หยุดนิสัยผัดวันประกันพรุ่งด้วยแนวคิด จากหนังสือ Eat that Frog!

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
หยุดนิสัยผัดวันประกันพรุ่งด้วยแนวคิด จากหนังสือ Eat that Frog! by Mind Map: หยุดนิสัยผัดวันประกันพรุ่งด้วยแนวคิด จากหนังสือ Eat that Frog!

1. ผู้เขียน

1.1. ไบรอัน เทรซี่

1.1.1. ที่ปรึกษาให้กับบริษัทชื่อดังกว่า 1,000 แห่ง เช่น IBM, Ford, HW

1.1.2. นักเขียนและนักพูดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

2. หยุดนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง ด้วยการกินกบตัวนั้นซะ!

2.1. กบ = งานสำคัญที่เราไม่ค่อยอยากลงมือทำสักที

2.1.1. เราไม่มีทางมีเวลาพอสำหรับทำทุกอย่าง แต่เราสามารถ "เลือก" ทำงานสำคัญที่ส่งผลดีต่อชีวิตเราได้

2.1.2. เคยมีคำกล่าวว่า "ถ้าสิ่งแรกที่คุณทำตอนเช้าคือ การกินกบหนึ่งตัว คุณจะผ่านวันนั้นได้สบาย เพราะคุณผ่านเรื่องเลวร้ายที่สุดของวันไปแล้ว"

2.1.3. "กบ" ในที่นี้คือ...

2.1.3.1. งานที่ใหญ่โตและสำคัญที่สุดของเรา

2.1.3.2. งานที่ถ้าเราไม่ยอมทำอะไรกับมัน เราจะอยากผัดวันประกันพรุ่งออกไปก่อน

2.1.3.3. งานที่อาจส่งผลดีต่อเราในตอนนั้น

2.2. หลัก 2 ข้อของการกินกบ

2.2.1. ถ้ามีกบให้กิน 2 ตัว จงเลือกกินกบที่น่าเกลียดที่สุดก่อน

2.2.1.1. เมื่อเรามีงานสำคัญ 2 อย่างต้องทำ เราต้องเลือกทำ "งานที่ยาก ใหญ่ และสำคัญที่สุด" ก่อน

2.2.1.2. เราต้องห้ามใจตัวเองไม่ให้ทำงานง่ายๆ ก่อน เพราะพอเราเลือกทำงานง่าย เราก็จะเลื่อนการทำงานยากที่สำคัญออกไปเรื่อยๆ

2.2.2. ไม่มีประโยชน์ถ้าเอาแต่นั่งมองกบ

2.2.2.1. นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จและสร้าง Productivity ได้คือ ทำงานสำคัญที่สุดเป็นอย่างแรกทันทีที่เริ่มงาน

2.2.2.2. ที่สำคัญคือ เราควรทำทันทีด้วย เพราะถ้าคิดนาน เหตุผลและข้ออ้างในการผัดวันประกันพรุ่งจะเริ่มผุดออกมา

2.2.2.2.1. บิงโกขอแนะนำคอร์สอบรบหนังสือ 5 Second-Rule หนังสือที่จะสอนวิธีกระตุ้นให้เราลงมือทำสิ่งต่างๆ ได้ทันทีใน 5 วินาที

2.3. 3 เคล็ดลับสำหรับสร้าง Productivity และความสำเร็จให้ชีวิต

2.3.1. "เลือก" ทำงานที่สำคัญที่สุด

2.3.2. ลงมือทำงานที่สำคัญที่สุดทันที

2.3.3. ทำงานครั้งละ 1 อย่างจนเสร็จ

3. ความโด่งดังของหนังสือเล่มนี้

3.1. ยอดขายเกินกว่า 1.5 ล้านเล่มทั่วโลก

3.2. ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ มากถึง 42 ภาษา

4. "เลือก" ทำงานที่สำคัญที่สุด

4.1. ก่อนกินกบ เราต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน

4.1.1. ความชัดเจนคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เราทำงานเสร็จเร็วขึ้น

4.1.2. ยิ่งเรามีเป้าหมายและขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน เราจะไม่ผัดวันประกันพรุ่ง แต่เราจะกินกบตัวนั้นและทำงานตรงหน้าให้เสร็จได้ง่ายและเร็วขึ้น

4.1.3. 7 ขั้นตอนในการตั้งเป้าหมาย

4.1.3.1. ตัดสินใจให้ดีว่า "ฉันอยากได้อะไร?"

