ปัญหาผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
ปัญหาผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย by Mind Map: ปัญหาผู้สูงอายุที่พบได้บ่อย

1. ระบบหัวใจและหลอดเลือด

1.1. โรคความดันโลหิตสูง(Hypertension;HT)

1.1.1. มากกว่า 90 % เป็นความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ (Essential Hypertension) มักพบได้บ่อยในรายที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง อายุมากส่วนใหญ่กลุ่มที่ทราบสาเหตุพบได้น้อย ซึ่งเกิดได้ในผู้ป่วยที่มีโรคอยู่แล้ว เช่น โรคไต หลอดเลือดที่ไตตีบบครรภ์เป็นพิษ เนื้องอกบางชนิด โรคทางต่อมหมวกไตยาบางอย่าง

1.1.2. อาการ

1.1.2.1. ปวดศีรษะ

1.1.2.2. มึนงงศีรษะ

1.1.2.3. คลื่นไส้,อาเจียน

1.1.2.4. เหนื่อยง่าย

1.1.2.5. หน้ามืดเป็นลม

1.1.3. การวัดความดันโลหิตสูง ค่าความดันที่วัดได้จะออกมา 2 ค่า คือ ค่าความดันตัวบนและค่าความดันตัวล่าง ค่าความดันตัวบน คือ ระดับความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว มากกว่าหรือเท่ากับ 140 (mm/Hg) ขึ้นไป ค่าความดันตัวล่าง คือ ระดับความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว มากกว่าหรือเท่ากับ 90 (mm/Hg) ขึ้นไป

1.1.4. สาเหตุ

1.1.5. การดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูง

1.1.5.1. อาหาร

1.1.5.1.1. หากรับประทานเนื้อสัตว์ ควรเป็นเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และควรรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เพราะผลไม้หลายชนิดมีรสหวาน หากเลือกรับประทานนมควรเป็นนมไขมันต่ำ

1.1.5.2. รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ปรับยาเอง การรับประทานยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้รักษา

1.1.5.3. การออกกำลังกาย

1.1.5.3.1. ควรเลือกออกกำลังกายแบบแอโรบิค(Aerobic exercise) หรือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่อง ระดับการออกกำลังกายที่สามารถออกได้ คือเบาถึงปานกลาง หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักหรือหักโหม

1.1.5.4. การใช้ยา

1.1.5.4.1. บุหรี่และสุรา

1.1.5.5. ควบคุมน้ำหนัก

1.1.5.5.1. พยายามควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย รวมถึงการออกกำลังกายที่เหมาะสม

1.2. โรคเบาหวาน (Diabetes Mellitus: DM)

1.2.1. แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท

1.2.1.1. เบาหวานประเภทที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้

1.2.1.2. เบาหวานประเภทที่ 2 (Type 2 Diabetes) เกิดจากการที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอต่อการใช้ หรือเกิดภาวะการดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance)

1.2.1.3. เบาหวานประเภทที่ 3 เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) ซึ่งเป็นโรคเบาหวานที่พัฒนาขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์จากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน โดยที่ผู้ป่วยไม่เคยเป็นโรคเบาหวานมาก่อน

1.2.1.4. เบาหวานประเภทที่ 4 โรคเบาหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์หรือแบบโมโนเจนิก (Monogenic Diabetes) อีกทั้งยังมีโรคเบาหวานจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การใช้ยา หรือเกิดจากโรคชนิดอื่นอย่างโรคซิสติก ไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) ด้วย

1.2.2. อาการ

1.2.2.1. ในระยะแรกจะไม่แสดงอาการผิดปกติ บางรายอาจตรวจพบโรคเบาหวานเมื่อพบภาวะแทรกซ้อนขึ้นแล้ว

1.2.2.2. อาการที่พบส่วนใหญ่ คือ กระหายน้ำมาก ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลดหรือเพิ่มผิดปกติ สายตาพร่ามัว เห็นภาพไม่ชัด รู้สึกเหนื่อยง่าย มีอาการชาโดยเฉพาะมือและขา บาดแผลหายยาก

