมีไข้สูงไม่ทราบสาเหตุโดยเฉพาะรายที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี

4.3. สาเหตุ

4.3.1. เพศหญิงเชื้อที่พบบ่อยที่สุดคือ Escherichia Coli ร้อยละ 75-90 รองลงมาได้แก่ Klebsiella spp. และ Proteus spp. บางรายงานพบว่า ในเพศชายที่อายุน้อยกว่า 1 ปี เชื้อ Proteus spp. พบได้เท่าๆกับ E coli ส่วนเชื้อStaphylococcus saprophyticus และ Enterococus spp. พบได้ทั้งเพศหญิงและเพศชาย เชื้อไวรัสบางอย่างเช่น Adenovirus อาจเป็นสาเหตุของ Cystitis ได้

4.4. การวินิจฉัย

4.4.1. 1. ประวัติ 2. การตรวจร่างกาย เช่น หาก้อนในท้อง อวัยวะผิดปกติ 3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด ตรวจทางรังสี

4.5. การรักษา

4.5.1. UTI ในเด็กส่วนมากจะหายเมื่อเริ่มการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ 24 ถึง 48 ชั่วโมง และจะไม่ก่อให้เกิดปัญหาระยะยาวใด ๆ หลาย ๆ กรณี การรักษาจะต้องให้เด็กรับยาปฏิชีวนะชนิดทานแบบคอร์สที่บ้าน และเพื่อเป็นการป้องกันไว้ก่อน ทารกที่อายุต่ำกว่าสามเดือนกับเด็กที่มีอาการรุนแรงจะต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลาไม่กี่วันเพื่อรับยาปฏิชีวนะเข้าเส้นเลือด