Create your own awesome maps

Even on the go

with our free apps for iPhone, iPad and Android

Get Started

Already have an account?
Log In

Art Appreciation by Mind Map: Art Appreciation
0.0 stars - 0 reviews range from 0 to 5

Art Appreciation

บทที่ 6 ศิลปกรรมมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

-ศิลปไทยในสมัยโบราณเป็นศิลปแบบอุดมคติ -ความวามในอุดมคติของสตรี ใบหน้ากลมกลึงดังดวงจันทร์หรือรูปไข่ มีดวงตาดังเนื้อทราย มีจมูกดังปากนกแก้ว มีแขนอ่อนระทวยดังงวนช้าง

ศิลปในไทยแบ่งออกเป็น 8 สมัย

ทวาราวดี, อยู่ทางภาคกลางของประเทศไทย เช่น นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ลพบุรีและกาฬสินธ์ุ, ประติมากรรม, อิทธิผลจากศิลปอินเดีย 4 สมัย, ศิลปคุปและหลังคุปตะ, ศิลปปาละ, ศิลปอมราวดี, ศิลปขอมแบบปาปวน หรือศิลปลพบุรี, รูปลักษณะของพระพุทธรูป, ขมวดพระเกศาใหญ่, พระพักตร์แบน, พระขนงสลักเป็นเส้นนูนคดโค้งดังปีกกา, พระเนตรโปน, พระนาสิกแบน, พระโอษฐ์แบะและใหญ่, -ดินเผาใช้ตกแต่งอาคาร ต่อมาเป็นเปลี่ยนมาใช้ ปูนปั้น, สถาปัตยกรรม, ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม องค์ระฆังเป็นรูปโอ่งค่ำ และมียอดแหละข้างบน, ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม องค์ระฆังเป็นรูปบาตรคว่ำ และมียอดทำเป็นแผ่นวงกลมซ้อนกัน ยอดสุดมีลูกแก้ว

ศรีวิชัย, ภาคใต้, อิทธิผลจากศิลปอินเดีย 4 สมัย, หลังคุปตะ, ศิลปขอมแบบปาปวน หรือศิลปลพบุรี, ปาละเสนะ, พุทธศาสนาลัทธิมหายาน, พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร(ทำด้วยสัมฤทธิ์ และสลักด้วยศิลา พบที่อำเภอไชยา สุราษฎร์ธานี), รูปเมตไตรยโพธิสัตว์, พระพิมพ์ดินดิบ, พระพิมพ์ดินดิบ, สร้างขึ้นเพื่อพระสงฆ์ที่มรณภาพหรือบุคคลที่เสียชีวิต โดยการนำอัฐิมาผสมกับดิน แล้วนำไปพิมพ์จากนั้นไม่ต้องเผาไฟ, สถาปัตยกรรม, เมืองไชยา, พระเจดีย์ วัดแก้ว

ลพบุรี, ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ประติมากรรม, หล่อด้วยสัมฤทธิ์, ฝีมือคนไทย, สลักด้วยศิลา, พุทธศาสนาลัทธิมหายาน, ลักษณะพระพุทธรูป, หน้าผากกว้าง, คางเป็นเหลี่ยม, ปากแบะ, ริมฝีปากหนา, พระขนงนูน(คิ้ว), พระนาสิกโค้งและยาว(จมูก), พระหณุเป็นปมป้าน(คาง), ไรพระศกที่ต่อกับพระนลาฏหนาโตอุณหิสใหญ่เป็นรูปฝาชีมีลวดลายคล้างมงกุฎเทวรูป, สถาปัตยกรรม, หินทราย ศิลาแลง อิฐ, พุทธสถาน, ปราสาทหินพิมาย นครราชสีมา, พระปรางค์สามยอด ลพบุรี, เทวสถาน, ปราสาทหืนพนมรุ้ง, ปราสาทเมืองต่ำ บุรีรัมย์, ปราสาทหินศรีขรภูมิ สุรินทร์, ปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี, ธรรมศาลา, ปรางค์กู่ ชัยภูมิ