4.1.3.1.1. เราจะนั่งคิดเองจนกระจ่างหรือปรึกษาหัวหน้า จนกว่าจะได้เป้าหมายที่ชัดเจนจริงๆ ก็ได้

4.1.3.1.2. สตีเฟน โควีย์ นักเขียนเรื่อง 7 Habits of Highly Effective People กล่าวว่า "ก่อนจะปีนบันได คุณต้องแน่ใจก่อนว่าคุณพาดมันไว้ถูกกำแพง"

4.1.3.2. เขียนเป้าหมายลงกระดาษ

4.1.3.2.1. การคิดบนกระดาษจะช่วยให้คุณมองเห็นสิ่งที่เคยอยู่แต่ในหัวได้ชัดเจนขึ้น

4.1.3.2.2. มีคนแค่ 3% เท่านั้นที่เขียนเป้าหมายของตัวเองออกมา แต่คนกลุ่มนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่าคนอื่น 5-10 เท่า

4.1.3.3. กำหนดเส้นตาย

4.1.3.3.1. เป้าหมายที่ไม่มีเส้นตายคือเป้าหมายที่ไร้จุดจบ เราจะทำมันไปเรื่อยๆ ไม่เสร็จสิ้น

4.1.3.3.2. พอไม่มีเส้นตาย เราก็จะผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อยๆ

4.1.3.4. ระบุสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นเป็นข้อๆ

4.1.3.4.1. ถ้านึกอะไรออกก็เขียนออกมาเป็นข้อๆ แล้วคุณจะมองเห็นเส้นทางไปสู่เป้าหมายนั้นชัดเจนขึ้น

4.1.3.5. เปลี่ยนสิ่งที่ต้องทำเป็นข้อๆ ให้กลายเป็นแผนงาน

4.1.3.5.1. เรียงลำดับความสำคัญว่า งานอะไรควรทำก่อน-หลัง

4.1.3.5.2. วางแผนลงในกระดาษแล้วเขียนภาพง่ายๆ เช่น สี่เหลี่ยม ลูกศร วงกลม เพื่อช่วยให้มองแผนนั้นง่ายขึ้น

4.1.3.6. ลงมือทำตามแผนทันที

4.1.3.6.1. ลงมือทำอะไรสักอย่าง อะไรก็ได้

4.1.3.6.2. แผนงานที่วางไว้จะไร้ความหมายถ้าเราไม่ลงมือทำอะไรเลย

4.1.3.7. ตั้งใจทำทุกวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

4.1.3.7.1. การลงมือทำทุกวันจะช่วยเปลี่ยนงานนั้นให้กลายเป็นกิจวัตร

4.1.3.7.2. กิจวัตรที่ดีนี้จะช่วยสร้าง Productivity ให้คุณได้

4.1.3.8. บิงโกขอแนะนำหนังสือเรื่อง Goals หนังสือเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายให้เราทำตามได้ง่ายและประสบความสำเร็จเร็วขึ้น

4.2. จัดลำดับความสำคัญของงานด้วยเทคนิค ABCDE

4.2.1. ยิ่งคุณรู้จักจัดลำดับความสำคัญของงาน คุณยิ่งลงมือทำงานสำคัญได้มากขึ้น

4.2.2. ขั้นตอนการใช้เทคนิค ABCDE

4.2.2.1. ลิสต์รายการงานต่างๆ ที่ต้องทำออกเป็นข้อๆ

4.2.2.1.1. จดลงกระดาษดีที่สุด

4.2.2.2. เติมตัวอักษร A B C D E ให้แต่ละงาน

4.2.2.2.1. งาน A

4.2.2.2.2. งาน B

4.2.2.2.3. งาน C

4.2.2.2.4. งาน D

4.2.2.2.5. งาน E

4.2.2.3. ลงมือทำงานตามลำดับอย่างเคร่งครัด

4.2.2.3.1. ทำงาน A-1 ก่อนเสมอ

4.2.2.3.2. หลังเสร็จงาน A-1 แล้วค่อยทำ A-2 A-3

4.2.2.3.3. หลังเสร็จงาน A ค่อยทำงาน B

4.2.2.3.4. สุดท้ายถ้ามีเวลาเหลือค่อยทำงาน C ส่วนงาน D เป็นงานที่คุณต้องหาคนอื่นมาทำแทน อย่าไปทำเอง

