การพยาบาลข้ามวัฒนธรรม

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
การพยาบาลข้ามวัฒนธรรม by Mind Map: การพยาบาลข้ามวัฒนธรรม

1. สมรรถนะของพยาบาลวิชาชีพ

1.1. สมรรถนะที่1 สมรรถนะด้านจริยธรรม จรรยาบรรณและกฎหมาย

1.1.1. 1. ตระหนักในคุณค่า ความเชื่อของตนเองและผู้อื่น และไม่ใช้คุณค่า ความเชื่อของตนเองในการตัดสินผู้อื่น ให้การพยาบาลโดยแสดงออกถึงการเคารพในคุณค่า ความเชื่อ และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

1.1.2. 2. ตระหนักในข้อจำกัดของสมรรถนะตนเอง และปรึกษาผู้รู้อย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการ

1.1.3. 3.แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการพยาบาลของตน

1.1.4. 4.ส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการได้รับรู้และเข้าใจในสิทธิของตน

1.1.5. 5.ปกป้องผู้ที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิ หรือได้รับการปฏิบัติที่ผิดหลักคุณธรรม จริยธรรม อย่างเหมาะสม

1.1.6. 6.วิเคราะห์ประเด็นจริยธรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติการพยาบาลตัดสินใจเชิง จริยธรรมและดำเนินการได้อย่างเหมาะสม

1.1.7. 7.ปฏิบัติการพยาบาลโดยแสดงออกซึ่งความเมตตา กรุณา คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ใช้บริการ จรรยาบรรณวิชาชีพ กฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

1.2. สมรรถนะที่2 สมรรถนะด้านการปฏิบัติการพยาบาลและการผดุงครรภ์

1.2.1. บูรณาการแนวคิด ศาสตร์ทางการพยาบาล ศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ศิลปะการพยาบาล ในการ ปฏิบัติการพยาบาลระดับพื้นฐาน เพื่อให้การพยาบาลแบบองค์รวมที่มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย โดยใช้กระบวนการพยาบาล หลักฐานเชิงประจักษ์ จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล

1.2.2. 1.ความรู้ความสามารถในการใช้กระบวนการพยาบาล

1.2.3. 2.ความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค

1.2.4. 3.ความรู้ความสามารถในการดูแลผู้เจ็บป่วยอย่างต่อเนื่อง

1.2.5. 4.ความรู้ความสามารถด้านการพยาบาลครอบครัวและการผดุงครรภ์

1.2.6. 5.หัตถการและ ทักษะ/ เทคนิคการปฏิบัติการพยาบาลทั่วไป

1.3. สมรรถนะที่3 สมรรถนะด้านคุณลักษณะเชิงวิชาชีพ

1.3.1. มีบุคลิกภาพน่าเชื่อถือ เป็นตัวอย่างที่ดีด้านสุขภาพ แสดงออกอย่างเหมาะสมกับบุคคลกาละ เทศะ มีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ แสดงความคิดเห็นด้วยความรู้ความคิดเชิงวิเคราะห์ เชื่อมั่นในตนเองอย่างมีเหตุผล

1.4. สมรรถนะที่4 สมรรถนะด้านภาวะผู้นำ การจัดการ และการพัฒนาคุณภาพ

1.4.1. 1.ภาวะผู้นำ

1.4.2. 2.การบริหารจัดการและการพัฒนาคุณภาพการพยาบาล

1.4.3. 3.การทำงานเป็นทีม

1.4.4. 4.การใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

1.5. สมรรถนะที่5 สมรรถนะด้านวิชาการ และการวิจัย

1.5.1. 1.ตระหนักรู้ในสิ่งที่ตนไม่รู้และมีคำถามที่เกิดจากการปฏิบัติงาน ที่จะนำไปสู่การแสวงหาความรู้

1.5.2. 2.สืบค้นความรู้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม สรุปประเด็นความรู้จากตำรา บทความวิชาการและงานวิจัยที่ไม่ซับซ้อนและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้

1.5.3. 3.สรุปประเด็นความรู้จากประสบการณ์ของตนเองได้ และสามารถถ่ายทอดความรู้ให้ผู้อื่นเข้าใจได้

1.5.4. 4.แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ในการปฏิบัติงานกับผู้ร่วมงาน ผู้เกี่ยวข้อง ในการพัฒนางานและแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน

1.5.5. 5.ให้ความร่วมมือในการดำเนินการวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการ หน่วยงานและสังคมโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้ถูกวิจัย และคำนึงถึงจรรยาบรรณนักวิจัย

1.5.6. 6.ประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาการปฏิบัติการพยาบาล

1.6. สมรรถนะที่6 สมรรถนะด้านการสื่อสารและสัมพันธภาพ

1.6.1. มีความรู้และทักษะในการติดต่อสื่อสาร การนำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล มีความตระหนักในความถูกต้องของการสื่อสารและการสร้างปฏิสัมพันธ์ตามบทบาทหน้าที่