เชียงแสน, ภาคเหนือ, ได่รับอิทธิผลจาก, ปาละ(อินเดีย), เชียงใหม่, ประติมากรรม, พุทธรูปหินยาน, รุ่นแรก, มีลักษณะคล้ายแบบปาละของอินเดีย, พระรัศมีดอกบัวตูม, พระพักตร์กลมอมยิ้ม, พระหนุ(คาง)เป็นปม, พระองค์อวบอ้วน, พระอุระนูน และกว้าง, ชายจีวรหรือสังฆาติเหนือพระอังสาซ้านสั้นปลายเป็นลายเขี้ยงตะขาบ, นั่งขดชัดสมาธิเพชร, ฐานมีกลีบบัวคว่ำบัวหัวหงายและเกสรบัวประกอบ, หล่อด้วยสำริด, รุ่นสอง, เป็นศิลปแบบเชียงใหม่, พระรัศมีบัวตูม, ขมวดพระเกศาเล็ก, พระวรกายองค์อวบอ้วน, พระอุระนูน, ชายจีวรยาว ถึงพระนาถ, นั่งขีดสมาธิราบ, นิยมสร้างด้วย แก้วหรือหินต่างๆ, พระแก้วมรกต, สถาปัตยกรรม, เป็นแบบเชียใหม่(เชียงแสนรุ่นหลัง), วัดพระสิงห์ เชียงใหม่, สถูปหรือเจดย์ฐานสูง, อาคาร ก่ออิฐถือปูน, หลังทรงสูงซ้อนกันหลายชั้น ไม่มีฝ้าเพดาน, ตกแต่งด้วยไม้แกะสลัก และลายปูนปั้น, ย่อมุมองค์พระเจดีย์มีทรงกลมแบบลังกา, ยอดมีฉัตร, เจดีย์พระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่, พระธาตุลำปางหลวง ลำปาง, เจดีย์พระธาตุหริภูญไชย ลำพูน, เจดีย์วัดเจ็ดยอด(แปลกกว่าเพราะสร้างเลียนแบบพุทธคยาในประเทศอินเดีย)

สุโขทัย, เป็นยุคทองของศิลปไทย, ประติมากรรม, หมวดใหญ่(ทั่วไป), พุทธรูปแบบสุโขทัยแท้, พระพักตร์รูปไข่, พระขนงโก่ง, พระนาสิกงุ้ม, ไม่มีไรพระศก, พระโอษฐ์อมยิ้ม, รัศมีเป็นเปลว, พระอังสาใหญ่, ครองจีวรห่มเฉลียง, ชายจีวรยาวมาถึงพระนาถ ปลาบเป็นเขี้ยวตะขาบ, ปั้นองค์เล็ก งามสง่า อ่อนช้อย, ปางวิชัยนั่งขัดสมาธิ, ฐานเป็นหน้ากระดานเกลี้ยง, หมวดพุทธชินราช, พระพักตร์รูปไขค่อนข้างกลม, พระปรางค่อนข้างอวบ, พระอาการสงบเสงี่ยม, พระองค์แข็งอวบอ้วน, นิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ปลายเสมอกัน, พระพุทธชินราช วัดพระศรีันตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก, หมวดกำแพงเพชร, พระพักตร์ตอนบนกว้าง, พระหนุเสี้ยม, หมวดเบ็ดเตล็ด, อิทธิผลจากเชียงแสนมาก, รัศมีแบบดอกบัวตูม, ชายจีวรสั้น, พระนลาฎแคบ, ฐานประดับด้วยกลีบบัว, พระพิม์, พระกำแพงห้าร้อย คือพระพิม์ประทับนั่งหลายๆองค์ในแผ่นเดียวกัน, ชอบสร้างเป็น พระพุทธศากยโคดม, 4 อริยาบถ, นั่ง, นอน, ยืน, เดิน, พระพักตร์ สงบมียิ้มเล็กน้อย, ประทับนั่ง ท่าลีลา หรือไสยาสน์, ลักศณะของเศียรพระพุทธรูปที่งามที่สุด, เส้นขนานพวยพุ่งอ่อนหวานของรอยริ้วพระโอษฐ์, พระพุทธรูปที่สลักด้วยศิลา, รูปพระพุทธองค์กำลังเสด็จลงจากดาวดึงห์, ศิลปลังกา, ปูนปั้นใช้ประกดับตกแต่งอาคาร, พระพุทธบาท, สัมริด และศิลา, เครืื่องปั้นดินเผา, เชลาคอน คือน้ำยาเคลือบ, ลวดลายเขียนด้วยสีดำ, สถาปัตยกรรม, เจดีย์หรือสถูป, แบบสุโขทัยแท้, ฐานเป็นสี่เหลี่ยน สามชั้น, ยอดเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์หรือรูปดอกบัวตูม, เช่น พระเจดีย์องค์กลาง วัดเจดีย์เจ็ดแถว เมืองศรีสัชชนาลัย, ทรงกลมแบบลังกา, พระเจดีย์ วัดช้างล้อม เมืองศรีสัชชนาลัย, แบบศวีวิชัย, ฐานสูงทำเป็นสี่เหลี่ยม, มีเจดีย์องค์เล็กประกอบอยู่ที่มุม, อาคารทางศาสนา, กำแพงสร้างด้วยศิลาแลง, หลัวคาชั้นเดียว, เครื่องมุงหลังคาใช้กระเบื้องดินเผาเคลือบหน้ามัน, ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นเอกษ์ลักษณ์ของแบบสุโขทัย, เสาทำด้วยศิลาแลงทั้งสิ้น, จิตรกรรม, ภาพเขียนผนัง, วัดเจดีย์เจ็ดแถว, สีเอกรงค์, สีขาว สีแดง สีเหลือง สีดำ, ดินและยางไม้

