พัฒนาการกฏหมายปกครองในประเทศไทย

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
พัฒนาการกฏหมายปกครองในประเทศไทย by Mind Map: พัฒนาการกฏหมายปกครองในประเทศไทย

1. 1.ก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

1.1. 1.1 สมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ. 1781 - 1893)

1.1.1. การปกครองแบบ "พ่อขุน" โดยใช้หลักบิดากับบุตร

1.1.2. พ่อขุนตรากฏหมายใช้บังคับเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง

1.1.3. กฏหมายได้นำเอา " หลักพระธรรมศาสตร์" มาใช้กับ "หลักพระราชศาสตร์

1.2. 1 .2 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น (พ.ศ 1893 - 1991 )

1.2.1. ระบอบการปกครองเป็น "ระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์

1.2.2. ศูนย์อำนาจทั้งหลายทั้งหลายอยุ่ที่กษัริย์ซึ่งมีดังสมมติเทพหรือเทวราช

1.2.3. การปกครองแบบจตุสดมภ์ คือ "ขุนเวียง" ขุนวัง "ขุนคลัง "

1.2.4. กฏหมาย "พระอัยการอาญาหลวง" เป็นกฏหมายเกี่ยวกับลักษณะความผิดและโทษของข้าราชการ

1.3. 1.3 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ . 1990 - 2310)

1.3.1. ร.8 ทรงแบ่งเขตการปกครองของราชการส่วนภูมิภาคแบ่งเป็น 1. เมืองในวงราชธานี 2. เมืองพระยามหานคร 3. เมืองประเทศราช

1.3.2. ทรงแบ่งหน่วยงานเป็น 4 กรม เหมือนกับในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น คือ แบบจตุสดมภ์ (เวียง วัง คลัง นา)

1.3.3. กฏหมายปกครองที่สำคัญคือ "กฏอัยการศึก"

1.3.4. กฏหมายปกครองที่สำคัญว่าด้วยการสืบสันตติวงค์

1.3.5. พระอัยการตำแหน่งนาพลเรือนตลอดจนทหารหัวเมืองซึ่งเป็นทำเนียบกำหนดศักดินาราชทินนามตำแหน่งยศหน้าที่ของข้าราชการต่างๆ ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน

2. 2 . สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (รัชกาลที่ 1 - 4 )

2.1. รัชกาลที่ 1 ให้มีการชำระพระราชกำหนดบทพระอัยการในแผ่นดินที่มีอยู่ในหอหลวง

2.2. พะราชกำหนดกฏหมาย "กฏหมายตราสามดวง" ประกอบไปด้วย 1. ตราราชสีห์ 2.ตราคชสีห์ 3.ตราบัวแก้ว

2.3. รัชกาลที่ 3 รัฐบาลอังกฤษประสงค์ขอเปิดสัมพันธ์ไมตรีทางการค้ากับรัตนโกสินทร์ (สนธิสัญญาเบอร์นีย์)

2.4. รัชกาลที่ 4 ทรงใช้พระราชอำนาจเชิงนิติบัญญัติโดยวางกฏเกณฑ์ทั่วไปโดยไม่ต้องผ่านการตัดสินคดีโดยการออกประกาศต่างๆ

2.5. รัชกาลที่ 4 ให้ความสำคัญกับพระราชอำนาจตุลาการ คือ การตัดสินคดีต่างๆ ด้วยพระองค์เอง

3. 3. สมัยรัชกาลที่ 5 ถึงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475)

3.1. รัชการที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงระบบกฏหมายและศาล

3.1.1. ประการแรก พัฒนาระบบกฏหมายเพื่อการเจรจาเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต

3.1.2. ประการที่ 2 เพื่อการเพิ่มพระราชอำนาจให้สามารถรวมศูนย์อำนาจและปฎิรูปอื่นๆได้

3.1.3. ปะการที่ 3 เพื่อลดทอนอำนาจขุนนางโดยต้องอยู่ภายใต้กฏหมายที่ทรงตราขึ้น

3.1.4. ปฎิรูปด้านการปกครองประเทศ

3.1.4.1. ระบบราชการบริหารส่วนกลาง

3.1.4.2. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค

3.1.4.3. ส่วนราชการบริหารท้องถิ่น

3.1.5. ปฎิรูปด้านกฏหมายและการศาล

3.1.5.1. พ.ศ 2434 จัดตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้นให้เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทางด้านการยุติธรรม