1.7. สมรรถนะที่7 สมรรถนะด้านเทคโนโลยีและสารสนเทศ

1.7.1. 1.มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โปรแกรมการใช้งาน องค์ประกอบของเทคโนโลยีสารสนเทศ และระบบสารสนเทศด้านสุขภาพและการพยาบาล และระบบการจำแนกข้อมูลทางการพยาบาล

1.7.2. 2.ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานที่จำเป็นในการปฏิบัติงาน โปรแกรมวิเคราะห์พื้นฐานโปรแกรมนำเสนองาน การประมวล จัดเก็บ และนำเสนอ ข้อมูลข่าวสาร

1.7.3. 3.ใช้เครือข่ายสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ในการสืบค้นข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพและการพยาบาล และความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคลากรในทีมสุขภาพและบุคคลทั่วไป

1.7.4. 4. มีส่วนร่วมในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อจัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลทางการพยาบาล

1.7.5. 5.มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบสารสนเทศในหน่วยงาน

1.8. สมรรถนะที่8 สมรรถนะด้านสังคม

1.8.1. 1.ติดตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองอย่างสม่ำเสมอจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เที่ยงตรง

1.8.2. 2.วิเคราะห์และประเมินข้อมูลข่าวสารการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง

1.8.3. 3.มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพของหน่วยงาน ท้องถิ่น ประเทศและองค์กรวิชาชีพ

1.8.4. 4.ปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม ยึดหลักปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

1.8.5. 5.ดำรง ส่งเสริม ค่านิยม วัฒนธรรมของชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิถีชีวิตชุมชนมีวิจารณญาณในการเลือกรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย

2. ปัญหา

2.1. 1. จากการที่ประเทศไทยก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (พ.ศ.2558)

2.1.1. ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง 3 ด้าน

2.1.1.1. ด้านความมั่นคง มุ่งเน้นการพัฒนาการด้านการเมืองระหว่างประเทศเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

2.1.1.2. ด้านเศรษฐกิจ เพื่อเปิดประเทศให้มีลักษณะการค้าเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวลดอุปสรรคด้านภาษีเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

2.1.1.3. ด้านสังคมวัฒนธรรม เน้นการสร้างสังคมแห่งความเอื้ออาทรมีความเป็นอยู่ที่ดีมีการพัฒนาด้านสุขภาพอนามัย

2.1.2. การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อวิชาชีพพยาบาล

2.1.2.1. เนื่องจาก การเปิดการค้าเสรีทําให้มีการอพยพเข้าของแรงงานต่างชาติมากขึ้นมีจํานวนผู้รับบริการต่างชาติที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (ลัดดาวัลย์ พุทธรักษา,2559)

2.1.2.2. ในระดับภูมิภาค ASEAN ไทยถือเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญอันดับหนึ่งของแรงงานข้ามชาติกว่าครึ่งหรือร้อยละ 54 ของการเคลื่อนย้ายแรงงานในภูมิภาค กลุ่มใหญ่สุดมาจากเมียนมา รองลงมาคือ ลาว และกัมพูชา ตามลำดับ สาเหตุมาจากปัจจัยดึงดูดของไทยจะเป็นทรัพยากรที่มีอยู่มาก ความเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจและการเดินทางในภูมิภาคและมีค่าแรงที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน (เสาวณี จันทะพงษ์และคณะ)

2.1.2.3. ทำให้ลักษณะประชากรในไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มีความแตกต่างทางด้านสังคม วัฒนธรรม แบบแผนการดูแลสุขภาพ

2.2. 2. นโยบาย Medical Hub

2.2.1. เป็นหนึ่งในเป้าหมายของรัฐบาล ที่เตรียมผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งดำเนินการโดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

2.2.2. เป็นการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน รวมไปถึงการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพในระดับสากล

2.2.3. มีการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมจำนวน 3 ฉบับ

2.2.3.1. 1)แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ. 2547 – 2557)

2.2.3.2. 2)ยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางบริการด้านสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) รองรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย (Country Strategy) (พ.ศ. 2557 – 2561)

2.2.3.3. 3)ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2559 – 2568)

2.2.4. จากการพัฒนาและส่งเสริมนโยบาย Medical Hub มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ กว่า 1.2 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ กว่า 107,000 ล้านบาท (กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ,2559)

2.2.5. ตัวเลขผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลัง พ.ศ. 2543 สถิติของจำนวนและอัตราการขยายตัวของผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 27.2 ต่อปี (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2548: ธ-1)

2.2.5.1. การเพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้ประเทศไทยมีจำนวนผู้รับบริการรักษาพยาบาลชาวต่างชาติมากที่สุดในเอเชีย และมากกว่าประเทศสิงคโปร์ (สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, 2553)

