ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม by Mind Map: ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม

1. ทฤษฎีการวางตัวแบบคลาสสิคของพาฟลอฟ (Classical Conditioning)

1.1. หลักการเรียนรู้

1.1.1. หลักการเรียนรู้ทฤษฎีของพาฟล อฟเชื่อว่าสิ่งเร้า (Stimulus) ที่เป็นกลางเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดกริยาสะท้อนอย่างคุณหนึ่งหลาย ๆ ครั้ง สิ่งเร้าที่เป็นกลางจะทำให้เกิดกริยาสะท้อนอย่างนั้นด้วย หัวเรื่อง: การเรียน รู้ของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการ วางเงื่อนไข (ปรับอากาศ) กล่าวคือการตอบสนองหรือการเรียน รู้ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้านั้น ๆ ต้องมีเงื่อนไขหรือมีการสร้างสถานการณ์ให เกิดขึ้นที่เป็นผลของการเรียน รู้

1.2. การทดลองของพาฟลอฟ

1.2.1. พาฟลหนังสืออฟทดลองกับสุนัข โดยผูกสุนัขที่กำลังหิวไว้ในห้างหุ้นส่วนจำกัดห้องทดลอง เขาผ่าตัดข้างแก้มสุนัขตรงต่อมน้ำลาย แล้วต่อคุณสายยางเพื่อให้น้ำลายคุณสายยางสู่เครื่องวัด เขาทำการทดลองโดยหัวเรื่อง: การสั่นกระดิ่งแล้วเอาผงเนื้อใส่ สุนัขปาก ทำซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้ง ตามปกติสุนัขจะหลั่งน้ำลายเมื่อมีผงเนื้อในห้างหุ้นส่วนจำกัดปาก แต่เมื่อนำผงเนื้อมาคู่กับกระดิ่งพียงไม่กี่ครั้ง เสียงกระดิ่งเพียงอย่างเดียวก็ ำให้สุนัขน้ำลายไหลได้แสดงว่าสุนัข เกิดการเรียนรู้แล้ว

1.3. กระบวนการสำคัญอันเกิดจากการเรียนรู้ของพาฟลอฟ

1.3.1. 1. การแผ่ขยาย

1.3.2. 2. การจำแนก

1.3.3. 3. การลบพฤติกรรม

1.4. สรุปหลักการวางเงื่อนไขของพาฟลอฟได้ดังนี้

1.4.1. 1. การลบพฤติกรรมชั่วคราว

1.4.2. 2. การฟื้นคืนสภาพการตอบสนองจากการวางเงื่อนไข

1.4.3. 3. การสรุปความเหมือนกัน

1.4.4. 4. การจำแนกความแตกต่างต่างประเทศ

2. ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม

2.1. 1. ทฤษฏีการวางรูปแบบ คลาสสิกของพาฟลอฟ(Classical Conditioning)

2.2. 2. ทฤษฎีการวางตัวของสกินเนอร์ ( Theory ปรับอากาศทฤษฎี)

2.3. 3. ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของทฤษฎีการเชื่อมต่อของ Thorndike

3. ทฤษฎีการวางตัวของสกินเนอร์ ( Theory ปรับอากาศทฤษฎี)

3.1. การทดลองของสกินเนอร์

3.1.1. สกินเนอร์ทำการทดลองกับหนูทดลองดำเนินการโดยการจับหนูที่กำลังหิวลงไปในกล่องทดลองพวกเขา ถูกยิงเข้ามาโดยบังเอิญทำให้ไฟสว่างขึ้นและหลังจากนั้นก็มีอาหาร หล่นลงมาในจาน หนูควรกินอาหารที่ได้รับมา แล้วกดปุ่มอย่างรวดเร็วและได้รับอาหารทุกครั้ง

3.1.2. สกินเนอร์ใช้แรงเสริมเพื่อควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์โดยเขาทำการทดลองเพื่อให้ได้มาซึ่ง สีที่หลากหลายและการใช้งาน หลักการเสริมแรง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนอย่างยิ่ง

3.2. ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำของสกินเนอร์กับการจัดการเรียนรู้ของครู

3.2.1. 1. ควรให้แรงเสริมในลักษณะที่แสดงว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้ว

3.2.2. 2. การปรับพฤติกรรม (Behavior Modification)

3.2.2.1. 2.1 การเพิ่มพฤติกรรมหรือคงพฤติกรรมเดิมที่เหมาะสมไว้

3.2.2.2. 2.2 การปลูกฝังพฤติกรรมบางอย่างโดยใช้วิธีการเรียกว่า การดิ้น

3.2.2.3. 2.3 การลดพฤติกรรม เป็นการลดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา

3.2.3. 3. บทเรียนสำเร็จรูปหรือบทเรียนแบบโปรแกรม

3.2.4. 4. การปรับพฤติกรรมคือการปรับพฤติกรรมของบุคคล

4. ทฤษฎีสัมพัทธ์เชื่อมโยงของ ธ ​​อร์นไดค์ (Thorndike ของ Connectionism ทฤษฎี)

4.1. การทดลองของ ธ ​​อร์นไดค์

4.1.1. แมวที่จับอาหารที่หิวโหยจนหมดความหิวและกรงเล็บให้โดยการวางอาหารที่เหลืออยู่ในกรง ให้แมวเห็น แต่ในระยะที่แมวเขี่ยไม่ให้เกิดปัญหา เพื่อให้แมวได้รับผลการทดลองพบว่าใน การทดลองครั้งแรกแมวพยายามที่จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้อื่น ประตูและอีกหลายอย่างที่หักออกเพื่อปลดล็อค ประตูรั้วแมวออกมากินอาหารตามต้องการได้

4.2. ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของ ธ ​​อร์นไดค์กับกระบวนการจัดการเรียนรู้

4.2.1. 1. ในบางสถานการณ์

4.2.2. 2. ควรสอนเมื่อผู้เรียนมีความพร้อม

4.2.3. 3. พยายามช่วยให้ผู้เรียนรอดความสำเร็จในการเรียน และการทำงาน

4.2.4. 4. การสอนในชั้นเรียนกำหนดจุดยึดให้เป็นจุดที่น่าเชื่อถือและครูจะต้องจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นหน่วย ๆ ๆ เพื่อ ให้เขาเรียนรู้จากหน่วย

4.2.5. 5. ควรสอนหัวเรื่อง: การเริ่มจากเนชั่สิ่งที่ง่ายไปสิ่งที่ยาก หัวเรื่อง: การสร้างแรงจูงใจนับว่าได้สำคัญมาก

4.2.6. 6. การสร้างแรงผลักดันภายนอกให้กับผู้เรียน

4.2.7. 7. ควรให้ผู้เรียนได้มีการฝึกหัด