Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
魯讯 by Mind Map: 魯讯

1. ประวัติโดยย่อ

1.1. นามปากกา✍🏻 : โจวซู่เหยิน

1.2. 🧔🏻พ่อชื่อ : โจวปัวอี้ 👩🏻‍🦱แม่ชื่อ : หลู่ยุ่ย

1.3. 👨‍👨‍👦‍👦มีพี่น้อง 5 คน เป็นลูกชายคนโตสุด

1.4. ครอบครัวเป็นชนชั้นผู้ดีเก่า จากเมืองเส้าชิง มณฆลเจ๋อเจียง

1.4.1. เกิดที่หมู่บ้าน 🏠 ไถ้เหมินใหม่

2. ชีวิตสมรส 💑

2.1. ภรรยาคนแรก👩🏻 : ชูอาน เป็นภรรยาที่แต่งงานกันแบบคลุมถุงชน พ่อแม่จัดการให้ แต่งงานกันในปี ค.ศ 1906 หลู่ซิ่นอายุ 25 ปี

2.2. ภรรยาคนที่สอง 👩🏻‍🦰: ซูกวงผิง เธอเป็นนักศึกษาของหลู่ซิ่นที่โรงเรียนสตรีสามัญ พวกเขาแต่งงานกันเงียบๆในปี ค.ศ 1925

2.2.1. ได้กำเนิดบุตรชายคนเดียวของหลู่ซิ่น 👼 ชื่อ โจวไฮ่หยัง ในปี ค.ศ 1929

3. การศึกษา📚

3.1. การเรียนในวัยเด็กได้รับการสอนจากครอบครัว มีปู่คอยสอน จนหลู่ซิ่นมีนิสัยรักการอ่าน

3.2. อายุ 11 ปี ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนเอกชนท้องถิ่น ในปี ค.ศ 1892 ซึ่งเรียกว่า "Three flavor study " มีหลักการจัดการสอนแบบขงจื้อ ซึ่งหลู่ซิ่นว่าเป็นการเรียนที่น่าเบื่อมาก เพราะเป็นการเรียนแบบท่องจำ

3.3. ในปี ค.ศ 1898 ได้เข้าศึกษาที่สถาบันทหารเรือเจียงหนาน หลู่ซิ่นพบว่าหลักสูตรไม่น่าสนใจเพราะมีการแบ่งชนชั้นสูง ชนชั้นล่าง

3.4. ต่อมาในปี ค.ศ 1899 เนื่องจากความไม่พอใจในสถาบันทหารเรือเจียงหนาน หลู่ซิ่นจึงได้ย้ายไปโรงเรียนการรถไฟและเหมืองแร่แห่งสถาบันทหารเจียงหนาน ซึ่งพบว่าการสอนของที่นี่ดีกว่าที่เก่ามาก

3.5. ต่อมาในปี ค.ศ 1901 มีข่าวลือว่าจะมีการปิดสถาบัน เนื่องจากมีปัญหาในการผลิตถ่านหินที่ภูเขาฉิงหลง จึงมีนักศึกษาจำนวนมากลาออกไป ทำให้หลู่ซิ่นเป็นนักศึกษาคนเดียวที่จบในรุ่น แต่พอจบหลู่ซิ่นไม่มีความสนใจในการทำงานด้านนี้จึงสอบทุนไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น

3.6. ปี ค.ศ 1902 หลู่ซิ่นได้ถูกส่งตัวไปที่สถาบันโคบุนเป็นสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นให้กับชาวจีน พอจบจากสถาบันโคบุน เขาก็เลือกเรียนต่อด้านแพทย์ศาสตร์ ที่โรงเรียนแพทย์เซนได

3.6.1. สาเหตุที่หลู่ซิ่นเลือกเรียนแพทย์ คือ -การตายของพ่อจากการรักษาหมอแผนโบราญ -ความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆของญี่ปุ่น -อาการปวดฟันอย่างต่อเนื่องของเขาเอง