2.2.5.2. โดยปัจจัยที่ส่งเสริมการขยายตัวดังกล่าวได้แก่ การเปิดเสรีทางการค้าบริการในภาคธุรกิจการรักษาพยาบาลของประเทศไทย ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความมีศักยภาพในการให้บริการ ด้วยมาตรฐานระดับโลกและราคาไม่แพง รวมทั้งความมีชื่อเสียงในเรื่องการให้บริการที่เป็นเลิศ (service hospitality) (วรรณวิภา ปสันธนาธร เสาวคนธ์ พีระพันธุ์ กวีพงษ์ เลิศวัชรา และธวัชชัย บุญโชติ, 2552)

3. ทฤษฎีทางการพยาบาลที่เกี่ยวข้อง

3.1. ทฤษฎีของไลนิงเจอร์ (Madeleine. Leininger)

3.1.1. "เป็นการดูแลสุขภาพที่คำนึงถึงความหลาหลายทางวัฒนธรรม ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้มารับบริการ”

3.1.2. •มุ่งเน้น การทำความเข้าใจกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งมีระบบการดูแลด้วยความเชื่อในท้องถิ่นนั้นๆอยู่แล้ว(Folk system) อาจมีความแตกต่างกันและ/หรือคล้ายคลึงกับการดูแลจากระบบของวิชาชีพ

3.1.3. •เป้าหมาย การดูแลที่มีความสอดคล้องทางวัฒนธรรมที่จะช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดี หรือมีความผาสุกหรือสามารถเผชิญกับความพิการ หรือใกล้ตายได้อย่างเหมาะสม

3.1.3.1. 1.การพยาบาลที่สงวนหรือคงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ความเชื่อของบุคคล แสดงถึงการดูแลตามวัฒนธรรมท้องถิ่นได้รับการยอมรับจากพยาบาลและทีมสุขภาพ

3.1.3.2. 2.การดูแลที่ผ่านการผสมผสานหรือต่อรองทางวัฒนธรรม เป็นการพยาบาลที่ช่วยให้บุคคลได้เรียนรู้และปรับตัวให้โอกาสบุคคลได้ต่อรองกับบุคลากรทีมสุขภาพในเรื่องการรักษาพยาบาลได้

3.1.3.3. 3.การดูแลที่ปรับปรุงรูปแบบ/ปรับโครงสร้างทางวัฒนธรรมใหม่ เป็นการพยาบาลที่ช่วยให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับแต่งแนวปฏิบัติ วิธีการดำเนินชีวิตเข้ากับสภาพแวดล้อมและรูปแบบการดูแลสุขภาพจากทีมสุขภาพ

3.2. แนวคิดของแคมพินฮา บาคอต (Campinha-Bacote)

3.2.1. ได้กล่าวถึงกระบวนการพัฒนาสมรรถนะทางวัฒนธรรมของผู้ให้การดูแลสุขภาพ ซึ่งสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการให้บริการแก่บุคคลครอบครัว และชุมชนที่มีความแตกต่างของเชื้อชาติ/วัฒนธรรม

3.2.1.1. 1.สมรรถนะด้านการเผชิญกับความแตกต่างทางวัฒนธรรม เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้การดูแลสุขภาพกับผู้ป่วย ที่พบว่ามีความแตกต่างทางวัฒนธรรม/ความเชื่อ

3.2.1.2. 2.สมรรถนะด้านความปรารถนาในการพัฒนาสมรรถนะทางวัฒนธรรม เป็นแรงจูงใจของผู้ให้การดูแลสุขภาพที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการพัฒนาสมรรถนะทางวัฒนธรรม

3.2.1.3. 3.สมรรถนะด้านการตระหนักรู้ความแตกต่าง เป็นการตรวจสอบและสำรวจตนเองในเชิงลึก ถึงอคติและความลำเอียงต่อวัฒนธรรม/ความเชื่อของผู้ป่วยที่แตกต่างไปจากผู้ให้การดูแลสุขภาพ

3.2.1.4. 4.สมรรถนะด้านการมีความรู้ทางวัฒนธรรม เป็นกระบวนการแสวงหาและได้มาซึ่งข้อมูลของวัฒนธรรมที่พบว่าแตกต่างกัน

3.2.1.5. 5.สมรรถนะด้านการมีทักษะการประเมินทางวัฒนธรรม เป็นความสมารถในการรวบรวมข้อมูลเชิงวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องและนำไปสู่ปัญหาของผู้ป่วย รวมไปถึงการแสดงออกถึงความไวเชิงวัฒนธรรมในการประเมินภาวะสุขภาพของผู้ให้การดูแลสุขภาพ

4. สมรรถนะการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม

4.1. 1.สมรรถนะด้านการรับรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

4.1.1. 1.1 มีความเข้าใจในความเท่าเทียมกันในสังคมและเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในทุกวัฒนธรรม

4.1.2. 1.2 มีความเข้าใจขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมความเชื่อของผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรม

4.1.3. 1.3 มีทัศนคติด้านบวกกับการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

4.1.4. 1.4 มีความเข้าใจในความแตกต่างในเรื่องของเชื้อชาติ เพศ และพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้บริการใน แต่ละวัฒนธรรม

4.1.5. 1.5 มีความเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม

4.1.6. 1.6 สามารถให้บริการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.1.7. 1.7 มีความไวเชิงวัฒนธรรม(cultural sensitivity) รู้จักสังเกต ค้นหา ค่านิยม ความเชื่อ วิถีการดำเนิน ชีวิตและพฤติกรรมการปฏิบัติตนเมื่อเจ็บป่วย

4.1.8. 1.8 ตื่นตัวใฝ่รู้ เกี่ยวกับวัฒนธรรม ความเชื่อของผู้ใช้บริการ

4.1.9. 1.9 สามารถค้นหา และเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้บริการที่สะท้อนการเรียนรู้ให้เห็นมุมมอง แนวคิดด้านวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการที่หลากหลาย

4.1.10. 1.10 เคารพในการตัดสินใจที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.2. 2. สมรรถนะด้านการติดต่อสื่อสาร

4.2.1. 2.1 มีบุคลิกภาพ ท่าทางเป็นมิตร

4.2.2. 2.2มีความเข้าใจในวัฒนธรรมการสื่อสารที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม

4.2.3. 2.3สามารถสื่อสารกับผู้ใช้บริการที่ไม่ใช้ภาษาไทยได้

4.2.4. 2.4มีทักษะในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรม

4.2.5. 2.5สามารถประเมินความเข้าใจในสารที่ส่งกับผู้ใช้บริการได้

4.3. 3. สมรรถนะด้านความคิดริเริ่ม นวัตกรรมการให้บริการ

4.3.1. 3.1 สามารถค้นหาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกับผู้ใช้บริการได้เหมาะสม และสอดคล้องตามวัฒนธรรม

4.3.2. 3.2สามารถบูรณาการความรู้ทางการพยาบาลมาใช้กับผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลายด้านวัฒนธรรม

4.3.3. 3.3 ประเมินความต้องการของผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลางและนำมาหาแนวทางการให้บริการ ทางการพยาบาลได้

4.3.4. 3.4 สามารถให้บริการทางการพยาบาลให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.4. 4. สมรรถนะด้านการบริหารความเสี่ยง

4.4.1. 4.1 สามารถพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมตามความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

4.4.2. 4.2 สามารถเจรจาต่อรองกับผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

4.4.3. 4.3 สามารถวิเคราะห์ปัญหา และแก้ไขอุปสรรคในการปฏิบัติงานตามความแตกต่างด้านวัฒนธรรม

4.5. 5. สมรรถนะด้านภาวะผู้นำและการบริหารจัดการ

4.5.1. 5.1สามารถนำนโยบายด้านการให้บริการผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมไปสู่การปฏิบัติงานในหน่วยงานได้

4.5.2. 5.2 สามารถปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม

4.5.3. 5.3 สามารถค้นหาแนวทางแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาการให้บริการ

4.5.4. 5.4 สามารถตัดสินใจ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม

4.5.5. 5.5 สามารถบริหารจัดการกับปัญหาความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้

4.5.6. 5.6 มีความรอบรู้ในศาสตร์ทางการพยาบาลและเข้าใจในความแตกต่างด้านวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.5.7. 5.7 สามารถวางแผนการปฏิบัติงานที่ตอบสนองความต้องการด้านวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้

4.5.8. 5.8 สามารถกระตุ้นผู้ร่วมงานให้พร้อมรับผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมได้

4.5.9. 5.9 สามารถเลือกใช้ทรัพยากรบุคคลในการบริหารจัดการปัญหาความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการได้

4.5.10. 5.10 เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการให้บริการผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมได้

4.5.11. 5.11 สามารถเสนอความคิดเห็นด้านการให้บริการผู้ใช้ บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมได้

4.5.12. 5.12 สามารถสร้างตัวชี้วัดประเมินการให้บริการผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมได้

4.5.13. 5.13 สามารถให้คำแนะนำแหล่งค้นคว้า หรือช่วยเหลือบุคคลากรในหน่วยงานในด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.6. 6. สมรรถนะด้านกระบวนการพยาบาล

4.6.1. 6.1 ด้านการส่งเสริมสุขภาพ ด้านการรักษาพยาบาล ด้านการป้องกัน ด้านการฟื้นฟู ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.6.2. 6.2 เน้นการดูแลเป็นสำคัญ โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์

