Get Started. It's Free
or sign up with your email address
เศรษฐศาสตร์ by Mind Map: เศรษฐศาสตร์

1. แขนงวิชาเศรษฐศาสตร์

1.1. เศรษญศาสตร์จุบภาค

1.1.1. -บิดาของเศรษฐศาสตร์จุลภาค คือ อัลเฟรด มาร์แชล

1.1.2. เศรษฐศาสตร์จุลภาค มีอีกชื่อว่า ทฤษฎีราคา

1.1.3. ศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับหน่วยย่อยๆ เช่น ในระดับบุคคล หน่วยงาน บริษัท หรือสินค้า ประเภทใดประเภทหนึ่ง

1.2. เศรษฐศาสตร์มหภาค

1.2.1. บิดาของเศรษฐศาสตร์มหถาค คือ จอห์น เมย์นาด เคนส์

1.2.2. เศรษฐศาสตร์มหภาค มีอีกชื่อว่า ทฤษฏีรายได้ประชาชาติ

1.2.3. ศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับส่วนรวม หรือ ระดับประเทศ เช่นการเงิน การคลัง การว่างงาน

2. กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

2.1. 1.การผลิต

2.2. การนำทรัพยากรหรือปัจจัยการผลิตต่างๆมาสร้างเป็นสินค้าและบริการ(เศรษฐทรัพย์) โดยต้องเกิดอรรถประโยชน์ (ประโยชน์ในทางเศรษกิจ

2.3. 2.การกระจาย

2.4. การจำหน่ายแจกสินค้าและบริการจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค โดยการกระจายนั้นแบ่งเป็น 2 ประเภท

2.5. 2.1 การระจายสินค้า = กระจายปัจจัยการผลิต,กระจายผลผลิต 2.2 กระจายรายได้ = ผลตอบแทนปัจจัยการผลิต,ผลตอบแทนผลผลิต

2.6. 3.การแลกเปลี่ยน

2.7. คือ การเปลี่ยนสิทธิในการถทอครองสินค้าและบริการ

2.8. 4.บริโภค

2.9. การใช้ประโยชน์จากสินค้า(Goods) และบริการ(Service) เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์แต่ละคน โดยการบริโภคนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ บริโภคสิ้นเปลือง(ใช้แล้วหมดไป) และบริโภคไม่สิ้นเปลือง(ใช้ได้หลายๆครั้ง)

3. ลำดับขั้นในการผลิต

3.1. 1.ขั้นปฐมภูมิ หมายถึงขั้นที่ได้มาซึ่งผลผลิตหรือวัตถุดิบ (เกษตรกรรม)

3.2. 2.ขั้นทุติยภูมิ หมายถึง ขั้นที่นำวัตถุดิบหรือผลผลิตจากขั้นปฐมภูมิมาแปรรูป (อุตสาหกรรม)

3.3. 3.ขั้นตติยภูมิ หมายถึง ขั้นของการบริการ เช่น โรงแรม การขนส่ง (บริการ)

4. ตลาด

4.1. กระบวนการ บริบท สภาวการณ์ที่มีการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ

4.2. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์

4.2.1. ลักษณะสำคัญ

4.2.2. 1.สินค้ามีความเหมือนกันทุกประการ

4.2.3. 2.ผู้ขายมีจำนวนมากและเป็นรายย่อยๆ

4.2.4. 3.ผู้บริการและผู้บริโภครู้ทันข้อมูลเกี่ยวกับสินค้านั้นๆ

4.2.5. 4.ไม่มีผู้ใดกำหนดราครสินค้าได้ เป็นไปตามกลไกราคา

4.2.6. 5.ผู้ผลิตรายใหม่สามารถเข้าออกตลาดได้อย่างเสรี

4.2.7. ตัวอย่างสินค้า ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา

4.3. ตลาดแข่งขันไม่สมบูรณ์

4.3.1. ตลาดผูกขาด

4.3.1.1. ลักษณะสำคัญ

4.3.1.2. 1.มีผู้ผลิตรายเดียวหรือครองตลาดมากกว่า80%

4.3.1.3. 2.ผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดราคาและปริมาณของสินค้าและบริการได้

