การพยาบาลทารกแรกเกิดในระยะวิกฤต (Nursing care of the critically lll neonate )

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
การพยาบาลทารกแรกเกิดในระยะวิกฤต (Nursing care of the critically lll neonate ) by Mind Map: การพยาบาลทารกแรกเกิดในระยะวิกฤต        (Nursing care of the critically lll neonate )

1. การดูแลบิดามารดา

1.1. แนวทางการดูแลโดยใช้ครอบครัวเป็นศูยน์กลาง

1.1.1. แนะนำบุคลากรที่ดูแลพทารก

1.1.2. อธิบายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่างๆ

1.1.3. จัดเอกสารแผ่นพับ

1.1.4. แนะนำบิดามารดาให้มีส่วนร่วมในการดูแลบุตรในเวลาที่เหมาะสม

1.1.5. เอื้ออำนวยต่อการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบิดามารดและบุตร

2. ทารกที่ควรได้รับการอภิบาลรักษา

2.1. ทารกที่ต้องได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ

2.2. ทารกที่มีอายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์ หรือน้ำหนักต่ำกว่า 1000 กรัม

2.3. ทารกที่ต้องการรับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน

2.4. ทารกมีโรคในระบบทางเดินหายใจและการไหลเวียนของเลือด

2.4.1. กลุ่มอาการหายใจลำบากในทารกก่อนกำเนิด

2.4.2. ภาวะมีลมในช่อเยื่อหุ้มปอด

2.4.3. ภาวะความดันเลือดในปอดสูง

2.5. ทารกมีภาวะหยุดหายใจบ่อยๆ

2.6. ทารกมีภาวะขาดออกซิเจนรุนแรง

2.7. ทารกใส่สายสวนหลอดเลือดแดงหรือท่อระบายทรวงออก

2.8. ทารกที่มีอาการติดเชื้อและอาการไม่คงที่ หรือมีภาวะชํอค

2.9. ทารกที่มีน้ำหนักต่ำกว่า 1500 กรัม ที่ได้รับการผ่าตัดหรือมีท่อระบาย 2 ทางขึ้นไป

2.10. ทารกที่ถูกเจาะคอ

2.10.1. เครื่องช่วยหายใจชนิดทำงานสัมพันธ์กับการหายใจของผู้ป่วย

3. การรักษาทารกแรกเกิดในระยะวิกฤต

3.1. การรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจ

3.1.1. เพื่อให้ทารกใช้แรงการหายใจน้อยที่สุด ปัจจุบันใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวก

3.1.1.1. เครื่องช่วยหายใจชนิดธรรมดา

3.1.1.2. เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง

3.2. การบริหารการหายใจผ่าน CPAP

3.3. การรักษาด้วยสารลดแรงตึงผิวในถุงลมปอด

3.3.1. สารลดแรงตึงผิวที่ได้จากธรรมชาติ

3.3.2. สารลดแรงตึงผิวชนิดดัดแปลง

3.3.3. สารลดแรงตึงผิวชนิดสังเคราะห์

3.4. การใช้ Nitric oxide (NO)

4. การพยาบาลทารกแรกเกิดในระยะวิกฤต

4.1. การประเมินภาวะสุขภาพ

4.1.1. ประเมินลักษณะทางกายภาพตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

4.1.2. ประเมินตามระบบแบบบันทีกในรายงาน

4.1.3. ตรวจสอบการดำเดินงานของโรค

4.1.4. ตวรจสอบการติดเชื้อ

4.1.5. การประเมินอื่นๆ

4.1.5.1. การชั่งน้ำหนัก

4.1.5.2. ปริมาณปัสสาวะ

4.1.5.3. อุณหภูิกายและสิ่งแวดล้อม

4.1.5.4. อัตราการเต้นของหัวใจ

4.1.5.5. คลื่นไฟฟ้าหัวใจ

4.1.5.6. อัตราการหายใจและประสิทธิภาพ

4.1.6. ประเมินระบะประสาทและพฤติกรรม

4.1.7. ประเมินการทำงานและประสิทธิภาพของเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ

