การทบทวนเอกสาร

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
การทบทวนเอกสาร by Mind Map: การทบทวนเอกสาร

1. การทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง การศึกษา เอกสารที่เกี่ยวข้องเป็นขั้นตอนการวิจัยที่สำคัญที่นักวิจัยต้องทำการศึกษาค้นคว้า ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการวิจัย โดยต้องทำการศึกษาทั้งแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากเอกสารตำรา หนังสือ วารสาร อินเทอร์เน็ต ฯลฯ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการวิจัย ในหลายขั้นตอน เช่น การกำหนดตัวแปร การตั้งสมมติฐาน การสร้างเครื่องมือ การวิเคราะห์ข้อมูล และการอภิปรายผล ดังนั้นการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องจึงเปขั้นตอนที่ต้องการความละเอียด รอบคอบ นักวิจัยจึงควรทราบถึงความสำคัญ ประโยชน์และวิธีการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องที่ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานวิจัยที่มีคุณภาพ

2. ความหมายของเอกสารที่เกี่ยวข้อง มีผู้ให้ความหมายของเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้หลากหลายนิยาม ดังนี้ ไพศาล วรคำ (2559) ได้ให้ความหมายของการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหมายถึง การศึกษาค้นคว้า รวบรวม ประมวลและสังเคราะห์ผลงานทางวิชาการ เช่น ผลงานวิจัยบทความ เอกสารทางวิชาการและตำราที่เกี่ยวข้องกับเรื่องหรือประเด็นที่ทำการวิจัย เพื่อนำหลักฐานต่าง ๆ ที่สืบค้นได้นั้นมาประมวลให้เห็นการสั่งสมองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้กำหนดกรอบการวิจัย คำถามการวิจัย ตัวแปร สมมติฐานการวิจัย ตลอดจนแนวทางการดำเนินการวิจัย และอภิปรายผลได้อย่างสมเหตุสมผล

3. ความสำคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้อง มีผู้ที่กล่าวถึงความสำคัญหรือจุดมุ่งหมายของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ดังนี้พิสณุ ฟองศรี (2551) ได้สรุปจุดมุ่งหมายกาศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้5ประการซึ่งใน ที่นี้เห็นว่าควรเพิ่มเติมอีก 5 ประการ รวมเป็น 10 ประการ ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงการทำซ้ำ 2. ทราบแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตัวแปรต่าง ๆ ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร 3. ตั้งสมมุติฐานได้อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยข้อมูลจากผลงานวิจัยและเอกสารที่ค้นคว้า 4. ทราบถึงวิธีการต่าง ๆ เช่น กลุ่มประชากรและการสุ่ม หรือเลือกตัวอย่าง 5. ช่วยในการแปลความหมาย และสรุปผลการวิจัย 6. ทราบถึงปัญหาอุปสรรคของการวิจัยที่ผ่านมา และเตรียมหาแนวทางแก้ไข 7. ทราบว่ามีข้อมูลอยู่ที่ใดและไม่มีข้อมูลใดบ้าง 8. เพิ่มความรู้และช่องทางที่จะเพิ่มความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องให้มากจาก เอกสารหรือแหล่งอ้างอิงของเรื่องที่ค้นคว้า 9. ประหยัดเวลา แรงงาน งบประมาณ เพราะการค้นคว้าอย่างครอบคลุมช่วยในการวางแผนได้รัดกุม 10. ช่วยให้งานวิจัยมีคุณค่าน่าเชื่อถือถ้ามีการค้นคว้าอย่างครอบคลุมและทบทวนอย่างรอบคอบ