4.6.3. 6.3 สามารถวางแผนการพยาบาลทั้งขณะอยู่ในโรงพยาบาล และกลับไปอยู่บ้านได้สอดคล้องกับค่านิยม ความเชื่อทางวัฒนธรรมโดยสอดคล้องกับแผนการรักษาของแพทย์

4.6.4. 6.4 สามารถนำความรู้ทางการพยาบาล มาประยุกต์ใช้ในการให้การบริการพยาบาลตามความเหมาะสมทางวัฒนธรรมได้

4.6.5. 6.5 สามารถให้การพยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ป่วยและญาติตามค่านิยม ความเชื่อทางวัฒนธรรม โดยสอดคล้องกับแผนการรักษาของแพทย์

4.6.6. 6.6 สามารถประเมินอาการสำคัญที่คุกคามชีวิตและแก้ไขภาวะฉุกเฉินได้

4.6.7. 6.7 สามารถให้การบริการผู้ใช้บริการแบบองค์รวม ทั้งด้านกาย จิต อารมณ์ สังคม ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมที่หลากหลายได้

4.6.8. 6.8 สามารถประเมินความต้องการทางวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมได้

4.6.9. 6.9 สามารถวางแผนการยาบาลหลังจำหน่ายผู้ใช้บริการได้เหมาะสมกับแนวทางดำเนินชีวิต

4.6.10. 6.10 กระตือรือร้นในการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการตามลักษณะวัฒนธรรมนั้น ๆ

4.6.11. 6.11 สามารถรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรม เช่นความเชื่อ ค่านิยม พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ในผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมได้

4.6.12. 6.12 มีทักษะในการสอนและให้คำแนะนำผู้ใช้บริการในการดูแลรักษาสุขภาพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการและสอดคล้องกับแผนการการรักษาของแพทย์

4.7. 7. สมรรถนะด้านจริยธรรม

4.7.1. 7.1 ให้เกียรติ และเคารพในความเชื่อด้านวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.7.2. 7.2 สามารถให้การพยาบาลผู้ใช้บริการทุกเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม โดยคำนึงกฎระเบียบ และจรรยาบรรณวิชาชีพ

4.7.3. 7.3 ให้ข้อมูลแผนการรักษาโดยละเอียดคำนึงถึงผลดีและผลเสียของการพยาบาลหรือหัตถการนั้น ๆ

4.7.4. 7.4 ปฏิบัติการพยาบาลโดยตระหนักถึงความเชื่อและวัฒนธรรมของผู้ใช้บริการ

4.7.5. 7.5สามารถปกปิดข้อมูลความเชื่อของผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมได้

4.7.6. 7.6 สามารถรักษาความปลอดภัยข้อมูล ความเชื่อของผู้ใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมได้

4.7.7. 7.7 ให้บริการด้วยความยุติธรรมเท่าเทียมกันในทุกเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม

4.7.8. 7.8 สามารถวิเคราะห์ประเด็นจริยธรรมจากเหตุการณ์ในการทำงานกับผู้ใช้บริการที่มีความแตกต่างด้านวัฒนธรรมเพื่อเป็นบทเรียนในการปฏิบัติงาน

5. สมรรถนะทางการพยาบาล ที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม ในการดูแลข้ามวัฒนธรรม

5.1. สมรรถนะที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม (อนุชิต อินปลัด:2559)

5.1.1. 1.สมรรถนะด้านการรับรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม

5.1.1.1. -เนื่องจาก หากบุคลากรทางสุขภาพไม่เข้าใจเชิงลึกซึ้งของวัฒนธรรมของตนเองและผู้รับบริการได้ โอกาสที่จะเกิดพฤติกรรมการบริการไม่เหมาะสมทางวัฒนธรรมต่อผู้รับบริการต่างวัฒนธรรมก็อาจเกิดขึ้นได้

5.1.2. 2. สมรรถนะด้านการติดต่อสื่อสาร

5.1.2.1. -เนื่องจาก พยาบาลวิชาชีพควรมีการเสริมสร้างทักษะการใช้ภาษาสากล เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และให้การพยาบาลได้อย่างครอบคลุม

5.1.3. 3. สมรรถนะด้านจริยธรรม

5.1.3.1. -เนื่องจาก เป็นสิ่งที่พยาบาลต้องมีในการปฏิบัติงานซึ่งเป็นการกระทำต่อมนุษย์ จะมีความผิดพลาดหรือความเสี่ยงต่อการกระทำไม่ได้ ดังนั้นการปฏิบัติงานของพยาบาลวิชาชีพที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องอาศัยคุณค่าของการปฏิบัติงานทางด้านวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับคุณค่าทางจริยธรรม