4.1.8. ประเมินครอบครัว

4.1.9. ประเมินการหายใจลำบาก

4.1.9.1. การวัดสัญญาณชีพ

4.1.9.1.1. อุณหภูมิกาย

4.1.9.1.2. อัตราการเต้นของหัวใจ ปกติ ช่วง 120-140

4.1.9.1.3. อัตราการหายใจ ปกติช่วง 30-60

4.1.9.1.4. ความดันโลหิต

4.1.9.2. หน้าอกกดบุ๋ม

4.1.9.3. เสียงกลั้นหายใจ/เสียงดังในระยะหายใจออก

4.1.9.4. ปีกจมูกบาน

4.1.9.5. สีผิว

4.1.9.6. กำลังกล้ามเนื้อ

4.1.10. การฟังเสียงหายใจ

4.1.10.1. บ่งชี้ความผิดปกติของปอด

4.1.11. การตรวจทางห้องปฎิบัติการและภาพรังสีปอด

4.1.11.1. การถ่ายภาพรังสีปอดจะช่วยการวินิจฉัยโรค

4.1.11.1.1. ภาวะกลุ่มอาการหายใจลำบาก

4.1.11.1.2. ภาวะหายใจเร็วชั่วคราว

4.1.11.1.3. ปอดอักเสบ

4.1.11.1.4. ภาวะมีลมในช่องเยื่อหุ้มปอด

4.1.11.1.5. ภาวะลมรั่วในปอด

4.1.11.2. การวิเคราะห์ก๊าซในเลือดแดง

4.1.11.2.1. แสดงถึงสภาวะการณ์เติมออกซิเจนแก่เลือดและสมดุลของกรดด่าว

4.1.11.3. ค่า white blood cell

4.1.11.3.1. ช่วยวินิจฉัยภาวะติดเชื้อ

4.1.11.4. ค่าน้ำตาลในเลือด

4.1.11.4.1. เพื่อตรวจสอบภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือไม่