3.7. ต่อมาในปี ค.ศ 1905 เกิดสิ่งที่สำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตหลู่ซิ่น ในปีนั้นญี่ปุ่นทำสงครามกับรัสเซียทำให้นักศึกษาแพทย์ ต้องระดมพลเพื่อเป็นอาสาสมัครในโรงพยาบาล ในที่สุดญี่ปุ่นและรัสเซียได้ทำสนธิสัญญาพอร์ตสมัธ ในสัญญาญี่ปุ่นได้รับความยุติธรรมจึงทำให้เกิดความไม่พอใจ จึงเป็นจุดเปลี่ยนหลังจากที่อาจารย์ของเขาได้เปิดวีดีโอทหารรัสเซียฆ่าคนจีนอย่างเลือดเย็น ทำให้หลู่ซิ่นมีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดของชาวจีน และหลู่ซิ่นเชื่อว่าสิ่งที่จะมาเปลี่ยนความคิดได้ดีที่สุดคือ ศิลปะและวรรณคดี

3.8. ปี ค.ศ 1905 หลู่ซิ่นได้ลาออกจากโรงเรียนแพทย์ ทั้งที่ยังเรียนไม่จบเพื่อกลับไปที่จีน

4. การทำงาน 💼

4.1. ค.ศ 1909 หลู่ซิ่นได้ทำงานเป็นอาจารย์วิชาเคมี และสรีรวิทยาที่โรงเรียนมัธยมเจ๋อเจียง ค.ศ 1910 ได้รับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ที่โรงเรียนเส้าซิง

4.2. ค.ศ 1912-1926 หลู่ซิ่นได้ทำงานราชการที่กระทรวงในตอนเช้า และสอนหนังสือในตอนบ่ายไปพร้อมๆกัน

4.3. ค.ศ 1927-1931 ได้ช่วยงานในสถาบันจีนศึกษาภายใต้การบังคับบัญชาของไช่หยวนเผย

4.4. ภายหลังจากหลู่ซิ่นได้ลาออกจากการเป็นอาจารย์และงานข้าราชการจากสถาบันทุกแห่ง เขาได้ทำงานด้านงานเขียนเป็นหลักโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเขียนบทความ โดยในปี ค.ศ 1930 หลู่ซิ่นได้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักเขียนฝ่ายซ้าย ซึ่งเขาทำงานนี้จนไปถึงปี ค.ศ 1936 ซึ่งเป็นปีที่เสียชีวิตด้วยวัณโรค

5. งานเขียนที่สำคัญ ✍🏻

5.1. หลู่ซิ่นมีงานแบ่งออกเป็น 5 ประเภท คือ เรื่องสั้น บทความ บทกวี ตำราและงานแปล ประเภทงานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือเรื่องสั้นและบทความ

5.2. เรื่องสั้นเรื่องแรกในชีวิต คือ Remembrance of the past ในเรื่องนี้เขาได้นำประสบการณ์ในวัยเด็กที่ผู้ใหญ่เล่าถึงเรื่องกบฏ

5.2.1. ต่อมาอีก 7 ปี ในปี ค.ศ 1918 เขียนเรื่องสั้นเป็นภาษาชาวบ้านเรื่องแรกคือ บันทึกของคนบ้า ซึ่งเป็นการเสียดสีวัฒนธรรมของคนจีนโบราณเป็นวัฒนธรรม คนกินคน คำว่า "คนบ้า" ในทัศนคติของหลู่ซิ่น คือ คนที่ประพฤติปฏิบัติตนไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานในสังคมขณะนั้น รวมทั้งเป็นคนที่แหวกกฎเกณฑ์ของสังคม

5.2.2. เรื่องสั้นที่ทำให้หลู่ซิ่นมีชื่อเสียงมากที่สุด คือ ประวัติชีวิตของอาคิว

5.2.3. ปี ค.ศ 1919 เรื่องสั้นเรื่อง ยา

5.3. งานเขียนบทความ

5.3.1. ค.ศ 1927-1936ในช่วง10ปีสุดท้ายของชีวิต