4.2.3. วิธีใช้เทคนิคนี้ให้ได้ผลคือ สร้างนิสัยให้เราทำงาน A-1 เป็นอย่างแรกทันทีที่เริ่มงาน

4.3. คิดผัดวันประกันพรุ่งอย่างตั้งใจ

4.3.1. คนที่มี Productivity สูงต่างจากคนที่มี Productivity น้อย ตรงที่พวกเขารู้จัก "เลือก" และ "ตั้งใจ" ผัดวันประกันพรุ่ง

4.3.2. รู้จักปฏิเสธ

4.3.2.1. ปฏิเสธงานที่ไม่สำคัญและไม่มีคุณค่าใดๆ กับคุณบ่อยๆ จนเป็นนิสัย

4.3.2.2. อย่าลืมว่า "คุณไม่มีเวลามากพอทำทุกอย่างได้"

4.3.3. อย่าให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เปลืองเวลา

4.3.3.1. หมั่นทบทวนว่ากิจกรรมอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์น้อยหรือเปลืองเวลา แล้วตัดทิ้งหรือเลื่อนมันออกไปบ้าง

4.3.3.2. Ex # การตีกอล์ฟ

4.3.3.2.1. เพื่อนนักธุรกิจของไบรอันมักไปตีกอล์ฟ 3 ครั้งต่อสัปดาห์

4.3.3.2.2. ต่อมาเขาขยายกิจการ แต่งงาน และมีลูก แต่ก็ยังไปตีกอล์ฟ 3 ครั้งต่อสัปดาห์เหมือนเดิม

4.3.3.2.3. วันหนึ่งเขาถึงรู้ตัวว่าการไปตีกอล์ฟมันเปลืองเวลา แล้วเขาก็เริ่มเครียด

4.3.3.2.4. จากนั้นเขาก็ลดเวลาการตีกอล์ฟลง จนกลับมาควบคุมเวลาชีวิตของตัวเองได้ดีอีกครั้ง

4.4. ถามตัวเอง 3 คำถามเพื่อหางานที่สำคัญที่สุดให้เจอ

4.4.1. งานสำคัญที่จะส่งผลดีต่อบริษัท ครอบครัว หรือชีวิตฉันมากที่สุดคืออะไร?

4.4.2. งานอะไรที่มีแต่ฉันเท่านั้นที่ทำได้และถ้าฉันทำได้ดี มันจะสร้างความแตกต่างในชีวิตได้?

4.4.3. ฉันจะทำอะไรถึงคุ้มค่ากับเวลาที่มีมากที่สุดในตอนนี้?

4.5. ใช้กฏ 80/20 ช่วยเลือกทำแต่งานที่สำคัญ

4.5.1. กฏของพาเรโต หรือ กฏ 80/20 บอกว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ (80%) จะเกิดขึ้นจากการลงมือทำส่วนน้อย (20%)

4.5.1.1. เมนูขายดีเพียง 20% จะสร้างยอดขายให้ร้าน 80%

4.5.1.2. Ex # ร้านอาหารตามสั่ง

4.5.1.2.1. สมมุติว่าคุณมีเมนูอาหารตามสั่ง 10 เมนู จะมีแค่ 2 เมนูที่จะช่วยสร้างยอดขายในร้านคุณได้ถึง 80% เช่น

4.5.1.2.2. ส่วนอีก 8 เมนูที่เหลือ เช่น ข้าวผัดพริกแกง ผัดซีอิ๋ว จะสร้างยอดขายรวมกันได้แค่ 20%

4.5.2. พอนำกฏนี้มาเทียบกับลิสต์รายการงานในแต่ละวันของเราแล้ว ถ้าเรามีลิสต์งานต้องทำ 10 อย่าง งานทั้ง 10 อย่างนั้นก็ไม่ได้สำคัญเท่ากัน

4.5.2.1. เราจะมีงานที่สำคัญที่สุดใน 10 อย่างนั้นอยู่ไม่เกิน 2 อย่างเท่านั้น

4.5.2.2. งานแค่ไม่เกิน 2 อย่าง นั้นยังเป็นงานที่มีค่าและจะมีประโยชน์มากกว่าอีกหลายงานในลิสต์ด้วยซ้ำ