4.3.1.4. ตัวอย่างสินค้า การไฟฟ้า การประปา รถไฟฟ้า

4.3.2. ตลาดผู้ขายน้อยราย

4.3.2.1. ลักษณะสำคัญ

4.3.2.2. 1.มีผู้ผลิตที่ครองตลาดเพียง2-3รายเท่านั้น

4.3.2.3. 2.ผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดราคาและปริมาณของสินค้าและบริการได้

4.3.2.4. 3.การปรับราคาจะส่งผลต่อผู้ผลิตรายอื่น มีการออกโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

4.3.2.5. 4.มีความพยายามที่จะรวมตัวกันเพื่อผูกขาดตลาด

4.3.2.6. ตัวอย่างสินค้า สายการบิน ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เครื่องมึนเมา

4.3.3. ตลาดกึ่งแข่งขันผูกขาด

4.3.3.1. ลักษณะสำคัญ

4.3.3.2. 1.มีผู้ผลิตจำนวนมาก

4.3.3.3. 2.ผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าและบริการได้จึงมีความพยายามในการสร้างแบรนด์เพื่อเพิ่มราครสินค้าและบริการของตนเอง

4.3.3.4. 3.มีการโฆษณาชวนเชื่อจำนวนมาก

4.3.3.5. 4.ผู้ผลิตรายใหม่เข้าสู่ตลสดได้ง่ายไม่ถูกกีดกัน

4.3.3.6. ตัวอย่างสินค้า สบู่ ยาสีฟัน ครีม

5. หน่วยทางเศรษฐกิจ (Economic Units)

5.1. หน่วยทางเศรษฐกิจ

5.1.1. หมายถึง หน่วยงาน บุคคล หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

5.2. หน่วยครัวเรือน

5.2.1. หมายถึง กลุ่มครัวเรือนซึ่งเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตให้หน่วยธุรกิจ

5.3. หน่วยธุรกิจ

5.3.1. หมายถึง หน่วยที่ผลิตสินค้าและบริการเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยครัวเรือน

5.4. หน่วยรัฐบาล

5.4.1. หมายถึง หน่วยงานราชการหรือหน่วยงานรัฐเป็นได้ทั้งเจ้าของปัจจัยการผลิต ผู้ผลิต ผู้บริโภคในคราวเดียวกัน

5.4.2. นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ควบคุม ออกนโยบายเพื่อควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เหมาะสม

5.5. หน่วยต่างประเทศ

5.5.1. หมายถึง หน่วยทางเศรษฐกิจที่อยู่ในประเทศอื่นๆแต่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา

6. ระบบเศรษฐกิจ (Economic System)

6.1. หมายถึง หน่วยทางเศรษฐกิจต่างที่ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ภารใต้รูปแบบหรือกฎเกณฑ์เดียวกัน

6.2. ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalism)

6.2.1. ลักษณะสำคัญ

6.2.1.1. 1.มีรากฐานมาจากแนวคิด "เสรีนิยม"

6.2.1.2. 2.เอกชนเป็นเจ้าปัจจัยการผลิตที่หสได้

6.2.1.3. 3.เอกชนมรเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยปราศจากการแทรกแซงจากรัฐาล

6.2.1.4. 4.ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกราคาหรือกลไกตลาด

6.2.2. ข้อดี -เอกชนมีเสรีภาพในการผลิตสินค้าและบริการ -การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

6.2.3. ข้อเสีย -เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจสูง

6.3. ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม (Socialism)

6.3.1. ลักษณะสำคัญ

6.3.1.1. 1.เรียกอีกอย่างว่า "เศรษฐกิจแบบวางแผนจากส่วนกลาง"

6.3.1.2. 2.ปัจจัยการผลิตเป็นของรัฐหรือของส่วนรวมทั้งหมด

6.3.1.3. 3.กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเป็นไปตามที่รัฐกำหนดขึ้นมา เอกชนไม่มีเสรีภาพ

6.3.1.4. 4.รัฐเป็นผู้กำหนดราคาของสินค้ากลไกราคาไม่มีบทบาท

6.3.2. ข้อดี -ควาเหลื่อมล้ำในสังคมโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจน้อย -ประชาชนได้รับสวัสดิดารจากรัฐอย่างเท่าเทียม

6.3.3. ข้อเสีย -โอกาสในการพัฒนาคุณภาพของสินค้ามีน้อย -เอกชนไม่มีเสรีภาพในการผลิตสินค้าและบรการ

6.4. ระบบเศรษฐกิจแบบผสม (Mixed Economy)