1.2.2.3. อาการของโรคเบาหวานประเภทที่ 1 จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โรคเบาหวานประเภทที่ 2 จะแสดงอาการแบบค่อยเป็นค่อยไป ส่วนโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์มักเกิดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ประมาณ 24-28 สัปดาห์

1.2.3. สาเหตุ

1.2.3.1. กรรมพันธุ์

1.2.3.2. น้ำหนักเกิน ความอ้วน ขาดการเคลื่อนไหว ขาดการออกกำลังกาย

1.2.3.3. อายุที่มากขึ้น มีโอกาสเป็นเบาหวานได้มากขึ้น

1.2.3.4. โรคของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบ ได้รับการผ่าตัดตับอ่อน

1.2.3.5. การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น หัด หัดเยอรมัน คางทูม ซึ่งมีผลต่อตับอ่อน

1.2.3.6. ความเครียดเรื้อรัง

1.2.3.7. การตั้งครรภ์ เนื่องจากมีการสร้างฮอร์โมนจากรกหลายชนิด ซึ่งมีผลยับยั้งการทำงานของอินซูลิน

1.2.3.8. การได้รับยาบางชนิด ทำให้มีการสร้างน้ำตาลมากขึ้นหรือการตอบสนองของอินซูลินได้ไม่ดี

1.2.4. สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรปฏิบัติ

1.2.4.1. เลือกรับประทานอาหารจำพวกแป้งจากธัญพืชที่ไม่ขัดสี ในปริมาณที่พอเหมาะ

1.2.4.2. พยายามงดอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นหวาน มัน หรือเค็ม

1.2.4.3. รับประทานผัก และผลไม้ที่ไม่หวานจัดเพื่อเพิ่มกากใยอาหาร

1.2.4.4. ควบคุมน้ำหนัก

1.2.4.5. งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา

1.2.4.6. ดูแลและตรวจเท้าทุกวัน เพื่อสำรวจแผลที่ง่ามนิ้วเท้า ฝ่าเท้า

1.2.4.7. ดูแลสุขภาพฟัน

1.2.4.8. รับประทานยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต หรือเบาหวานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

1.3. โรคไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia;DLP)

1.3.1. อาการ

1.3.1.1. ไขมันในเลือดสูงจะไม่มีอาการ การที่จะทราบว่าไขมันในเลือดสูงรู้ได้จากนำเลือดไปตรวจ

1.3.1.2. ผู้ป่วยและผู้ดูแลสังเกตอาการผิดปกติเนื่องจากภาวะน้ำตาลต่ำหรือสูงเกินไป เช่น หน้ามืด ใจสั่น หมดสติ

1.3.2. สาเหตุ

1.3.2.1. กรรมพันธ์ ร่างกายไม่สามารถกำจัดไขมันได้อย่างเพียงพอ

1.3.2.2. โรคเบาหวาน

1.3.2.3. พฤติกรรมในการดำรงชีพ ไม่ได้คุมอาหาร ไม่ได้ออกกำลังกาย

1.3.3. ปัจจัยเสี่ยง

1.3.3.1. อ้วนหรือน้ำหนักเกิน

1.3.3.2. รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมาก

1.3.3.3. ออกกำลังกายไม่เพียงพอ

1.3.3.4. ความดันโลหิตสูง

1.3.3.5. สูบบุหรี่เบาหวาน

1.3.4. การรักษาโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

1.3.4.1. ประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ

1.3.4.2. ไขมันในเลือดสูงทุกชนิดจะต้องรักษาด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งประกอบไปด้วยการออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก ลดอาหารแป้ง อาหารหวาน ผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น น้ำมะเขือเทศ ทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ลดลง การงดบุหรี่ การดื่มสุรา ประสิทธิผลของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแต่ละชนิดขึ้นกับชนิดของไขมันที่สูง ผู้ป่วยที่ไขมัน LDL สูงการลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ลดไขมันชนิด transจะช่วยลดไขมันได้ดี ส่วนไขมัน Triglyceride สูง การลดน้ำหนักร่วมกับการออกกำลังกายจะได้ผลดี ดังนั้นในการเลือกวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะขึ้นกับชนิดไขมันที่ขึ้น