4.5.2.3. แล้วงานที่สำคัญที่สุดเป็นอันดับแรกจริงๆ ก็คือ กบตัวใหญ่และน่าเกลียดที่สุด ซึ่งคุณต้องจัดการกินมันทันทีตามกฏข้อที่ 1 ของการกินกบนั่นเอง

4.5.3. หลังจากเราลิสต์รายการงานที่ต้องทำเสร็จแล้ว อย่าลืมถามตัวเองทุกครั้งว่า "งานไหนคืองานที่สำคัญที่สุด (20%)"

4.5.3.1. การตัดสินใจเลือกทำงานสำคัญก่อนจะกลายเป็นนิสัยที่ช่วยส่งเสริมให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิต

4.5.3.2. เพราะคุณได้เลือกทำงานที่มันมีคุณค่าและจะส่งผลต่ออนาคตก่อนอยู่เสมอ

5. ลงมือทำงานที่สำคัญที่สุดทันที

5.1. เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มงาน

5.1.1. วิธีเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่งและทำงานให้เสร็จเร็วขึ้นคือ การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มงาน

5.1.2. สมมุติว่าคุณกำลังจะกินกบ แล้วคุณเตรียมเครื่องปรุง จานชามช้อนส้อม และน้ำดื่มไว้พร้อม คุณจะกินกบได้เร็วขึ้น

5.1.3. จัดโต๊ะและสภาพแวดล้อมให้พร้อมทำงาน

5.1.3.1. เก็บกวาดโต๊ะให้สะอาดและเรียบร้อย ให้เหลืองานสำคัญที่เราต้องทำตรงหน้าแค่อย่างเดียว

5.1.3.2. เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ไว้ใกล้ๆ เช่น...

5.1.3.2.1. เอกสารสำคัญ

5.1.3.2.2. หนังสือตัวอย่างและหนังสืออ้างอิง

5.1.3.2.3. ปากกา ดินสอ สมุดจด

5.1.3.3. จัดพื้นที่ทำงานให้สบายและน่าทำงาน

5.1.3.3.1. เราต้องทำงานนานหลายชั่วโมง ดังนั้นเราควรหาเก้าอี้ดีๆ ไว้นั่งทำงาน

5.1.3.3.2. สำรวจพื้นที่ทำงานแล้วถามตัวเองว่า "คนแบบไหนถึงจะนั่งทำงานในที่แบบนี้?"

5.2. เปลี่ยนงาน "ใหญ่และยาก" ให้ "เล็กและง่าย" ด้วยเทคนิค SLICE & SWISS CHEESE

5.2.1. เรามักผัดวันประกันพรุ่งงานที่ยากและสำคัญ เพราะตอนที่เห็นงานนั้นครั้งแรก มันทั้งยากและใหญ่เกินจะรับมือได้

5.2.2. วิธีแก้ไขคือเปลี่ยน "งานใหญ่และยาก" ให้ "เล็กและง่าย" ด้วยเทคนิค SLICE & SWISS CHEESE

5.2.3. เทคนิค SLICE & SWISS CHEESE

5.2.3.1. SLICE

5.2.3.1.1. = หั่นงานออกเป็นชิ้นเล็กๆ เหมือนกับการแล่แฮม

5.2.3.1.2. พอเราทำงานเล็กเสร็จ เราจะมีกำลังใจที่ดีสำหรับทำงานต่อไปเรื่อยๆ

5.2.3.1.3. เทคนิคนี้ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เราทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนงานใหญ่นั้นเสร็จสมบูรณ์

5.2.3.2. SWISS CHEESE

5.2.3.2.1. = ลงมือทำงานนั้นในระยะเวลาที่กำหนด แล้วหยุดพักทำอย่างอื่น 5-10 นาที แล้วค่อยกลับมาทำต่อ

5.2.3.2.2. นึกภาพเราเจาะรูชีสจนพรุนเหมือนที่เห็นตามภาพยนตร์หรือการ์ตูน

5.2.4. Ex # การเขียนหนังสือ

5.2.4.1. เพื่อนนักเขียนหลายคนของไบรอันใช้เทคนิคนี้ย่อยงานให้เล็กลง

5.2.4.2. พวกเขาย่อยการเขียนหนังสือ 1 เล่มเป็น...

