วัฒนธรรมการดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายในชุมชน ในตำบลของจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
วัฒนธรรมการดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายในชุมชน ในตำบลของจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ by Mind Map: วัฒนธรรมการดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายในชุมชน ในตำบลของจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา

1.1. ปัจจุบันผู้สูงอายุในระยะท้ายของชีวิตมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น จากอุบัติการณ์ของโรคร้ายแรงและโรคคุกคามต่อชีวิต เช่น โรคมะเร็ง และโรคเรื้อรังไม่ติดต่ออื่นๆที่มีจำนวนสูงขึ้น

1.2. ผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังมีโอกาสเสียชีวิตและอยู่ในระยะท้ายของชีวิตที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ทางร่างกาย และจิตใจจากอาการไม่สุขสบายต่างๆ อีกทั้งผู้สูงอายุส่วนใหญ่มักมีโรคเรื้อรัง 2-3 โรคในคนเดียวกัน ก่อให้เกิดปัญหาการเจ็บป่วยที่ซับซ้อน ร่วมกับผลกระทบจากการรักษาที่ได้รับ ส่งผลให้ภาวะเจ็บป่วยมีอาการทรุดหนัก และการฟื้นหายเป็นไปได้ยากกว่าวัยอื่น

1.3. ความเชื่อของสังคมวัฒนธรรมอีสาน ว่าการอยู่ที่บ้านตนเองนั้นมีความสุขมากที่สุด ญาติพี่น้องได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกันและต้องการเสียชีวิตที่บ้านของตนเอง ท่ามกลางลูกหลานและคนที่ตนรัก

1.4. สภาพสังคมในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้สูงอายุระยะท้ายต้องปรับตัวให้เข้ากับภาวะสุขภาพ และสภาพแวดล้อมตามวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของแต่ละคน

1.5. นโยบายของรัฐเกี่ยวกับการดูแลแบบประคับประคองในผู้ป่วยระยะท้ายสนับสนุนให้มีการดูแลที่บ้าน ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมีความไม่สะดวกหลายประการ เช่น ไม่ได้รับการสนับสนุน และการจัดการที่เป็นรูปธรรม

1.6. ความไม่ต้องการทุกข์ทรมานเจ็บปวดจากโรคที่ป่วยในช่วงสุดท้ายของชีวิต หรือความปรารถนาที่จะอยู่กับครอบครัวและคนที่รักในช่วงลมหายใจสุดท้าย สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติว่าด้วยการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะท้ายของชีวิต ที่กำหนดแนวคิดของการตายดี เป็นการตายที่ก่อนจะเสียชีวิต ผู้ป่วยได้รับการบรรเทาอาการและความทุกข์ทรมานทางร่างกายและจิตใจอย่างเพียงพอ เหมาะสม รวมถึงได้ทำสิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ เพื่อให้เสียชีวิตอย่างสงบสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

2.1. ศึกษาวัฒนธรรมการดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายในชุมชนแห่งหนึ่ง ของจังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

3. วิธีการศึกษาวิจัย

3.1. ชนิดของการวิจัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบชาติพันธ์ุวรรณนาแบบเจาะจง

3.2. พื้นที่ศึกษา เป็นตำบลกึ่งชนบทกึ่งเมืองห่างจากตัวอำเภอประมาณ 15 กิโลเมตร มีความหลากหลายของประชากรในระดับการศึกษา และการประกอบอาชีพ

3.3. ผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้ให้ข้อมูลหลักและผู้ให้ข้อมูลรอง เลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติ

3.3.1. มีประสบการณ์ตรงที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย ในบทบาทของผู้ให้การดูแลและผู้ได้รับการดูแล

3.3.2. ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุระยะท้าย อายุ 60 ปีขึ้นไป ที่มีระยะของการเจ็บป่วยอยู่ในระยะท้ายของทุกกลุ่มโรคหรือมีภาวะชราภาพ หรือทุพพลภาพจากการชราภาพ จำนวน 24 คน และสมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย จำนวน 18 คน ส่วนผู้ให้ข้อมูลรองเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแล จำนวน 36 คน

3.4. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา

3.4.1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล

3.4.2. แบบสัมภาษณ์เชิงลึก เป็นแนวคำถามหลักปลายเปิดให้ผู้ให้ข้อมูลตอบคำถามได้อย่างอิสระ เช่น การดูแลตนเอง และการดูแลของครอบครัว

3.4.3. ผู้วิจัย เป็นเครื่องมือหลักในการวิจัยโดยผู้วิจัยมีการเตรียมตัวเพื่อเป็นผู้เก็บข้อมูล โดยเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้และทักษะการเป็นนักวิจัยเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