6.4.1. ลักษณะสำคัญ

6.4.1.1. 1.เป็นการรวมกันของทุนนิยมและสังคมนิยม

6.4.1.2. 2.รัฐเป็นเจ้าของเฉพาะปัจจัยการผลิตที่สำคัญๆ และส่งผลต่อส่วนรวม

6.4.1.3. 3.เอกชนมีเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

6.4.1.4. 4.ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกราคา แต่รัฐสามารถแทรกแซงได้ตามความเหมาะสม

6.4.1.5. 5.มีหน่วยที่ทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน เรียกว่า "รัฐวิสาหกิจ"

6.4.2. ข้อดี -มีควายืดหยุ่นในการเลือกใช้มาตรการต่างไปตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ -ลดปัญหาเรื่องการกระจายรายได้ -เอกชนมีเสรีภาพในการผลิตสินค้าและบรการ

6.4.3. ข้อเสีย -การจัดสรรทรัพยากรอาจไม่มีประสิทธิภาพมากเพราะรัฐเข้าแทรกแซงได้ -เอกชนต้องฟังนโบายของรัฐที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

7. กลไกตลาดหรือกลไกราคา

7.1. อุปสงค์ (Demand)

7.1.1. หมายถึง ปริมาณความต้องการซื้อสินค้าและบริการ

7.1.2. โดยที่ผู้ซื้อสินค้าแบะบริการนั้นมีความสามารถในการซื้อสินค้าและบริการนั้นด้วย

7.1.3. กฎอุปทาน

7.1.3.1. ราคา(P) เพิ่มขึ้น ความต้องการขาย(S) ลดลง

7.1.3.1.1. ราคา(P) ลดลง ความต้องการขาย(S) เพิ่มขึ้น

7.2. อุปทาน (Supply)

7.2.1. หมายถึง ปริมาณการขายสินค้าและบริการ

7.2.2. โดยที่ผู้ขายสินค้าและบริการนั้นมีความสามารถในการขาบสินค้าและบริการนั้นด้วย

7.2.3. กฎอุปทาน

7.2.3.1. ราคา(P) เพิ่มขึ้น ความต้องการขาย(S) เพิ่มขึ้น

7.2.3.1.1. ราคา(P) ลดลง ความต้องการขาย(S) ลดลง

7.3. ภาวะดุลยภาพ

7.3.1. หมายถึง ภาวะราคาที่เหมาะสม ทำให้ Deamand=Supply

8. การกำหนดราคา(การแทรกแซงราคาของรัฐ)

8.1. การกำหนดราคาขั้นต่ำ

8.1.1. หมายถึง การประกันราคา ไม่ให้ราคาต่ำกว่าที่กำหนด

8.2. การกำหนดราคาขั้นสูง

8.2.1. หมายถึง การกำหนดเพดานราคา ไม่ให้ราคาสูงเกินกว่าที่กำหนด

9. การเงิน

9.1. หน้าที่ของเงิน

9.1.1. 1.เงินเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ (มีสภาพคล่องสูง)

9.1.2. 2.เป็นหน่วยวัดมูลค่าของสินค้า

9.1.3. 3.เงินเป็นมาตราฐานการชำระหนี้ในอนาคต

9.1.4. 4.เป็นเครื่องเก็บรักษามูลค่า (มูลค่าเท่าเดิมเสมอแต่อำนาจซื้ออาจเปลี่ยนแปลง)

9.2. ชนิดของเงิน

9.2.1. 1.เงินเป็นสินค้า (มีมูลค่าในตัวมันเอง สามารถขายได้แม้คนจะไม่ยอมรับว่าเป็นเงิน)

9.2.1.1. เช่น ทอง เพชร เงิน

9.2.2. 2.เงินที่กำหนดขึ้นมา (ไม่มีมูลค่าในตัวมันเอง แต่คนทั่วไปยอมรับ)

9.2.2.1. เช่น เหรียญกษาปณ์ ธนบัตร

9.2.3. 3.เช็ค

9.3. มูลค่าของเงิน

9.3.1. คือ อำนาจของเงินในการซื้อสินค้าและบริการซึ่งขึ้นอยู่กับดัชนีราคา

9.4. ลักษณะที่สำคัญของเงิน

9.4.1. คือ เป็นเครื่องแสดงความมั่งคั่งและเงินเป็นสิ่งที่มีสภาพคล่องมากที่สุด

9.5. อุปสงค์ของเงิน

9.5.1. หมายถึง ปริมาณความต้องการถือเงินไว้ (เงินที่ประชาชนมี)