5.2.4.2.1. เขียนวันละ 1 หน้า

5.2.4.2.2. เขียนวันละ 1 ย่อหน้า

5.2.4.3. แล้วก็ลงมือเขียนไปเรื่อยๆ แบบนี้จนจบเล่มได้ในที่สุด

5.3. กระตุ้นตัวเองให้ลงมือทำ

5.3.1. วิธีหนึ่งที่จะดึงศักยภาพในตัวมาใช้ให้เต็มที่ที่สุดคือ การเป็นกองเชียร์คอยให้กำลังใจตัวเอง

5.3.2. รู้จักสนทนากับตัวเอง

5.3.2.1. เราเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองได้ด้วยการพูดกับตัวเองว่า "ฉันชอบตัวเอง" ซ้ำๆ

5.3.2.2. เราเอาชนะความกลัวหรือความสงสัยด้วยการพูดกับตัวเองว่า "ฉันทำมันได้" ซ้ำๆ

5.3.3. รู้จักมองโลกในแง่ดี

5.3.3.1. นักวิจัยพบว่าคนที่มองโลกในแง่ดีจะมีพฤติกรรม 4 อย่างคือ...

5.3.3.2. มองหาแง่มุมดีๆ ในทุกเรื่อง

5.3.3.3. มองหาบทเรียนจากปัญหา

5.3.3.4. มองหาทางออกในทุกปัญหา

5.3.3.5. คิดและพูดถึงเป้าหมายของตัวเอง

5.4. พัฒนาทักษะของตัวเองให้เก่งขึ้น

5.4.1. หนึ่งในวิธีเพิ่ม Productivity ที่ดีที่สุดคือ การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น

5.4.2. สมมุติว่าคุณกินกบชนิดนี้เก่งมาก คุณก็จะกินมันได้ง่ายและเร็วขึ้นเท่านั้น

5.4.2.1. Ex # ทักษะการพิมพ์ดีด

5.4.2.1.1. ไบรอันเคยเป็นคนที่พิมพ์ดีดได้ช้ามาก ถ้าเขายังพิมพ์ช้าแบบนี้ เขาจะเขียนหนังสือเสร็จเมื่อไหร่กัน?

5.4.2.1.2. ไบรอันจึงไปซื้อโปรแกรมฝึกพิมพ์ดีดมาฝึกเพิ่มเติม

5.4.2.1.3. หลังจากฝึกวันละ 30 นาทีได้ราว 3 เดือน เขาก็พิมพ์ดีดได้เร็วขึ้นและเขาก็สามารถเขียนหนังสือได้เร็วขึ้นด้วย

5.4.3. คำแนะนำสำหรับการพัฒนาตัวเอง

5.4.3.1. ยอมตื่นเช้าขึ้นเพื่อหาเวลาอ่านหนังสือและข้อมูลที่มีประโยชน์

5.4.3.1.1. หาเวลาอ่านสาระดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพการงานเพิ่มวันละ 30-60 นาที

5.4.3.1.2. Ex # อยากเล่นหุ้นเก่ง

5.4.3.2. สมัครเรียนและเข้าคอร์สอบรบต่างๆ

5.4.3.2.1. หาคอร์สอบรบที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพ เข้าฟัง และใช้เวลาร่วมกับผู้คนในแวดวงอาชีพเดียวกันให้มากขึึ้น

5.4.3.2.2. Ex # อยากทำช่องยูทูปเก่ง

5.4.3.3. ฟังพอดแคสต์ระหว่างขับรถหรือเดินทาง

5.4.3.3.1. หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี 2007 ไบรอันจึงแนะนำให้คุณฟังซีดีความรู้ บิงโกเลยขอปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัยขึ้นเป็น "พอดแคสต์" แทน

5.5. พยายามระบุข้อจำกัดที่คอยฉุดรั้ง

5.5.1. ทุกเส้นทางไปสู่เป้าหมาย ย่อมมีอุปสรรคหรือข้อจำกัดค่อยขวางทางอยู่

5.5.2. ถ้าเราอยากทำงานให้สำเร็จ เราต้องระบุข้อจำกัดนั้นออกมา แล้วกำจัดมันให้สิ้นซาก

5.5.2.1. Ex # เป้าหมายคือการสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์

5.5.2.1.1. สมมุติว่าคุณกำลังนำร้านปรับตัวเข้าสู่การค้าออนไลน์ เป้าหมายคือปีนี้ต้องสร้างยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์ให้ได้อย่างน้อย 20% ของยอดขายทั้งหมด

5.5.2.1.2. ข้อจำกัดของคุณอาจจะเป็น...