2. ระบบการมองเห็น

2.1. สายตายาว

2.1.1. สาเหตุ

2.1.1.1. เกิดจากกล้ามเนื้อตาเสื่อมสภาพลงตามวัยประกอบกับเลนส์ตาที่ขาดความยืดหยุ่น ทำให้การปรับโฟกัสตามปกติเพื่อให้ตามองเห็นภาพชัดในที่ใกล้ไม่สามารถทำได้ มักพบในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

2.1.2. อาการ

2.1.2.1. สามารถมองเห็นในระยะไกลได้ชัดเจน แต่มีปัญหาการมองเห็นสิ่งของใกล้ๆ

2.1.3. การพยาบาล

2.1.3.1. แนะนำให้ผู้สูงอายุตัดแว่นตาที่เหมาะกับสายตา

2.1.3.2. ประเมินการมองเห็น โดยการวัดสายตาผู้สูงอายุ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและความเสี่ยงมากหรือน้อย

2.1.3.3. ให้คำแนะนำในการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น ไม่จัดสิ่งของขวางทางเดิน เปิดไฟ พื้นไม่ลื่นหรือต่างระดับ

2.1.3.4. ให้คำแนะนำในการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น ไม่จัดสิ่งของขวางทางเดิน เปิดไฟ พื้นไม่ลื่นหรือต่างระดับ

2.1.3.5. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้สายตา เช่น ไม่ควรขับขี่รถ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนตามมาได้

2.1.3.6. แนะนำญาติให้ช่วยเหลือกิจกรรมบางอย่างที่อันตราย เช่น การใช้ไฟ ของมีคม

2.1.3.7. พบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจการทำงานของตา

2.2. ต้อกระจก

2.2.1. ปัจจัยส่งเสริม

2.2.1.1. การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต

2.2.1.1.1. มีโรคประจำตัวที่ส่งเสริมให้เกิดต้อกระจกได้ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิต โรคอ้วน ฯลฯ

2.2.1.2. สูบบุหรี่

2.2.1.3. ดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่องและในปริมาณมาก

2.2.1.4. ใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เป็นเวลานาน หรือใช้ยาลดไขมันบางชนิด

2.2.1.5. เคยได้รับบาดเจ็บ ผ่าตัด หรือมีการติดเชื้อบริเวณตา

2.2.1.6. มีประวัติครอบครัวเป็นต้อกระจก

2.2.2. สาเหตุ

2.2.2.1. ประมาณ 95% มาจากเสื่อมตามวัย และ 5% มาจากสาเหตุอื่น

2.2.3. อาการ

2.2.3.1. ตามัวลงช้าๆ โดยไม่รู้สึกเจ็บปวด โดยให้ประวัติวตจะมัมากขึ้นในที่สว่าง เนื่องจาก ขณะอยู่ที่สว่างรูม่านตาเล็กลง ส่วนอยู่ในที่มืดจะเห็นชัดขึ้นเพราะรูม่านตาขยาย

2.2.3.2. มองเห็นภาพซ้อน เนื่องจากการหักเหของแสงในแต่ละส่วนของ Lene เปลี่ยนไป

2.2.3.3. ถ้าส่องตาผู้ป่วยด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า direct ophthalmoscope บริเวณรูม่านตาจะเห็นเป็นเงาดำตามขนาดและรูปร่างของ Lenร ที่ขุ่น

2.2.3.4. รูม่านตา (pupi) จะเห็นขุ่นขาวเมื่อส่องดูด้วยไฟฉาย

2.2.3.5. สายตาสั้นลง เพราะ Lens เริ่มขุ่นทำให้กำลังหักเหของแสงเปลี่ยนไป จึงมองในระยะใกล้ได้ชัดขณะเดียวกันมองไกลจะไม่ชัด มื่อใช้ไฟฉายส่งผ่านรูม่านตา จะเห็นแสงสะท้อนสีเขียว

2.2.4. การพยาบาล

2.2.4.1. ประเมินการมองเห็น โดยการวัดสายตาผู้สูงอายุ ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและความเสี่ยงมากหรือน้อย

2.2.4.2. ให้คำแนะนำในการจัดสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน เช่น ไม่จัดสิ่งของขวางทางเดิน เปิดไฟ พื้นไม่ลื่นหรือต่างระดับ

2.2.4.3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้สายตา เช่น ไม่ควรขับขี่รถ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนตามมาได้

2.2.4.4. แนะนำญาติให้ช่วยเหลือกิจกรรมบางอย่างที่อันตราย เช่น การใช้ไฟ ของมีคม

2.2.4.5. พบแพทย์ตามนัด เพื่อตรวจการทำงานของตา

3. ระบบกระดูกและข้อเข่า

3.1. ข้อเข่าเสื่อม

3.1.1. สาเหตุ

3.1.1.1. ความเสื่อมจากการใช้งานมาก

3.1.1.2. ใช้ข้อเข่าไม่ถูกต้องสมัยหนุ่ม

3.1.1.3. การมีน้ำหนักตัวมาก

3.1.1.4. เคยได้รับอุบัติเหตุ

3.1.1.5. เคยมีอาการอักเสบ ติดเชื้อ

3.1.2. อาการ

3.1.2.1. ปวดพักแล้วหาย ยิ่งใช้ยิ่งปวด

3.1.2.2. ข้อฝืด ข้อติด

3.1.2.3. จ้อผิดรูป เข่าบวมโต ขาโก่งออก

3.1.3. แนวทางการดูแลรักษา

3.1.3.1. ลดอาการปวดเกร็ง: ประคบเย็น 24 ชม.แรก

3.1.3.2. บริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า

3.1.3.3. ใช้สนับเข่าในรายที่เสียความมั่นคง

3.1.3.4. เปลี่ยนอริยาบถที่ไม่เหมาะสม เช่น การนั่งพับเพียบ คุกเข่า ขัดสมาธิ นั่งยองๆ

3.1.3.5. ใช้ไม้เท้าในการแบ่งเบาแรง เช่น ไม้เท้า

3.1.3.6. ลดน้ำหนัก

4. ระบบทางเดินปัสสาวะ

4.1. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้(urinary incontinence)

4.1.1. ชนิด

4.1.1.1. 1 ปัสสาวะเล็ด(stress incontinence)

4.1.1.1.1. หูรูดท่อปัสสาวะหดรัดตัวไม่ดีหรือมีการหย่อนของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

4.1.1.2. 2. ปัสสาวะราด(urge incontinence)

4.1.1.2.1. ปัสสาวะราดออกมาโดยไปห้องน้ำไม่ทัน

4.1.1.3. 3. ปัสสาวะเล็ดราด(overflow incontinence)

4.1.1.3.1. กล้ามเนื้อเรียบของกระเพาะปัสสาวะบีบตัวได้ไม่ดีหรือมีการอุดกั้นระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ต่อมลูกหมากโต

4.1.1.4. 4. ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่ได้ที่เกิดจากโรคทางกาย ที่ไม่ใช่ความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง(functional incontinence)