9.6. อุปทานของเงิน

9.6.1. หมายถึง ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

9.7. เงินเฟ้อ (Inflation)

9.7.1. คือ สภาวะที่มีเงินในระบบมากเกินไป ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการต่ำลง

9.7.2. เงินเฟ้อ>

9.7.2.1. เฟ้อ>

9.7.2.1.1. ความต้องการซื้อ (Demand) เพิ่มขึ้น >

9.7.2.2. เฟ้อ=เงินในระบบเยอะมาก

9.7.2.3. เงินในระบบ=เงินที่เราถืออยู่

9.7.3. การแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ

9.7.3.1. เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากเงินในระบบมันเยอะเกินไป วิธีแก้หลักๆคือทำให้เงินในระบบลดลง

9.8. เงินฝืด (Deflection)

9.8.1. คือ สภาวะที่เงินในระบบมีน้อยเกินไป ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการต่ำลง

9.8.2. เงินฝืด>

9.8.2.1. ฝืด>

9.8.2.1.1. ความต้องการซื้อ (Demand) ลดลง >

9.8.2.2. ฝืด=เงินในระบบน้อยมาก

9.8.3. การแก้ไขเงินฝืด

9.8.3.1. เนื่องจากเงินฝืดเกิดจากเงินในระบบมันน้อยเกินไป วิธีแก้หลักๆคือทำให้เงินในตลาดมันมากขึ้น

9.8.4. แม้ว่าเงินฝืดสินค้าและบริการจะราคาถูกลงแต่นั้นหมายความว่าเรามีเงินลดลงตามไปด้วย

9.9. เงินตรึงตัว (Tight Money)

9.9.1. คือ สภาวะเศรษฐกิจขยายตัว(เศรษฐกิจดี) ทำให้คนมีความต้องการกู้เงินไปลงทุนมาก

9.9.2. แต่ธนาคารไม่มีเงินให้กู้ เนื่องจากประชาชนไม่ออมเงิน หรือมีการไหลออกของเงินตราไปต่างประเทศมาก

9.9.3. ทำให้ภาครัฐ(ธนาคารกลาง) ต้องมีมาตรการออกมา

10. ธนาคาร

10.1. สถาบันการเงิน

10.1.1. คือ ตัวกลางระหว่างผู้กู้และผู้ออม โดนธนาคารนั้นก็เป็นประเภทหนึ่งของสถาบันการเงิน

10.1.2. สถาบันการเงินต่างๆ

10.1.2.1. บริษัทหลักทรัพย์ (หุ้น, เงินก้อน) โรงรับจำนำ ตลาดหุ้น

10.2. ธนาคารกลาง

10.2.1. 1.รักษาเสถียรภาพางการเงินแบะเศรษฐกิจของประเทศ

10.2.2. 2.ควบคุมปริมาณเงินที่ไหลอยู่ในระบบเศรษฐกิจ โดยใช้นโยบายการเงิน

10.2.3. 3.พิมพ์หรืออกธนบัตร

10.2.4. เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์ทั่วไป และควบคุมสถาบันการเงินต่างๆ

10.2.5. 5.ดูแลเรื่องอะตราดารแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

10.2.6. 6.รักษาเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ

10.2.7. **ธนาคารไม่รับฝาก ถอน หรือปล่อยกู้เงินกับบุคคลทั่วไป

10.3. ธนาคารพาณิชย์

10.3.1. 1.รับฝากและถอนเงิน

10.3.2. 2.ปล่อยกู้เงิน

10.3.3. 3.ให้บริการทางการเงินต่างๆ

10.4. ธนาคารเฉพาะกิจ

10.4.1. หมายถึง ธนาคารที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยมีจุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเฉพาะด้าน

11. การคลัง

11.1. หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคของรัฐบาล

11.2. รายได้รัฐบาล = ภาษี+การขายทรัพย์สินของรัฐบาล+รัฐวิสาหกิจ

11.3. รายรับของรัฐบาล = รายได้+เงินกู้+เงินคงคลังเดิม

12. ภาษี

12.1. ประเภทของภาษี

12.1.1. 1.ภาษีทางตรง

12.1.2. หมายถึง ภาษีที่เก็บจากผู้มีรายได้โดยตรง

12.1.3. 2.ภาษีทางอ้อม

12.1.4. หมายถึง ภาษีที่ไม่ได้ให้ผู้ใช้บริการเสียโดยตรง แต่ผู้เสียภาษีนั้นผลักภาระให้ผู้อื่นเสียได้

12.2. อัตราภาษี

12.3. 1.อัตราก้าวหน้า 2.อัตราคงที่ 3.อัตราถอยหลัง

13. เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

13.1. หมายถึง การแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการระหว่างประเทศซึ่งนำไปสู่การนำเข้าและส่งออก สาเหตุที่ต้องมีการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากแต่ละประเทศนั้นมีทรัพยากรจำกัดไม่ได้มีทุกอย่างที่ต้องการ

13.2. ดุลการค้า = มูลค่าสินค้าส่งออก (Export) - มูลค่าสินค้านำเข้า(Import)

14. นโยบายการค้า

14.1. หมายถึง นโยบายที่แต่ละประเทศใช้ในการควบคุมสินค้าจากต่างประเทศที่จะเข้าสู่ประเทศ

14.2. 1. นโยบายการค้าเสรี

14.2.1. หมายถึง การที่รัฐจะไม่เข้ามาตั้งเงื่อนไขใดในการค้าระหว่างประเทศปล่อยให้ค้ากันอย่างเสรีและเป็นไปตามกลไกราคา

14.3. 2. นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน

14.3.1. หมายถึง การที่รัฐบาลมีนโยบายบางอย่างเพื่อควบคุมการนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศ

15. การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

15.1. องค์กรเหนือชาติ

15.1.1. รวมทุกประเทศเข้าด้วยกันเป็นประเทศเดียวกันทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

15.2. สหภาพฯเศรษฐกิจ

15.2.1. กำหนดนโยบายร่วมกัน/ใช้สกุลเงินเดียวกัน/มี CB ร่วมกัน

15.3. ตลาดร่วม

15.3.1. เคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตระหว่างประเทศสมาชิกอย่างเสรี

15.4. สหภาพศุลกากร

15.4.1. ประเทศสมาชิกจะกำหนดภาษีเข้าเท่ากันสำหรับประเทศนอกกลุ่ม

15.5. เขตการค้าเสรี (FTA)

15.5.1. ยกเลิกภาษี และยกเลิกการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก

16. การเงินระหว่างประเทศ

16.1. ค่าเงินแข็งค่า

16.1.1. สินค้าที่นำเข้าจะถูกลง

16.1.2. สินค้าส่งออกจะแพงขึ้น

16.1.3. การระหว่างประเทศจะขาดดุล

16.1.4. ชาวต่างประเทศจะมาท่องเที่ยวในประเทศลดลง

16.2. ค่าเงินอ่อนค่า

16.2.1. สินค้านำเข้าจะแพงขึ้น

16.2.2. สินค้าส่งออกจะถูกลง

16.2.3. การค้าระหว่างประเทศจะเกินดุล

16.2.4. ชาวต่างประเทศจะมาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น

16.3. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเทศมี3ระบบ

16.3.1. 1. ระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (ผูกค่าเงินไว้กับสกุลเงินอื่น)

16.3.2. 2. ระบบยืดหยุ่น (เปลี่ยนแปลงต่อวันไม่มาก-ขึ้นลงต่อวันไม่เกิน1-2บาท)

16.3.3. 3. ระบบยืดหยุ่นสูง

16.3.3.1. 3.1 ระบบลอยตัวภายใต้การจัดการ

16.3.3.2. 3.2 ระบบลอยตัวเสรี

17. ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ

17.1. หมายถึง บัญชีแสดงรายรับรายจ่ายและปริมาณเงินไหลเข้าไหลออกของประเทศ

17.2. ดูลการชำระเงินแบ่งได้ 3 ประเภท

17.2.1. ดุลการชำระเงินเกินดุล = เงินไกลเข้า > เงินไหลออก

17.2.2. ดุลการชำระเงินขาดดุล = เงินไหลเข้า < เงินไหลออก

17.2.3. ดุลการชำระเงินสมดุล = เงินไหลเข้า= เงินไหลออก

18. รัฐพงษ์ อิ่มอยู่ เลขที่6 6/8