5.2. แนวทางในการพัฒนาสมรรถนะ

5.2.1. 1.การพัฒนาสมรรถนะด้านจริยธรรมควรเริ่มตั้งแต่การปรับระบบการศึกษา ที่ต้องมีหลักสูตรการศึกษาเฉพาะด้านความรู้จริยธรรมและเอกสิทธิ์ ในขอบเขตการปฏิบัติงานตามกฎหมาย (อนุชิต อินปลัด:2559)

5.2.2. 2.มีการจัดโครงการเพื่อสนับสนุนประสบการณ์ทางด้านภาษา ให้กับอาจารย์และนักศึกษา เช่น ทุนสนับสนุนการศึกษา เพิ่มเติมทางด้านภาษา (อนุชิต อินปลัด:2559)

5.2.3. 3.มีการเรียนรู้จากงานวิจัยข้ามวัฒนธรรม เพื่อนำมาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ ที่จะช่วยอธิบายความแตกต่างของวัฒนธรรมและการดูแลตามวัฒนธรรมที่เฉพาะ (ปราณี ส่องวัฒนา:2557)

5.2.4. 4. มีการจัดกิจกรรมเสริมในหลักสูตรโดยเน้นการเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนในบริบทวัฒนธรรมที่อาศัยอยู่ ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ จัดกิจกรรมรู้จักตนเองและเพื่่อน และสังเกตพิธีกรรมทางวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของสังคมต่างๆเพื่อสะท้อนประสบการณ์ชีวิตของคนในบริบทที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และจัดกิจกรรมการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มจากประสบการณ์ตรงและอ้อม เพื่อสะท้อนมุมมองของความจริงและความคิดที่แตกต่าง และปรับกระบวนการดูแลให้มีความสอดคล้องตามบริบท (ปราณี ส่องวัฒนา:2557)

6. สถานการณ์ปัจจุบัน

6.1. ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

6.1.1. สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคของ การรวมกลุ่ม เช่น AEC

6.1.1.1. ประชาชนภายในกลุ่มไปมาหาสู่กันมากขึ้น

6.1.1.2. พยาบาลมีโอกาสให้การดูแลสุขภาพ กลุ่มประชากรประเทศต่างๆเพิ่มขึ้น

6.1.1.3. ประชากรแต่ละประเทศมีความแตกต่าง ทางเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม และความเชื่อ

6.1.1.4. ทำให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่แตกต่างกัน

6.1.1.5. มีโอกาสเกิดความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการได้

6.1.1.6. จนอาจไม่ได้รับความร่วมมือในการให้บริการ

6.1.2. พยาบาลจึงต้องมีความตระหนักและเข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่างมากขึ้น (สุรีย์: 2559)

6.2. ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

6.2.1. การส่งเสริมผลักดันให้ไทยก้าวสู่ศูนย์กลาง สุขภาพแห่งเอเชีย Medical Hub

6.2.1.1. ในอนาคตชาวต่างชาติมีแนวโน้มเข้ามา รับบริการสาธารณสุขในไทยเพิ่มขึ้น

6.2.1.1.1. -พ.ศ.2551: 1.38 ล้านคน เพิ่มขึ้นทุกปี ใน 5 ปี (พ.ศ.2551-2555) เพิ่มขึ้นคิดเป็น ร้อยละ 45, ร้อยละ72, ร้อยละ29.8, ร้อยละ11.61, และ ร้อยละ11.46 ตามลำดับ และในปี 2555 คิดเป็นร้อยละ45.45 (ปราณีต ส่องวัฒนา : 2558)

6.2.1.2. พยาบาลมีโอกาสดูแลผู้รับบริการที่มีความ หลากหลายทางวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้น

6.2.1.2.1. หลากหลายด้านเชื่้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม ความเชื่อ ด้านการดูแลสุขภาพ

6.2.1.3. พยาบาลจึงต้องมีการพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นต่อการ ดูแลผู้ที่มีคสามหลากหลายทางวัฒนธรรม

6.2.1.4. เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาการพยาบาลจากความไม่เข้าใจในวัฒนธรรมที่แตกต่าง

6.2.1.5. และเพื่อลดความขัดเเย้งและความไม่เท่าเทียมในการให้บริการ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

7. ความต้องการ การดูแลที่แตกต่าง ของผู้รับบริการ

7.1. ศาสนาพุทธ

7.1.1. 1.คนจีนไม่ชอบเลข 4 หากเลือกห้องที่เข้ารับการรักษา ควรหลีกเลี่ยงห้องหรือชั้นที่ 4 เนื่องจากเป็นเลขที่ไม่มงคลตามความเชื่อที่ว่า หรือ “ ซี้ ” คือ ตาย