5.5.3. ระบุข้อจำกัดโดยใช้กฏ 80/20

5.5.3.1. ข้อจำกัดกว่า 80% จะมาจาก "ภายใน"

5.5.3.1.1. ตัวเรา

5.5.3.1.2. ทีมงานหรือบริษัท

5.5.3.2. ส่วนข้อจำกัดอีก 20% จะมาจาก "ภายนอก"

5.5.3.2.1. การแข่งขันในตลาด

5.5.3.2.2. นโยบายของรัฐบาล

5.5.3.3. เราต้องค่อยๆ ไล่ตรวจสอบไปเรื่อยๆ ว่าข้อจำกัดไหนที่คอยขัดขวางไม่ให้เราเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย

5.5.3.3.1. Ex # ลูกค้าบริษัทหนึ่งของไบรอัน

5.6. ดูแลสุขภาพของตัวเองให้พร้อมเต็ม 100%

5.6.1. ถ้าเราอยากทำงานให้เต็มประสิทธิภาพ เราต้องดูแลร่างกายให้สมบูรณ์เต็ม 100% อยู่เสมอ

5.6.1.1. ร่างกายที่พร้อม 100% ย่อมทำงานได้ดีกว่าร่างกายที่ใกล้จะหมดเรี่ยวแรง

5.6.1.2. คนที่นอนน้อยไม่มีทางทำงานออกมาได้คุณภาพดีเท่าคนที่พักผ่อนมาเต็มที่

5.6.1.3. เราทำงานได้เต็มที่ประมาณ 8-9 ชั่วโมง ถ้าต้องทำมากกว่านั้นประสิทธิภาพจะค่อยๆ ลดลง เราจึงต้องฟื้นฟูพลังงานในร่างกายให้กลับมา

5.6.2. พักผ่อนให้เพียงพอ

5.6.2.1. นอนหลับให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน

5.6.2.2. อย่าอดนอนแล้วทำงาน

5.6.2.2.1. จงบอกตัวเองว่า "วันนี้ฉันจะทำให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้พอ"

5.6.2.2.2. แล้วรีบกลับบ้านไปพักผ่อนให้เต็มที่ จะนอน 9-10 ชั่วโมงไปเลยก็ได้

5.6.2.2.3. วันรุ่งขึ้น คุณจะมีพลังเต็มที่และจะสามารถทำงานได้มากและมีคุณภาพกว่าเดิมด้วย

5.6.2.3. หาเวลา 1 วันต่อสัปดาห์ ไม่ทำอะไรยากๆ ไม่ติดต่อใครเรื่องงาน และไม่ทำงานที่ค้างไว้ แต่หากิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ มาทำ

5.6.2.3.1. ดูภาพยนตร์

5.6.2.3.2. ทำอาหารกินกันในครอบครัว

5.6.2.3.3. ไปนั่งเล่นวาดรูปที่สวนสาธารณะ

5.6.3. ดูแลอาหารการกินและหมั่นออกกำลังกาย

5.6.3.1. ร่างกายต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์

5.6.3.1.1. ควรเริ่มวันด้วยมื้อเช้าที่มีโปรตีนสูง คาร์โบไฮเดรตน้อย

5.6.3.1.2. หลีกเลี่ยงอาหารและขนมที่มีน้ำตาลหรือเกลือสูง

5.6.3.2. หาเวลาสำหรับออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน

5.6.3.2.1. เข้าฟิตเนส วิ่งจ็อกกิ้ง ว่ายน้ำ ฯลฯ

5.6.3.2.2. จะใช้การเดินก็ได้ เช่น เดินไปขั้นรถไฟฟ้าอีกสถานีที่ไกลกว่า

5.6.4. บิงโกขอแนะนำคอร์สอบรบหนังสือ Power of Full Engagement ที่จะแนะนำวิธีเตรียมร่างกายให้มีพลังงานเต็ม 100% สำหรับทำงานในทุกๆ วัน

5.6.4.1. เทคนิคการทำงานแบบ The Ultradian Rhythm ที่จะช่วยให้คุณจัดตารางทำงานโดยมีพลังงานมากพอตลอดทั้งวัน

6. ทำแค่ครั้งละ 1 งานจนเสร็จ

6.1. รู้จักกดดันตัวเอง

6.1.1. อีกหนึ่งวิธีเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่งคือ การสร้างเส้นตายขึ้นมาบังคับตัวเอง

6.1.1.1. Ex # ลองเลื่อนวันส่งงานให้เร็วขึ้น 1 วัน

6.1.1.2. Ex # สร้างเส้นตายในจินตนาการ

6.1.1.2.1. ลองทำงานโดยคิดว่าถ้าตั้งแต่พรุ่งนี้ฉันจะไม่อยู่ทำงาน 1 สัปดาห์

6.1.1.2.2. แล้วถามตัวเองว่า "ฉันต้องทำงานสำคัญชิ้นไหนให้เสร็จก่อนไปบ้าง?"