4.1.11.5. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

4.1.11.5.1. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ

4.1.11.5.2. การใส่สวยสวนตรวจหัวใจ

4.1.11.6. การตรวจคลื่นสมองและอันตราซาวน์

4.1.11.6.1. จำแนกความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง

4.1.11.7. การตรวจหาอิเลคโทรลัยท์

4.1.11.7.1. เพื่องจำแนกความผิดปกติของการเผาผลาญ

4.2. การควบคุมอุณหภูมิร่างกาย

4.2.1. การสูญเสียความร้อนโดยการนำ

4.2.1.1. การเสียความร้อนโดยสัมพัสกับวัสดุหรือพื้นผิวที่เย็น

4.2.2. การสูญเสียความร้อนโดยตัวพา

4.2.2.1. เสียความร้อนผ่านทางอากาศรอบตัว

4.2.3. การสูญเสียความร้อนโดยการแพร่รังสี

4.2.3.1. เสียความร้อผ่านวัสดุที่เย็นโดยที่ทารกไม่ได้สัมผัสวัสดุ

4.2.4. การสูญเสียความร้อนโดยการระเหย

4.2.4.1. เสียความร้อนผ่านทางผิวหนังไปให้ผ้าเปียก

4.2.5. วิธีการควบคุมอุณหภูมิ

4.2.5.1. การใช้เครื่องแผ่รังสีให้ความอบอุ่น

4.2.5.2. การใช้ตู้ให้ความอบอุ่นที่มีผนัง 2 ชั้น

4.2.5.3. การห่อหุ้มลำตัว แขนขาด้วยถุงโพลีเอทีลีน

4.3. การดูแลผิวหนัง

4.3.1. ผิวหนังชั้นนอกและหนังกำพร้า

4.3.1.1. ทารกก่อนกำหนดเสี่ยงต่อการเกิดตุ่มน้ำและผิวหนังลอกหลุดติดมากับพลาสเตอร์

4.3.2. ผิวหนังชั้นในหรือหนังแท้

4.3.2.1. ทารกก่อนกำหนดมีโอกาสบวมจากปริมาณคอลลาเจนและเส้นใยยืดหยุ่นน้อย

4.3.3. การทำความสะอาดร่างกาย

4.3.4. การใช้สารที่ทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น

4.3.5. การใช้สารฆ่าเชื้อทำความสะอาดผิวหนัง

4.3.6. การติดพลาสเตอร์และการลอกพลาสเตอร์

4.3.7. ป้องกันและรักษาผิวหนังแตกเนื่องจากบาดเจ็บขากการขาดเลือด

4.4. การดูแลด้านพัณนาการทารก

4.4.1. เสียงในหน่วยอนุบาลแรกเกิด

4.4.1.1. ข้อกำหนดเสียงในกาทำกิจกรรมไม่เกิน 45 เดซิเบล

4.4.1.2. กิจกรรมลดเสียง

4.4.1.2.1. ปรับพฤติกรรมบุคลากรเช่น เสียงพูดคุย และเปิดวิทยุ

4.4.1.2.2. กำหนดชั่วโมงสงบในแต่ละวัน

4.4.1.2.3. วัดระดับความดังของเสียงพื้นฐาน

4.4.1.2.4. หลีกเลี่ยงการใช้เสียงบริเวณรอบๆศีรษะ

4.4.1.2.5. ติดวัสดุเก็บเสียงที่เพดาน

4.4.2. แสงในหน่วยอภิบาลทารกแรกเกิด

4.4.2.1. การจัดแสงโดยมีการปรับเปลี่ยนระหว่างแสงสว่างกับแสงสลัวช่วยให้ทารกมีระยะการหลับที่นานขึ้น

4.4.2.2. กิจกรรมลดแสง

4.4.2.2.1. คลุมตู้อบหรือเตียงด้วยผ้า

4.4.2.2.2. จัดให้มีโคมไฟข้างเตียงแต่ละเตียงและปรับแสงได้

4.4.3. จัดท่านอน

4.4.3.1. ท่านอนที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันความผิดรูปร่าง

4.4.3.2. กิจกรรมการจัดท่านอน

4.4.3.2.1. เปลี่ยนท่านอนทุก 2-3 ชั่วโมง

4.4.3.2.2. จัดทำอุปกรณ์ล้อมรอบ

4.4.3.2.3. ใช้หมอนน้ำหรือลมรองใต้ศีรษะ

4.4.4. สัมพัสทารกระหว่างการทำหัตถการ

4.4.4.1. การสัมผัสบริเวณศีรษะและเท้าระหว่างทำหัตภการเพื่อให้ทารกสุขสบายและผ่อนคลาย

4.5. การดูแลด้านการหายใจ

4.5.1. การตรวจสอบและสังเกตุอุปกรณ์ช่วยเหลือ ระบบการขนส่งออกซิเจน

4.5.1.1. ระบุตำแน่งความลึกของท่อหลอดลมคอ

4.5.1.2. ตรวจสอบตำแหน่งของท่อหลอดลมคอทุดเวร

4.5.1.3. การใช้เทคนิคต่างๆในการยึดท่อหลอดลมคอ

4.5.2. การทำสรีรบำบัด

4.5.2.1. การจัดท่าเพื่อระบายเสมหะ

4.5.2.2. การเคาะแบบเป็นจังหวะบริเวณทรวงออก

4.5.2.3. การสั่นสะเทือน

4.5.3. การดูเสมหะ

4.5.3.1. ข้อควรพิจารณา

4.5.3.1.1. ประเมินความต้องการดูดเสมหะ

4.5.3.1.2. ใส่สายดูดเสมหะที่เหมาะสมกับขนาดหลอดลมคอ

4.5.3.1.3. เพิ่มออกซิเจนก่อนดูดเสมหะ

4.5.3.1.4. วิธีการดูดเสมหะ

4.5.3.1.5. แรงดันที่ใช้ในการดูดเสมหะ 80-100 มม.ปรอท

4.5.3.1.6. เพิ่มออกซิเจนหลังดูดเสมหะ

4.5.4. การจัดท่านอน

4.5.4.1. จัดให้ศีรษะและลำคออยู่ในท่าที่เป็นกลางและลำคอเหยียดเล็กน้อย

4.5.5. การเปลี่ยนท่านอนซึ่งอาจเป็นท่านอนคว่ำหรือนอนตะแคงทุก 4 ชั่วโมง

4.5.6. อาการเปลี่ยนแปลงของทารกที่เกิดขึ้นทันทีทันใด

4.5.6.1. การประเมินตำแหน่งของท่อหลอดลมคอโดยการฟังเสียงหายใจและวิธีการปฎิบัติช่วยเหลือเมื่อมีการอุดตัน