4. สุวิมล ติรกานันท์ (2551) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องว่า สามารถนำมาใช้ในการอ้างอิงในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ 1. การอ้างอิงเชิงทฤษฎี (theoretical reference) เป็นการนำผลจากการค้นคว้าทฤษฎี แนวคิดและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาอ้างอิงในขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิจัย ประกอบด้วย 1.1 การกำหนดประเด็นปัญหาการวิจัย การค้นคว้าในขั้นตอนนี้มีความสำคัญต่อการ ดำเนินงานวิจัยทั้งหมดเพราะเป็นการตรวจสอบความต่อเนื่อง และความซำ้ซ้อนที่อาจเกิดขึ้น 1.2 การกำหนดสมมติฐานการวิจัย เป็นส่วนแสดงการคาดหวังคำตอบของปัญหาการ วิจัยอันนำไปสู่การกำหนดทิศทางของการวิจัย 1.3 การกำหนดตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยและการนิยามศัพท์ (definition) เป็นผลจาก การค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ในเรื่องเดียวกันจนทำให้ผู้วิจัยเข้าใจความหมายที่ชัดเจนของตัวแปร 1.4 การสร้างเครื่องมือในการวัดตัวแปรที่กำหนด การค้นคว้าในเรื่องนี้ทำให้ผู้วิจัย ทราบถึงชนิดของเครื่องมือที่เหมาะสมจะใช้วัดตัวแปร และขั้นตอนการสร้างเครื่องมือแต่ละชนิด ตลอดจนผลการใช้เครื่องมือแต่ละชนิดในงานวิจัยอื่น ทำให้ผู้วิจัยสามารถเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม 1.5 การอภิปรายผลการวิจัยที่ค้นพบ เป็นการเปรียบเทียบว่าข้อค้นพบที่ได้จากการ วิจัยครั้งนี้แตกต่างหรือคล้ายกับทฤษฎี แนวคิด และผลงานวิจัยที่ค้นคว้ามาแต่ต้นหรือไม่เพราะเหตุใด 2. การอ้างอิงเชิงประจักษ์ (empirical reference) เป็นการน าผลการรวบรวมข้อมูลที่ ผู้วิจัยได้จากสภาพที่เป็นจริงมาเทียบเคียงกับขั้นตอนต่าง ๆ ของการอ้างอิงเชิงทฤษฎี ประกอบด้วย 2.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัยจะมีทั้งข้อมูลปฐมภูมิและ ข้อมูลทุติยภูมิ การใช้ข้อมูลประเภทใดก็ตาม ต้องคำนึงถึงความถูกต้องของข้อมูลนั้นเป็นสำคัญ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ 2.2 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ในกรณีที่ผู้วิจัยใช้ข้อมูลปฐมภูมิ ผู้วิจัยต้องมี การสร้างเครื่องมือขึ้นเพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คุณภาพของเครื่องมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้วิจัยต้องนำเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ จากนั้นตรวจสอบคุณภาพ หากคุณภาพยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดก็ จะต้องมีการปรับปรุงจนเป็นที่พอใจก่อนไปใช้จริงสุวิมล ติรกานันท์ (2551) ได้กล่าวถึงความส าคัญของการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องว่าสามารถนำมาใช้ในการอ้างอิงในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือ 1. การอ้างอิงเชิงทฤษฎี (theoretical reference) เป็นการน าผลจากการค้นคว้าทฤษฎี แนวคิด และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาอ้างอิงในขั้นตอนต่าง ๆ ของการวิจัย ประกอบด้วย 1.1 การกำหนดประเด็นปัญหาการวิจัย การค้นคว้าในขั้นตอนนี้มีความส าคัญต่อการ ดำเนินงานวิจัยทั้งหมดเพราะเป็นการตรวจสอบความต่อเนื่อง และความซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากมี การเริ่มต้นที่ดีทำให้มีแนวโน้มว่ากระบวนการทั้งหมดน่าจะราบรื่น ข้อมูลที่ได้ยังมีประโยชน์ในการ เขียนหัวข้อความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย 1.2 การกำหนดสมมติฐานการวิจัย เป็นส่วนแสดงการคาดหวังคำตอบของปัญหาการ วิจัยอันนำไปสู่การกำหนดทิศทางของการวิจัย 1.3 การกำหนดตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยและการนิยามศัพท์ (definition) เป็นผลจาก การค้นคว้าเอกสารต่าง ๆ ในเรื่องเดียวกันจนทำให้ผู้วิจัยเข้าใจความหมายที่ชัดเจนของตัวแปร ซึ่งจะ นำไปสู่การเลือกใช้เครื่องมือและการสร้างเครื่องมือวัดตัวแปรต่อไป 1.4 การสร้างเครื่องมือในการวัดตัวแปรที่กำหนด การค้นคว้าในเรื่องนี้ทำให้ผู้วิจัย ทราบถึงชนิดของเครื่องมือที่เหมาะสมจะใช้วัดตัวแปร และขั้นตอนการสร้างเครื่องมือแต่ละชนิด 1.5 การอภิปรายผลการวิจัยที่ค้นพบ เป็นการเปรียบเทียบว่าข้อค้นพบที่ได้จากการ วิจัยครั้งนี้แตกต่างหรือคล้ายกับทฤษฎี แนวคิด และผลงานวิจัยที่ค้นคว้ามาแต่ต้นหรือไม่เพราะเหตุใด 2. การอ้างอิงเชิงประจักษ์ (empirical reference) เป็นการนำผลการรวบรวมข้อมูลที่ ผู้วิจัยได้จากสภาพที่เป็นจริงมาเทียบเคียงกับขั้นตอนต่าง ๆ ของการอ้างอิงเชิงทฤษฎี ประกอบด้วย 2.1 การเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่นำมาใช้ในการวิจัยจะมีทั้งข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิ การใช้ข้อมูลประเภทใดก็ตาม ต้องค านึงถึงความถูกต้องของข้อมูลนั้นเป็นสำคัญไม่เช่นนั้นจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้ 2.2 การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในกรณีที่ผู้วิจัยใช้ข้อมูลปฐมภูมิผู้วิจัยต้องมีการสร้างเครื่องมือขึ้นเพื่อใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คุณภาพของเครื่องมือจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผู้วิจัยต้องนำเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปทดลองใช้ จากนั้นตรวจสอบคุณภาพหากคุณภาพยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดก็จะต้องมีการปรับปรุงจนเป็นที่พอใจก่อนไปใช้จริง

5. ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง 1. ป้องกันการทำงานวิจัยซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมินหัวข้อที่ทำการวิจัย 2. ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตของการทำวิจัยที่ชัดเจน ไม่กว้าง หรือแคบจนเกินไป 3. ทำให้ผู้วิจัยสามารถเสนอแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องในการวิจัยได้อย่างถูกต้องและกว้างขวางครอบคลุมประเด็นที่ต้องการศึกษา 4. เตรียมการป้องกันความคลาดเคลื่อนเนื่องจากตัวแปรแทรกซ้อน 5. ช่วยให้ผู้วิจัยมีความรู้ในเรื่องที่ทำการวิจัยมากขึ้นเป็นการทบทวนความรู้เดิมและติดตามความรู้ใหม่ในคราวเดียวกัน 6.ช่วยให้ผู้วิจัยเกิดความกระจ่างในเรื่องที่จะวิจัย 7.ช่วยให้ผู้วิจัยได้รู้และเข้าใจในความคิดของผู้อื่นที่ได้ทำการวิจัย

6. แหล่งของเอกสารที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสาร ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งใหญ่ที่สุด มีหลายประเภท เช่น 1.1 วารสารทางวิชาการ (Journal) 1.2 ตำรา หนังสือ (Text, Book) 1.3 รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ (Research Report, Thesis-Dissertation) 1.4 บทคัดย่อ (Abstracts) 1.5 เอกสารหนังสืออื่น ๆ (Other Reference Books) 2. เทคโนโลยีสารสนเทศ 2.1 การค้นคว้าจากคอมพิวเตอร์มี 2 ฐานข้อมูลที่ส าคัญ ดังนี้ 2.1.1 ฐานข้อมูลจากระบบห้องสมุดอัตโนมัติ (Library Automation) 2.1.2 ฐานข้อมูลจากซีดีรอม (CD-ROM) 2.2 อินเตอร์เน็ต

7. วิธีการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง