Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
Mood - stabilizing drugs by Mind Map: Mood - stabilizing drugs

1. ข้อห้ามใช้

1.1. Acute renal failure

1.2. Acute or recent myocardial infarction

1.3. Congestive heart failure

1.4. Frist-trimester of pregnancy

1.5. สมองถูกทำลาย

1.6. อยู่ในภาวะขาดน้ำรุนแรง

2. ข้อบ่งใช้ยา

2.1. ยาที่ใช้ใยการควบคุมอารมณ์ของผู้ป่วยโดยปรับอารมณ์จากขั้วซึมเศร้า (Depression) หรือ ขั้วแมเนีย (Mania)

2.2. ใช้ในผู้ป่วยที่แสดงอาการ Acute mania ได้ผลร้อยละ 80 ในช่วง 1-2 สัปดาห์

2.3. ใช้รักษาผู้ป่วย Bipolar mood disorders โดยเฉพาะ mania

2.4. ใช้รักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท ที่แสดงอาการผิดปกติทางอารมณ์ (Schizoaffective disorders) ในกรณีที่ยารักษาโรคจิตควบคุมอาการได้ไม่ดี

2.5. ใช้รักษาอาการก้าวร้าว (Aggression) ในผู้ป่วยโรคจิตเภทหรือปัญญาอ่อน

3. การพยาบาล

3.1. 1.ควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาระหว่างอาหารหรือหลังอาหารืนทีเพราะจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร

3.2. 2.ในระยะแรกควรตรวจหาระดับ serum lithium level สัปดาห์ละ2 ครั้ง จนกว่าจะมีระดับคงที่หรือควบคุมอาการ mania ได้

3.3. 3.ติดตามประเมินผลการรักษาจากอาการของผู้ป่วย

3.4. 4. สังเกตและประเมินอาการข้างเคียงของยา

3.5. 5.ระวังการใช้ยาอื่นที่มีเสริมฤทธิ์ของilthium เช่น Anti-inflammatory และ ยาที่ลดการทำงานของ lithium เช่นdimox หรือยาที่มีปริมาณ sodium สูง

3.6. 6.การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับข้อควรปฏิบัติในระหว่างการรักษา

3.6.1. รับประทานยาตามแพทย์สั่งไม่ควรสั่งเพิ่มหรือลดยาเองซึ่งยา Lithium ต้องใช้เวลา3-5 สัปดาห์จึงจะเห็นผล

3.6.2. ดื่มน้ำมากๆประมาวันละ3 ลิตร

3.6.3. ห้ามลดอาหารที่รับประทานเป็นประจำและไม่ควรงดอาหาร

3.6.4. ห้ามออกกำลังกายในสภาพอากาศที่ร้อนจัด

3.6.5. สังเกตอาการไม่สุขสบายและแจ้งให้แพทย์ทราบเมื่อมีอาการเกิดขึ้น

4. ความผิดปกติทางอารมณ์ (mood disorder)

4.1. Bipolar disorder

4.1.1. คลุ้มคลั่ง

4.1.1.1. NE แลพDA เพิ่ม

4.1.1.2. มีความบกพร่องของGABA

4.1.2. ซึมเศร้าหดหู่

4.2. Depressive disorder

4.2.1. อารมณ์ซึมเศร้า

4.2.2. นอนมากเฉื่อยชา

5. ชนิดของยา

5.1. Lithium

5.2. กลุ่มยากันชัก (anticonvulsants)

5.3. ยารักษาอาการทางจิตกลุ่มใหม่ (atypical หรือsecond -generation antipsychotics; SGAs)

6. ยาที่นิยมใช้ในประเทศไทย

6.1. Valproate

6.1.1. กลไกการออกฤทธิ์

6.1.1.1. ยับยัง voltage-gated sodium

6.1.1.2. เพิ่ม gamma-aminobutyric acid (GABA) ที synapse ของเซลล์ประสาท

6.1.1.3. ยับยังการทํางานของ histone deacetylase

6.1.1.4. ยับยัง phosphoinositol pathway

6.1.1.5. ลดการทํางานของ protein kinase C (PKC)

6.1.1.6. ยับยังเอนไซม์ glycogen synthase kinase-3 beta (GSK-3β)

6.1.2. ข้อบ่งใช้

6.1.2.1. Bipolar disorder

6.1.2.1.1. acute manic episode

6.1.2.1.2. acute depressive episode

6.1.2.1.3. maintenance

6.1.2.1.4. rapid cycling

6.1.2.1.5. mixed features

6.1.2.2. Schizoaffective disorder

6.1.3. ผลข้างเคียง

6.1.3.1. ผลข้างเคียงทีพบได้บ่อยของ valproate ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ง่วงซึม มือสัน เดินเซ ผมร่วง นําหนักตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนียังพบ transaminitis ได้อีกด้วย ผลข้างเคียงทีรุนแรง