6.1.2. กฎของพาร์กินสันบอกว่า ถ้าเรามีเวลาทำงานมากเท่าไหร่ เราก็จะยืดเวลาการทำงานของตัวเองออกไปให้ใกล้เส้นตายนั้น

6.1.2.1. ถ้าเรามีเวลาทำงานมาก

6.1.2.1.1. เราชอบไปเร่งทำงานในช่วงท้ายๆ ให้ทันเส้นตาย

6.1.2.1.2. เราจะไม่รีบทำ ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เพราะมีเวลาเยอะ

6.1.2.1.3. ต่อให้ทำเสร็จ ถ้ามีเวลาเหลือ เราก็อยากปรับแก้ไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบจนกว่าจะถึงเส้นตาย

6.1.2.2. ถ้าเรามีเวลาทำงานน้อย เราก็จะพยายามหาวิธีทำมันให้เสร็จทันเวลานั้น

6.1.2.3. Ex # การบ้านปิดเทอม

6.1.2.3.1. เด็กมีเวลาเกือบ 3 เดือนสำหรับทำการบ้านปิดเทอม

6.1.2.3.2. แต่หลายคนก็มักไม่ยอมทำจนกระทั่งเหลือเวลาอีกแค่ 1 สัปดาห์

6.1.3. คนที่ประสบความสำเร็จคือคนที่กดดันตัวเองให้ทำงาน ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จคือคนที่รอให้คนอื่นมาสั่งและกดดันอีกที

6.2. รวมเวลาทำงานเป็นช่วงใหญ่

6.2.1. ถ้าเราอยากทำงานสำคัญจนเสร็จ เราต้องการเวลาที่ต่อเนื่องและแน่นอนเพื่อทำมัน

6.2.1.1. นักกีฬาต้องการจำนวนเวลาและกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการฝึกซ้อมให้ตัวเองเก่งขึ้น

6.2.1.2. นักธุรกิจต้องการจำนวนเวลาและกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการนัดประชุมงานสำคัญ

6.2.2. ดังนั้นเราต้องรู้จักวางแผนวันล่วงหน้าเพื่อรวบรวมเวลาให้มากพอและกำหนดเวลาที่แน่นอนสำหรับการทำงาน

6.2.3. จัดสรรเวลาทำงานเป็นก้อนใหญ่ด้วยตารางเวลา

6.2.3.1. ตารางเวลาจะแบ่งเวลาย่อยออกเป็นวัน ชั่วโมง และนาที

6.2.3.2. เราจะมองเห็นว่าจะจัดสรรหรือรวมช่วงเวลาไหนเข้าด้วยกันเพื่อทำงานสำคัญให้เสร็จได้

6.2.4. ใช้เวลาระหว่างเดินทางทำงานเล็กๆ

6.2.4.1. เวลาเราเดินทาง เราจะมีเวลาสำหรับพัฒนาตัวเองหรือทำงาน

6.2.4.1.1. เราจะเหมือนมีออฟฟิศเคลื่อนที่เป็นของตัวเอง

6.2.4.1.2. ช่วงเวลาแบบนี้เหมาะสำหรับการทำงานเล็กๆ น้อยๆ หรือนั่งคิดทบทวนงาน ลองคิดเสียเวลานี่คือ "โบนัสเวลา"

6.2.4.2. Ex # เดินทางด้วยรถไฟฟ้า

6.2.4.2.1. คุณอาจจะใช้เวลานี้สำหรับตอบแชทลูกค้า เช็คอีเมล หรือคิดวางแผนในกระดาษเล็กๆ น้อยๆ ได้

6.3. มีสมาธิกับงานเดียวจนเสร็จ

6.3.1. การทำงานทีละอย่างและมีสมาธิเต็มที่โดยไม่มีสิ่งใดรบกวน จะช่วยให้เราทำงานเสร็จเร็วขึ้น

6.3.2. แต่ถ้าเราวอกแวก เราจะเสียจังหวะในการทำงาน และพออยากกลับมาทำอีกครั้งก็เหมือนต้องกลับมาเริ่มใหม่

6.3.2.1. เมื่อกี้อ่านหนังสือไปถึงหน้าไหนนะ?