4.1.1.4.1. เกิดจากการมีปัญหาด้านสมองหรืออยู่ในภาวะที่ไม่สามารถไปเข้าห้องน้ำได้

4.1.2. การรักษา

4.1.2.1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั่วไป

4.1.2.1.1. งดเครื่องดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์

4.1.2.1.2. ไม่ดื่มน้ำมากเกินไป

4.1.2.1.3. การรับประทานอาหารที่มีกากใย

4.1.2.1.4. ใช้ผ้าอ้อมหรืออุปกรณ์เสริม

4.1.2.2. แบ่งตามชนิด

4.1.2.2.1. stress

4.1.2.2.2. urge

4.1.2.2.3. overflow

4.1.2.2.4. functional

4.2. ปัสสาวะบ่อย

4.2.1. สาเหตุของผู้สูงอายุที่มำให้ปัสสาวะบ่อย

4.2.1.1. อายุ

4.2.1.1.1. ร่างกายผลิตฮอร์โมนลดลง

4.2.1.2. การใช้ยา

4.2.2. ผลกระทบ

4.2.2.1. รบกวนการนอนหลับทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ

4.2.3. การป้องกัน

4.2.3.1. พฤติกรรมการใช้ชีวิต

4.2.3.1.1. เช่น ดื่มน้ำเยอะ ดื่มชา กาแฟ

4.2.3.2. เปลี่ยนพฤติกรรม

4.2.3.2.1. งดดื่มชา กาแฟ

4.2.3.2.2. งดดื่มน้ำประมาณ 2-4 hr ก่อนนอน

5. ระบบประสาท

5.1. สมองเสื่อม (dementia)

5.1.1. สาเหตุ

5.1.1.1. เกิดจากการเสื่อมถอยของการทำงานของสมองความผิดปกติด้านความคิด ความจำ การตัดสินใจ การเคลื่อนไหว ซึ่งรุนแรงและรบกวนการดำรงชีวิตของผู้ป่วย ร่วมกับการมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม บุคลิกภาพและอารมณ์

5.1.2. อาการ

5.1.2.1. หลงลืมง่าย

5.1.2.2. การเปลี่ยนเแปลงด้านบุคลิกภาพ เช่น การแต่งกาย ความสะอาด

5.1.2.3. มีความผิดปกติเกี่ยวกับความสามารถของเชาว์ปัญญา ความจำการรับรู้ ความคิด การใช้เหตุผล ลดลงมากกว่าเดิม

5.1.2.4. มีปัญหาด้านพฤติกรรม เช่น หลอน ซึมเศร้า mania

5.1.3. ชนิดของภาวะสมองเสื่อม

5.1.3.1. 1. รักษาไม่ได้

5.1.3.1.1. Alzheimer's dementia

5.1.3.1.2. Parkinson's disease

5.1.3.2. 2. รักษาได้

5.1.3.2.1. vascular dementia (stroke,ischemic)

5.1.3.2.2. metabolic disorder/endocrine(DM,hypothyroidisym)

5.1.4. การพยาบาล

5.1.4.1. กระตุ้นการทำงานของสมองเพื่อชะลอความเสื่อม เช่น ทายประเภทสิ่งของ/จัดหมวดหมู่ ทายปัญหา คิดเลขในใจ ทายเสียงที่ได้ยิน การรับรู้วัน เวลา และสถานที่ ทำครั้งละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 ครั้ง

5.1.4.2. พูดคุยกับผู้ป่วยเป็นระยะ อธิบายสั้นๆ เป็นระยะให้ผู้ป่วยฟังว่ากำลังทำอะไรอยู่

5.1.4.3. พยายามให้ช่วยเหลือตนเองหรือมีส่วนในการตัดสินใจในการดูแลตนเองในกิจวัตประจำวัน เช่น อาบน้ำ แต่งตัว

5.1.4.4. จัดรูปแบบการดูแลที่สม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

5.1.4.5. จัดสภาพแวดล้อมในผู้สูงอายุที่สมองเสื่อม เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น ให้แสงสว่างให้เพียงพอ ห้องน้ำควรอยู๋ใกล้ห้องนอน ระวังการพลัดตกหกล้ม

5.2. การรักษา

5.2.1. ใช้ยา

5.2.1.1. ยาต้านการแข็งตัว เมื่อมีการตีบน้อยกว่าร้อยละ 70 เช่น แอสไพริน เฮปาริน

5.2.1.2. ยาลดความดันเลือด ในรายที่มีความดันเลือดสูง

5.2.1.2.1. ยาลดความดันในสมองทางหลอดเลือดดำในรายที่มีความดันในสมองสูง

5.2.2. สลายสิ่งอุดตันในหลอดเลือด

5.2.3. ผ่าตัดถ้ามีการตีบมากกว่าร้อยละ 70 หรือในรายที่มีเลือดออกในสมองหรือในรายที่มีกดทับไขสันหลัง