7.1.2. 2.คนญี่ปุ่นห้ามจ้องตานานๆ (หลีกเลี่ยง eye contact ) ไม่ชอบพยาบาลเล็บยาว ทาเล็บ ใส่น้ำหอม รองเท้าไม่สะอาด ไม่ควรเยี่ยมไข้ด้วยดอกเบญจมาศ หรือดอกไม้สีสด เมื่อมีบุคคลในครอบครัวเสียชีวิต หากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้าย ควรกางร่มสีดำให้ตลอดทางที่เคลื่อนย้าย

7.1.3. 3.คนพม่านั่งชักโครกไม่เป็น จะนั่งถ่ายบนส้วมซึม

7.1.4. 4.ชาวกัมพูชา เชื่อว่าบริเวณศีรษะถือเป็นส่วนสำคัญที่สุด ผู้ให้บริการสุขภาพไม่ควรแตะศีรษะผู้ป่วย ก่อนที่จะได้รับอนุญาตจากผู้ป่วยเองหรือบิดา มารดาของผู้ป่วยเด็ก และมีความเชื่อเกี่ยวกับอาหาร คือในขณะป่วยไม่ควรเตรียมอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไข่

7.1.5. 5.ชาวมอญ มีความเชื่อในการอธิบายโรคเรื้อรังไม่หายว่ามีสาเหตุจากอำนาจนอกเหนือธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ผี โชคชะตา บุญกรรม ใช้ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นที่พึ่งหลักของการดำเนินชีวิต

7.2. ศาสนาคริสต์

7.2.1. 1. ก่อนเข้าห้องผู้ป่วยต้องล้างมือให้สะอาดก่อนกล่าวทักทายแนะนำตัวให้นามบัตรอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจก่อนทุกครั้งที่จะให้การพยาบาล

7.2.2. 2. ถามชื่อก่อนให้ยาฉีดยาทำหัตถการต่างๆ

7.2.3. 3. วางแผนการดูแลร่วมกับผู้ป่วย เพื่อทำความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันเขียนขั้นตอนการดูแลผู้ป่วยในแต่ละวัน (Daily time setting goal)

7.3. ศาสนาอิสลาม

7.3.1. 1.ในช่วงถือศีลอดหรือเดือนรอมฎอนหรือช่วงประกอบพิธีฮัจญ์หากมีการเข้ารับการรักษาควรคำนึงถึงหลักต่อไปนี้

7.3.1.1. -จัดสถานที่ละหมาด

7.3.1.2. -มีสถานที่ล้างเท้าก่อนทำพิธีหรือจัดทำอ่างน้ำสำหรับอาบน้ำ

7.3.1.3. -การจัดเตียงผู้ป่วยให้หันศีรษะไปทางนครเมกกะห์ (ทิศตะวันตก)

7.3.1.4. -ปรับวิธีจ่ายยาในเดือนรอมฎอนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต

7.3.1.5. -งดนัดผู้ป่วยในเดือนรอมฎอน-การจัดมื้ออาหารยา (Insulin) ในช่วงถือศีลอด

7.3.2. 2.การดูแลบุคคลหลังเสียชีวิตห้ามผ่าศพชันสูตร

7.3.3. 3. การปฏิบัติทั่วไป

7.3.3.1. -ห้ามถ่ายรูปชาวมุสลิมที่ปิดหน้าตา

7.3.3.2. -ห้ามแตะต้องคัมภีร์อัลกุรอาน-ห้ามทำหมันแห้งทำแท้ง-ต้องทำละหมาดวันละ 5 ครั้ง

7.3.3.3. -ห้ามเรียกเขาว่า“ คนแขก” ให้ใช้สรรพนามแทนชื่อที่เหมาะสมคือก๊ะมะไม่ใช่ป้าแม่

7.3.3.4. -หลีกเลี่ยงการใช้ภาษากลางหรือศัพท์ทางวิชาการที่ขัดต่อความเชื่อเช่น การคุมกำเนิดการทำหมันแต่ควรใช้คำว่าเว้นช่วงการมีลูก

7.3.3.5. -ให้ไปเยี่ยมที่เตียงหรือบ้านมากกว่าการนัดมาพบ

8. ความสำคัญและความจำเป็น ของการพยาบาลข้ามวัฒนธรรม

8.1. ความเป็นมา

8.1.1. หลังปี พ.ศ.2540 ซึ่งหลังจากภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ รพ.เอกชน: กลุ่มลูกค้าหลักมีรายได้ลดลงจึงไปรับการรักษาพยาบาลที่อื่น

8.1.2. ภาครัฐ: ขาดดุลบัญชีสะพัดอัตราสูงนานหลายปี

8.1.3. โรงพยาบาลจึงปรับตัวโดยการหาลูกค้าจากประเทศที่มีกำลังซื้อสูง (ญี่ปุ่น, ยุโรป, ตะวันออกกลาง) เข้ามาเสริม