6.3.2.2. เมื่อกี้กรอกข้อมูลค้างไว้ตรงไหนนะ?

6.3.3. ดังนั้นเราต้องฝึกตัวเองให้มีวินัยเพื่อทำงานอย่างไม่วอกแวก

6.4. อย่าตกเป็นทาสเทคโนโลยี

6.4.1. ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีที่น่าจะสร้างแต่ประโยชน์อาจกลับกลายเป็นศัตรูตัวร้ายได้ทุกเมื่อ

6.4.1.1. ในหนึ่งวันเราเสียเวลากับสมาร์ทโฟน อินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดียมากขึ้นเรื่อยๆ

6.4.1.2. สุดท้ายแทนที่เราจะได้พักจากงาน เรายังก็จมอยู่กับกองข้อมูลมหาศาลเช่นเดิม

6.4.2. ทวงเวลาตัวเองกลับคืนมา

6.4.2.1. หยุดเอาเวลาไปใช้กับโลกออนไลน์มากเกินไป

6.4.2.2. หยุดเสียเวลากับอีเมลที่ไม่เกิดประโยชน์

6.4.2.2.1. ปรับใช้กฏ 80/20 กับการจัดการอีเมล

6.4.2.2.2. อีเมลกว่า 80% เป็นอีเมลที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ควรเปิดอ่านและควรลบทิ้ง

6.4.2.2.3. อีเมลอีก 20% จะแบ่งออกเป็น

6.4.3. ปิดการใช้งานบ้าง

6.4.3.1. เพิ่มเวลาให้ตัวเองด้วยการปิดการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ เช่น

6.4.3.1.1. ตื่นเช้ามา จะไม่เปิดโทรทัศน์อีกต่อไป

6.4.3.1.2. ไม่เปิดคอมพิวเตอร์ จนกว่าจะวางแผนการทำงานวันนั้นเสร็จ

6.4.3.1.3. ก่อนนอน 2 ชั่วโมง ลองปิดมือถือไปเลย

6.4.3.2. ใน 1 สัปดาห์ หาเวลาสัก 1 วันเพื่อหยุดใช้คอมพิวเตอร์ ไม่เล่นโทรศัพท์หรือโซเชียลมีเดียใดๆ เลย

6.4.3.2.1. วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อสิ้นวัน

6.4.3.2.2. เราจะมีสติมากขึ้นเมื่อได้เอาตัวเองออกห่างจากความวุ่นวายแห่งการติดต่อสื่อสาร

6.4.4. บิงโกขอแนะนำหนังสือ Digital Minimalism ที่จะสอนปรัชญาการใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ให้น้อยลงแต่ได้ประโยชน์กลับคืนมามากขึ้น

6.4.4.1. ทดลองลด ละ เลิกโซเชียลมีเดียด้วยการทำ Digital Declutter

7. แนวคิดในหนังสือเล่มนี้จะช่วยเราสร้าง Productivity ได้อย่างไร?

7.1. นิสัยผัดวันประกันพรุ่งถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของการสร้าง Productivity

7.2. นิสัยนี้ฉุดรั้งไม่ให้เราลงมือทำงานให้เสร็จ เรามีข้ออ้างเลื่อนการทำงานออกไปเรื่อยๆ จนเสียเวลาทำงานอันมีค่าออกไปทุกวัน

7.3. สุดท้ายคนที่มีนิสัยนี้จะเสียเวลาไปเรื่อยๆ โดยที่ทำผลงานออกมาได้แค่นิดเดียว

7.4. หนังสือเล่มนี้จึงมีแนวคิดดีๆ หลายข้อสำหรับจัดการนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง

7.4.1. ไบรอันเทียบงานสำคัญตรงหน้าว่ามันคือ "กบ" ซึ่งเป็นตัวแทนของงานที่เราไม่อยากและอิดออดที่จะทำ

7.4.2. แต่ถ้าเรายอมกินกบตัวนั้นตั้งแต่เริ่มวัน เราจะหยุดการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์และทำงานเสร็จมากขึ้นได้