5.2.4. ทำกายภาพส่วนที่เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต

5.2.5. รับอาหารทางสายกระเพาะอาหารในรายที่มีปัญหาการกลืน

5.2.6. ใส่สายสวนปัสสาวะในรายที่กลั้นปัสสาวะไม่ได้

5.3. โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)

5.3.1. สาเหตุ

5.3.1.1. เกิดจากการแตกของหลอดเลือดสมองทำให้มีเลือดออกมาคั่ง และทำลายเนื้อเยื่อสมองในบริเวณนั้น นอกจากนี้อาจกดเบียดสมองที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ทำให้สมองส่วนนั้นทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติเกิดอาการอัมพฤกษ์และอัมพาต

5.3.2. อาการ

5.3.2.1. สูญเสียการเคลื่อนไหวครึ่งซีก

5.3.2.2. อาจสูญเสียการเคลื่อนไหวของอวัยวะบางส่วน

5.3.2.3. อาการอื่นๆ ที่อาจเกิดร่วมกับการสูญเสียการเคลื่อนไหว เช่น สูญเสียความรู้สึก โดยอวัยวะที่เป็นจะรู้สึกชา ตามัว เห็นภาพซ้อน พูดไม่ได้หรือพูดอ้อแอ้ กลืนไม่ได้ เป็นต้น

5.3.3. ภาวะแทรกซ้อน

5.3.3.1. ภาวะสมองบวม อาจทำให้ชักได้

5.3.3.2. ภาวะสมองเคลื่อน

5.3.3.3. ภาวะช็อก

5.3.3.4. ปอดอักเสบ

5.3.3.5. แผลกดทับ กล้ามเนื้อลีบ ข้อติดแข็งหรือพิการ ขาดสารอาหาร

5.3.4. การพยาบาล

5.3.4.1. 1. ระยะที่ผู้ป่วยหายใจไม่ดี ผู้ดูแลต้องดูแลให้ได้รับออกซิเจนเพียงพอ โดยสังเกตอัตราการหายใจในวัยผู้สูงอายุระหว่าง 14-20 ครั้งต่อนาที

5.3.4.2. 2. ฝึกการพึ่งพาตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน เพื่อเพิ่มคุณค่าในการดูแลตนเอง ถ้าผู้ป่วยไม่สามารถทำเองได้ ผู้ดูแลต้องช่วยเหลือการทำการทำกิจวัตรประจำวันแทน

5.3.4.3. 3. รับประทานอาหารโดยกลั้นหายใจขณะกลืน หากมีปัญหากลืนลำบาก ผู้ดูแลต้องป้อนอาหารให้อย่างช้าๆ และระวังป้อนคำใหญ่เกินไป ไม่ใช้หลอดดูดเพราะอาจสำลักได้

5.3.4.4. 4. ในรายที่รับประทานไม่ได้ต้องดูแลให้ได้รับอาหารทางสายกระเพาะอาหารทุกมื้อ

5.3.4.5. 5. ดูแลการขับถ่ายของผู้ป่วยและทำความสะอาดทุกครั้งอย่างถูกวิธี โดยเช็ดจากหน้าไปหลัง

5.3.4.6. 6. ฟื้นฟูสภาพ โดยฟื้นฟูสภาพด้วยการออกกำลังกาย เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อลีบ ออกกำลังข้อต่างๆเพื่อป้องกันข้อติดแข็ง บริหารปอดโดยการหายใจเข้าออกลึกๆ และเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ เพื่อป้องกันปอดอักเสบ หากผู้ป่วยไม่สามารถทำได้เอง ให้ผู้ดูแลช่วยทำแทน

5.3.4.7. 7. สื่อสารกับผู้อื่นโดยเขียนในกระดาษแทนการพูด หรือใช้สัญลักษณ์แทนการเขียน ผู้ดูแลต้องมีความเข้าใจสภาพปัญหาการพูดและจิตอารมณ์ของผู้ป่วย ต้องใจเย็น พูดชัดเจนช้าๆ