6.1.3.1.1. ผลต่อตับและตับอ่อน ซึงเป็นผลข้างเคียงแบบ idiosyncratic โดยอาจทำให้เกิด hepatitis, hepatic failure หรือ pancreatitis ได้

6.1.3.1.2. ผลต่อระบบเลือด อาจทำให้เกิด reversible thrombocytopenia หรือ platelet dysfunction ได้

6.1.3.1.3. ผลต่อการตังครรภ์ การได้รับ valproate ในช่วงไตรมาสแรกของการตังครรภ์ อาจทำให้ ทารกเกิด neural tube defect ได้

6.2. Carbamazepine

6.2.1. กลไกการออกฤทธิ

6.2.1.1. ยับยังการทำงานของ voltage-gated sodium channels บริเวณ presynaptic และบน เซลล์ประสาท ทำให้เกิดการยับยังกระบวนการ depolarization และการส่งผ่านของ กระแสประสาท ทำให้ calcium channel ถูกยับยังไปด้วย ส่งผลให้การส่งผ่านกระแส ประสาทลดลง

6.2.1.2. ยับยังกระบวนการ kindling

6.2.2. ข้อบ่งใช้

6.2.2.1. Bipolar disorder

6.2.2.1.1. acute manic episode

6.2.2.1.2. acute depressive episode

6.2.2.1.3. maintenance

6.2.2.1.4. rapid cycling

6.2.2.1.5. mixed features

6.2.2.2. Schizoaffective disorder

6.2.2.3. Neuropathic pain

6.2.3. ผลข้างเคียง

6.2.3.1. ผลข้างเคียงทีพบได้บ่อยของ carbamazepine ได้แก่ ง่วงซึม เวียนศีรษะ ตาพร่า เดินเซ มือสัน คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย รวมไปถึงเกิด transaminitis ได้ ผลข้างเคียงทีรุนแรง

6.2.3.1.1. ผลต่อตับ อาจทำให้เกิด hepatitis หรือนำไปสู่ hepatic failure ได้

6.2.3.1.2. ผลต่อระบบเลือด อาจทำให้เกิด aplastic anemia หรือ agranulocytosis ได้

6.2.3.1.3. ผลต่อระบบผิวหนัง อาจทำให้เกิด Stevens-Johnson syndrome หรือ Toxic Epidermal Necrosis ได้ ในปัจจุบันจึงแนะนำให้เจาะเลือดตรวจ HLA-B*1502 allele ก่อนพิจารณาใช้ยา โดยหากพบว่ามี HLA-B*1502-negative จึงจะสามารถให้ยา carbamazepine ได้

6.3. Lamotrigine

6.3.1. กลไกการออกฤทธิ์

6.3.1.1. ยับยั้งการทำงานของ glutamate

6.3.1.2. ยับยั้งการทำงานของ voltage-gated sodium channel

6.3.1.3. ยับยั้งการทำงานของ 5-HT3 receptor

6.3.1.4. มีผลต่อการ reuptake ของ serotonin และ dopamine ที่ปลายประสาท

6.3.1.5. ทำให้เกิด down regulation ของ beta-adrenergic receptor

6.3.1.6. มี neuroprotective effect

6.3.2. ข้อบ่งใช้

6.3.2.1. Bipolar disorde

6.3.2.1.1. acute depressive episode

6.3.2.1.2. maintenance

6.3.2.1.3. rapid-cycling

6.3.3. ผลข้างเคียง

6.3.3.1. ผลข้างเคียงที่พบบ่อยของ lamotrigine ได้แก่ ง่วงซึม วิงเวียนปวดศีรษะ เดินเซ คลื่นไส้ ตาพร่า เห็นภาพซ้อน

6.3.3.1.1. Stevens-Johnson syndrome

6.3.3.1.2. Toxic Epidermal Necrosis

6.4. Lithium

6.4.1. กลไกการออกฤทธิ

6.4.1.1. ยับยังการทํางานของเอนไซม์ inositol monophosphate phosphatase (IMP)

6.4.1.2. ยับยั้งการทํางานของเอนไซม์ glycogen synthase kinase-3 beta (GSK-3β)

6.4.2. ข้อบ่งใช้

6.4.2.1. Bipolar disorder

6.4.2.1.1. Bipolar disorder

6.4.2.1.2. acute depressive episode

6.4.2.1.3. maintenance

6.4.2.2. Major depressive disorder

6.4.3. เฝ้าระวังระดับของlithium

6.4.3.1. ระดับlithium ในภาวะปกติคือ 0.8-1.2 mEq/ลิตร

6.4.3.2. ระดับ ilthium 1.5 mEq/ลิตร ผู้ป่วยจะมีอาการอาเจียน ท้องเสีย เดินเซ พูดไม่ชัด มือสั่นมา