8.1.4. -ส่งออกสินค้าและแรงงานไปต่างประเทศ -กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สนใจหารายได้เข้าประเทศจากการบริการด้านสาธารณสุข → ขยายบริการในรูปของการทำเที่ยวเชิงการแพทย์และสาธารณสุขในประเทศไทย และดึงดูดผู้ที่เกษียณอายุมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย

8.1.5. กำหนดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (พ.ศ.2547-2551) ขึ้น โดยจัดให้มีโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ส่งผลให้บริการสาธรณสุขกระจายทั่วประเทศ

8.1.5.1. ข้อได้เปรียบหรือจุดแข็งของโรงพยาบาลไทย มี 3 ประเด็นใหญ่ๆ ประกอบด้วย 1) ความสามารถในการรักษาของแพทย์ไทยที่ไม่เป็นสองรองใคร 2) ราคาไม่แพง หากเปรียบเทียบกับระดับมาตรฐานการรักษาเดียวกัน ไทยถือว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาสูงติดอันดับโลก ในขณะที่ราคาสามารถเทียบเคียงได้กับอินเดียเท่านั้น 3) เป็นเรื่องของการให้บริการทางการต้อนรับ (Hospitality) ที่ดีของไทย ซึ่งบุคลากรทางการ แพทย์ของไทยเป็นจึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติมาก เรื่องยิ้มแย้มมิตรไมตรีต่างๆ เมื่อมีการให้คะแนนไทยจึงเป็นที่หนึ่งมาตลอด

8.1.6. มีผู้รับบริการสาธารณสุขที่หลากหลายวัฒนธรรม

8.1.6.1. ผู้รับบริการชาวต่างชาติที่มาให้บริการโรงพยาบาลเอกชนไทย ปี พ.ศ.2561 มีจำนวน 3.42 ล้านคน Medical tourism 2.5 ล้านคน และกลุ่ม Expat 9.2 แสนครั้ง โดยกลุ่มตะวันออกกลางยังครองส่วนแบ่งสูงสุดที่ 12.5% รองลงมา คือ เมียนมา 8.7% สหรัฐอเมริกา 6.2% สหราชอาณาจักร 5% ญี่ปุ่น 4.9% และกัมพูชา 2.2% (ที่มา: มนต์ชัย วงษ์กิตติไกรวัล. (2560). https://thestandard.co/foreign-hospitals-thailand/)

8.1.6.2. สะท้อนกำลังซื้อของประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนที่มีศักยภาพและเป็นโอกาสในการรุกตลาดสุขภาพของผู้ประกอบการไทย

8.2. 1.การเข้าสู่อาเซียน และ medical hub

8.2.1. medical hub คือ การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์

8.2.2. ชาวต่างชาติมาลงทุนและทำงานอย่างกว้างขวาง เช่น แรงงานข้ามชาติ ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยว

8.2.3. เกิดการขยายตัวของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์เชิงสูง (medical Tourism) ประกาศใช้โดยรัฐบาล เมื่อปี พ.ศ.2546

8.3. 2.การมีแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก

8.3.1. ข้อมูลของ UN ปี 2017 พบว่า ไทยเป็นประเทศที่เปิดรับแรงงานต่างชาติมากที่สุดในอาเซียน ถึง 3.6 ล้านคน (แรงงานทักษะที่จะตอบโจทย์เศรษฐกิจ 4.0 ยังไม่ชัดเจนนัก แตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่มีนโยบายด้านแรงงานทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่แยกกันระหว่างการดึงดูดแรงงานทักษะสูงและลดการพึ่งพิงแรงงานทักษะพื้นฐาน เพื่อตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ (บทความ เมื่อโลกกำลังทำสงครามแย่งชิงคนเก่ง ประเทศไทยทำอะไรอยู่ https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_30Oct2018.aspx)

8.3.2. จำนวนและการเปลี่ยนแปลงของคนต่างด้าวกลุ่มประเทศอาเซียน คนต่างด้าวกลุ่มประเทศอาเซียน ที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 1,291,499 คน โดย 125,129 คน อาศัยและทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานคร คิดเป็นร้อยละ 9.69 ของคนต่างด้าวกลุ่มประเทศอาเซียนทั่วประเทศ หากรวมพื้นที่กรุงเทพมหานครกับจังหวัดปริมณฑล จะมีจำนวนคนต่างด้าวกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับอนุญาตทำงาน 571,091 คน คิดเป็นร้อยละ 44.22 รายละเอียดแสดงในแผนภูมิแสดงสัดส่วนคนต่างด้าวกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับอนุญาตทำงานในประเทศไทยรายภูมิภาคกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปีพ.ศ. 2558 (สำนักงานบริหารแรงงานต่างด้าว กลุ่มงานพัฒนาระบบความคุมการทำงานของคนต่างด้าว. (2560). คนต่างด้าวในประเทศไทย. สืบค้นเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2562, จากhttps://www.doe.go.th/prd/download/download_by_pool_file/15291)