5.3.4.8. 8. ฝึกการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่นเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ และป้องกันความซึมเศร้าจากการหมกมุ่นอยู่กับตนเอง

5.3.4.9. 9. ปฏิบัติตามแผนการรักษา เช่น รับประทานยา ออกกำลังกาย ฝึกพูด

6. ปัญหาด้านจิตสังคม

6.1. ซึมเศร้า(depression)

6.1.1. สาเหตุ

6.1.1.1. กลุ่มความผิดปกติด้านอารมณ์ การรู้คิด ความเข้าใจ และทางด้านร่างกาย

6.1.1.2. เป็นปฏิกิริยาจากการสูญเสีย ทำให้เกิดความรู้สึกมืดมน เหนื่อยหน่าย หดหู่ จิตใจ อ่อนเพลีย ท้อแท้ สิ้นหวัง ไร้ค่า อาจทำร้ายตนเอง รู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่ไป

6.1.2. อาการ

6.1.2.1. เคยเป็นคนอารมณ์ดีก็เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดง่าย มีเหตุผลน้อยลง ขี้บ่นมากขึ้น หรือสนใจในสิ่งที่เคยชอบลดลงจากเดิม

6.1.2.2. นอนไม่ค่อยหลับ หลับๆตื่นๆในตอนกลางคืน

6.1.2.3. แยกตัว พูดน้ยอลง ไม่ดูแลตัวเอง

6.1.2.4. เหนื่อยไม่มีพลังงาน ทำอะไรช้า ปวดเมื่อย อ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุ

6.1.3. แนวทางการดูแล

6.1.3.1. พูดส่งเสริมความหวังและให้กำลังใจผู้สูงอายุ พร้อมรับฟังอย่างสงบ

6.1.3.2. ประเมินแบบวัดความซึมเศร้าในผู้สูงอายุในไทย TGDS หรือ 2Q 9Q 8Q

6.1.3.3. สังเกตอาการของผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้อยู่คนเดียว

6.1.3.4. จัดสิ่งแวดล้อมของผู้สูงอายุให้ปลอดภัยจากการทำร้ายตนเอง

6.1.3.5. หากมีอาการมากและอยากคิดฆ่าตัวตาย หรือมีพฤติกรรมพยายามทำร้ายตัวเอง ให้รีบประสานขอความช่วยเหลือจากบุคลากรสาธารณสุขเพื่อให้การบำบัดรักษาที่เหมาะสม

7. ระบบทางเดินอาหาร

7.1. โรคกระเพาะ

7.1.1. อาการ

7.1.1.1. ปวดจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ มักเป็นเวลาท้องว่าง

7.1.1.2. อาการปวดแน่นท้อง กินยาลดกรดแล้วหาย

7.1.1.3. ปวดแน่นตอนกลางคืนหลังจากที่นอนหลับไปแล้ว

7.1.2. การรักษา

7.1.2.1. ลดปัจจัยที่จะทำให้เกิด

7.1.2.1.1. กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย

7.1.2.1.2. กินอาหารตรงเวลา

7.1.2.1.3. กินอาหารจำนวนพอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป

7.1.2.1.4. หลีกเลี่ยงอาหารจำพวกชา กาแฟ สูบบุหรี่

7.1.2.1.5. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด

7.1.2.1.6. งดพวกยาแก้ปวด แอสไพริน

7.1.2.1.7. ผ่อนคลายความเครียด กังวล

7.2. ปัญหาระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

7.2.1. ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย

7.2.1.1. กรดในกระเพาะลดลง

7.2.1.2. จากเยื่อบุกระเพาะลำไส้และกล้ามเนื้อเสื่อมลง

7.2.2. ท้องผูก

7.2.2.1. ความเสื่อมของกล้ามเนื้อในลำไส้

7.2.2.2. การเคลื่อนไหวของร่างกายลดลงทำให้การเคลื่อนตัวสู่ลำไส้ลดลง