6.4.3.3. ระดับ ilthium 2.0-2.5 mEq/ลิตร ผู้ป่วยจะมีอาการตาพร่ามัว กล้ามเนื้อกระตุก รีเฟลกไว ชัก delirium และ syncope

6.4.3.4. ระดับ ilthium มากกว่า 2.5 mEq/ลิตร จะเกิดไตวาย เสียชีวิตได้

6.4.4. การรักษาอาการพิษจากลิเทียม

6.4.4.1. ๏ให้หยุดยาลิเทียมทันทีเจาะระดับลิเทียมElectrolyte,Creatinine๏ให้น้ำเกลืออัตราการไหล 150-200มล./ ชั่วโมง

6.4.4.2. Lithium clearance จะทำ Peritoneal dialysis หรือ Hemodialysis ในกรณีท่ีผู้ป่วยที่มีระดับลิเทียมมมากกว่า 3-4 mEq/ ลิตร โคม่าช็อกขาดน้ำรุนแรงอาการเลวลงหรือไม่ดีขึ้น

6.4.5. ผลข้างเคียง

6.4.5.1. ผลข้างเคียงทีพบได้บ่อยของ lithium ได้แก่ กระหายน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย มือสันชนิด fine tremor น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น มีสิว ผมร่วง คลื่นไส้ ท้องเสีย

6.4.5.2. ผลข้างเคียงทีรุนแรง

6.4.5.2.1. - ผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ ซึงมักส่งผลเพียงชั่วคราว โดยส่วนใหญ่พบเป็น hypothyroidism นอกจากนียังพบการเพิ่มสูงขึ้นของ thyroid-stimulating hormone (TSH)

6.4.5.2.2. - ผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ T wave แบบชั่วคราว โดยอาจเกิดเป็น T wave flattening หรือ inversion นอกจากนียังกดการทํางานของ sinus node ทำให้เกิด sinus node dysfunction ได้

6.4.5.2.3. ผลต่อไต ในรายทีได้รับ lithium ต่อเนืองเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เกิด interstitial fibrosis และอาจเกิดไตวายได้ในบางราย นอกจากนี้ยังทําให้เกิด nephrotic syndrome และ renal tubular acidosis ได้อีกด้วย

6.4.5.2.4. ผลต่อการตังครรภ์ การได้รับ lithium ในช่วงไตรมาสแรกของการตังครรภ์อาจทำให้ ทารกเกิด Ebstein’s anomaly ได้

6.4.6. การพยาบาล

6.4.6.1. 1.ซักประวัติผู้ป่วยถึงการเป็นโรคประจำตัวต่างๆและการตรวจร่างกายของผู้ป่วย

6.4.6.2. 2.ควรให้ผู้ป่วยรับประทานยาระหว่างหรือหลังอาหารทนัทีเพราะยาทาให้เกิดอาการระคายเคือง ต่อ ระบบทางเดิน อาหาร

6.4.6.3. 3. ควรตรวจหาระดับ Serum Lithium Level สัปดาห์ละ 1-2 ครัง้

6.4.6.4. 4.การเจาะเลือดวดัระดับยาควรทาเมื่อได้ยามือสุดท้ายก่อนเจาะเลือด 12 ชั่วโมง ระดับยาที่ เหมาะสมอยู๋ระ หว่าง 1.0-1.5 mEq/L

6.4.6.5. 5. คอยติดตามและประเมินอาการข้างเคียง และปฏิกิริยาของ Lithium กลับตัวยาอื่นๆ

6.4.6.6. 6. สังเกตอาการ Mania และอารมณ์ทั้งนี้ขึ้นๆ ลงๆ ของผู้ป่วย มีอาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตลอดจนผลของยาและอาการพิษที่อาจเกิดขึ้นได้

6.4.6.7. 7.ควรให้คำแนะนาผู้ป่วยญาติดังนี้

6.4.6.7.1. ให้ผู้ป่วยรับประทานยาตามปกติ ไม่ควรเพิ่มหรือลดยาเอง

6.4.6.7.2. อย่าขับรถหรือทำงานเกี่ยวกลับเครื่องจักรที่เป็นอันตรายราย

6.4.6.7.3. อย่า ลดเกลือในอาหาร ยกเว้นแพทย์จะแนะนำ

6.4.6.7.4. ดื่มน้ำ ละ 6-8 แก้ว

6.4.6.7.5. ให้รายงานแพทย์ถ้าผู้ป่วยมีอาเจียน หรือท้องเสีย

6.4.6.7.6. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่มาเกินไปในอากาศที่ร้อน

6.4.6.7.7. ตระหนักถึงผลข้างเคียงและอาการที่สัมพันธ์กับการเป็นพิษถ้าพบให้รายงานแพทย์ทันที