3.1.5.2. เปลี่ยนระบบกฏหมายไทยให้สอดคล้องกับระบบซีวิลลอว์

3.1.6. ปฎิรูปการศึกษากฏหมาย

3.1.6.1. กฏหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ได้ว่าเป็นประมวลกฏหมายฉบับแรกของประเทศไทย

3.1.6.2. กหมายลักษณะอาญาฉบับนี้มีบทบัญญัติรวม 340 มาตราที่สั้นกะทัดรัด เข้าใจง่าย สะดวก

3.1.6.3. กรมหลวงราชบุรีเรกฤทธิื "กฏหมายนั้นแบ่งเป็น 2 อย่าง กฏหมายแพ่งและกฏหมายอาญา

3.1.7. ปฎิรูปการอบรมนักกฏหมายไทย

3.1.7.1. นักกฏหมายส่วนใหญ่จบการศึกษากฏหมายจากต่างประเทศอังกฤษ

3.1.7.2. กรเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษากฏหมายทั้งในด้านการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร

3.1.7.3. การจัดระบียบและวางหลักสูตรการศึกษาของโรงเรียนกฏหมายให้อยู่ในระดับเดียวกับต่างประเทศ

3.1.7.4. นักกฏหมายไทยรู้จักการแบ่งสาขากฏหมายออกเป็น 1.กฏหมายมหาชน 2.กฏหมายเอกชน

4. 4. หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ถึงปัจจุบัน

4.1. นายปรีดี พนมยงค์ ได้เสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ 2476 โดยโอนงานของกรมร่างกฏหมายซึ่งตั้งขึ้นใน พ.ศ 2466 ไปเป็นงานของคณะกรรมการกฤษฎีกา

4.2. คณะกรรมการกฤษฎีกาทำหน้าที่ร่างกฏหมายให้คำปรึกษาทางกฏหมายและพิจารณาดคีปกครองแบบสภาแห่งรัฐของฝรั่งเศล

4.3. ความตกต่ำของกฏหมายมหาชนไทยในช่วง พ.ศ 2490-2517

4.3.1. เกิดรัฐประหารระหว่างปี 2490 - 2495 ทำให้ระบอบรัฐธรรมนูญที่คณะราษฎร์พยายามสร้างและการพัฒนาการของกฏหมายมหาชนในฐานะมที่เป๋นกฏหมายที่พยายามจำกัดอำนาจรัฐและระบบราชการต้องปิดฉากลง

4.3.2. มีการตรา พ.ร.บ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ 2495 มีผลกระทบการสอนกฏหมายเพราะเน้นทางปฎิบัติเพิ่มวิชาทางแพ่งอาญาแต่ลดวิชากฏหมายมหาชนและวิชาที่เป็นหลักทางนิติศาสตร์

4.3.3. อำนาจอัดเกิดจากการรัฐประหาร วินิจฉัยเสมอว่าคณะรัฐประหารเป็นรัฐาธิปัตย์

4.3.4. สภาพของความไร้เสถียรภาพของรัฐธรรมนูญทำให้ความสำคัญต่อกฏหมายมหาชนโดยภาพรวมลดลง

4.4. การฟื้นฟูกฏหมายมหาชนไทย (กฏหมายการปกครอง

4.4.1. พ.ศ. 2517 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรได้กำหนดให้มีการจัดตั้งศาลปกครองแยกออกจากศาลยุติธรรม

4.4.2. พ.ศ. 2522 ตราพระราชบัญญัติตณะกรรมการกฤษฎีกาขึ้นมาแทนที่พระราชบัณณัติเรื่องราวร้องทุกข์

4.4.3. พระราชบัญญัติตณะกรรมการกฤฎีกา พ.ศ. 2522 ได้บัญญัติให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแบ่งออกเป็น 2 ประเภท เรียกว่า "กรรมการร่างกฏหมาย และ "กรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์"

4.4.4. กรรมการร่างกฏหมายทำหน้าที่จัดทำร่างกฏหมาย กฏ ระเบียบ ข้อบังคับ