4. สรุปผลและอภิปรายผลการศึกษาวิจัย

4.1. ผู้ให้ข้อมูลหลัก เป็นผู้สูงอายุระยะท้ายทุกคนที่มีโรคประจำตัวอย่างน้อย 1 โรค สมาชิกครอบครัวที่เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุระยะท้าย ส่วนผู้ให้ข้อมูลรอง ได้แก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน นายกเทศมนตรี เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร นักกายภาพบำบัด หมอพราหมณ์ พระสงฆ์ และผีฟ้า

4.2. ผลที่ได้สะท้อนการดูแลที่ครอบคลุมถึงการดูแลทางจิตใจ สังคม และจิตวิญญาณตามความต้องการของผู้สูงอายุระยะท้าย และครอบครัว ประกอบด้วย

4.2.1. การดูแลให้อยู่ดี ผู้สูงอายุระยะท้ายได้รับการดูแลให้มีความเป็นอยู่ที่ดีตามภาวะสุขภาพ และเงื่อนไขความเจ็บป่วยของตน เช่น การวัดความดันโลหิต การติดตามเยี่ยมบ้าน การไปเยี่ยมให้กำลังใจ และการนวดผ่อนคลาย

4.2.2. การดูแลรักษาดี ผู้สูงอายุระยะท้ายในกลุ่มที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังและมีอาการของโรคทรุดลง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดจนเข้าสู่วาระสุดท้ายของชีวิต ได้รับการดูแลรักษาจากทีมสุขภาพเป็นหลักในการให้การรักษาตามอาการ

4.2.3. การดูแลให้ตายดี ผู้สูงอายุระยะท้ายมีความปรารถนาที่จะตายดีหากอยู่ในวาระท้ายของชีวิต โดยมีการดูแลแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ การเตรียมให้ตายดี และการดูแลความสูญเสียและการพลัดพรากภายหลังการตาย

4.3. ระบบบริการสุขภาพโดยมีเจ้าหน้าที่สุขภาพเป็นหลักในการจัดการ และมีลักษณะการช่วยเหลือเป็นการบรรเทาอาการทุกข์ทรมานจากภาวะการเจ็บป่วย และให้เกิดการตายดี ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการจัดบริการการดูแลสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายของชีวิตแบบประคับประคอง ระบบการดูแลสุขภาพ ประกอบด้วย ระบบย่อย 3 ระบบ ได้แก่

4.3.1. ระบบการดูแลสุขภาพแบบสามัญชนหรือภาคประชาชน เป็นระบบใหญ่ที่สุด ซึ่งเป็นการดูแลที่ได้รับการจัดการจากตัวผู้ป่วยเอง จากครอบครัว จากเครือข่ายสังคมหรือจากสังคม

4.3.2. ระบบการดูแลสุขภาพภาคพื้นบ้าน เป็นรูปแบบการดูแลที่ไม่ใช่รูปแบบวิชาชีพ ไม่มีการจัดองค์กร เป็นรูปแบบการดูแลที่เกิดขึ้นจากวัฒนธรรมท้องถิ่น

4.3.3. ระบบการดูแลสุขภาพภาควิชาชีพ เป็นรูปแบบการดูแลของวิชาชีพ ที่มีการจัดองค์กรที่เป็นทางการ

4.4. การดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชน ประกอบด้วยอย่างน้อย 5 ชั้น ของการดูแลที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ได้แก่

4.4.1. การดูแลตนเองของผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง หรือผู้ได้รับผลกระทบ

4.4.2. การดูแลโดยครอบครัวและเครือญาติ

4.4.3. การดูแลโดยเพื่อนบ้าน กลุ่มผู้ช่วยเหลือกัน องค์กรในชุมชน เช่น อสม.

4.4.4. การดูแลโดยชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

4.4.5. การดูแลโดยภาควิชาชีพจากหน่วยบริการสุขภาพ

4.5. ผลการวิจัยยังสะท้อนให้เห็นว่าถึงแม้แบบแผนการดำเนินชีวิตได้มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมชนบทเปลี่ยนเป็นสังคมเมือง แต่ในประเด็นความเชื่อยังพบความเชื่อดั้งเดิมที่ดำรงอยู่ ซึ่งสามารถเห็นได้จากการจัดงานประเพณีและมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อในวาระต่างๆ

4.6. ภาคสังคมท้องถิ่นจะเข้ามาดูแลในเรื่องการสนับสนุนอุปกรณ์และอำนวยความสะดวก สถานที่ในการจัดงาน รวมถึงกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือต่างๆ

4.7. การได้รับกำลังใจและการดูแลจากบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะบุคคลสำคัญที่มีความผูกพันต่อกัน หรือการช่วยเหลือจากเพื่อน หรือแม้แต่สวัสดิการต่างๆจากสังคม จะช่วยให้บุคคลที่สูญเสียสามารถปรับตัวได้เร็วขึ้น