อู่ทอง, ประติมากรรม, มีไรพระศก(สุโขทัย), สังฆาฏิยาวตัดเป็นเส้นตรง, นั่งขัดสมาธิราบ, ปางมารวิชัย, ฐานหน้ากระดานแอ่นเป็นร่องเข้าข้างใน(อู่ทอง), มีรัศมีเป็นรูปบัวตูม(ทวาราวดี), รัศมีเป็นเปลว(ขอม), สถาปัตยกรรม, เจดีย์ทรงกลม, ศิลปสุโขทัยกับศรีวิชัยผสมกัน, พระมหาธาตุ ชัยนาท, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี, ศิลปทวาราวดีผสมกับขอม ตอนปลายมีศิลปสุโขทัยผสมด้วย

อยุธยา, เป็นการรวมศิลปสมัยต่างๆเข้าด้วยกัน ทวาราวดี ศรีวิชัย ลพบุรี อู่ทอง สุโขทัย, ประติมากรรม, ช่วงแรก เหมืือนอู่ทอง, หลังจากประกัมพูชาได้, ศิลาทราย, พระแตรและพระโอษฐ์เป็นขอบสองชั้น, พระมัสสุเล็กๆอยู่เหนือพระโอษฐ์, ตอนปลาย, แบบราชาธิราช, เอกลักษณ์อยุธยาแท้, ปางประทานอภัย, จิตรกรรม, ยุคแรก, วาดลงบนปูนเปียก, สีเอกรงค์, องค์พระปรางค์วัดราชบูรณะ อยุธยา, สมัยตอนกลาง, เขียนภาพซ้ำ เป็นแนวขนาน, สมัยตอนปลาย, เจริญสูงสุด, ภาพเหมือน, ภาพทิวทัศน์, มีสีเพิ่ม เขียว ฟ้า ม่วง, ศิลปจีน, ผนังพระอุโบสทวัดใหญ่สุวรรณราม, วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ นครศรีอยุธยา, สถาปัตยกรรม, สมัยพระเจ้าอู่ทอง, ศิลปแบบลพบุรี, วัดพุทไธสวรรค์, วัดพระราม, วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ, วัดราชบูรณะ, สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ, ศิลปแบบสุโขทัย, พระเจดีย์เป็นทรงลังกา, พระเจดีย์ใหญ่สามองค์ วัดพระศรีสรรเพชรญ์, พระเจดีย์ใหญ่ วัดชัยมงคล, พระเจ้าปราสาททอง, เจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสอง, วัดชุมพลนิกายาราม อำเภอบางประอิน นครศรีอยุธยา, สมเด็จพระบรมโกศ, เจดีย์แบบย่อมุมไม้สิบสอง, ทำฐานและหลังคาเป็นเส้นโค้งแบบสำเภาหรือตกท้องช้าง, เป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมอยุธยา, ผนังก่ออิฐและเจาะเป็นช่องๆ, เสากลมและแปดเหลี่ยมก่อด้วยอิฐมีบัวตูมเป็นหัวเสา, ไม่นิยาสร้างให้มีชายคายืนออกมาจากหัวเสามากนัก

ประณีตศิลป์, การจำหลักไม้ การเขียนลายรดน้ำและการประกับมุก, ลายจำหลัก, หน้าบันของพระอุโบสทวัดพระเมรุ พระนครศรีอยุธยา, รูปพระนารายณ์ทรงครุฑ, ปานประตูศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณราม เพชรบุรี, ลายรดน้ำ, ใช้ในการตกแต่งสิ่งของให้สวยงามยิ่งขึ้น, ลายครูวัดเชิงหวาย (ตกแต่งตู้ใส่หนังสือพระธรรม), เครื่องถ้วยชาม, ระบายสี, เครื่องเบญจรงค์, เขียนด้วยสีทอง, เครื่องน้ำทองลายทอง, สมัยอยุธยาตอนปลายเป็นยุคที่เจริญที่สุด

รัตนโกสินทร์, ประติมากรรม, รัชกาลที่ 1,2,3, ไม่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้นใหม่, ย้ายพระพุทธรูป, พระศรีศากยมุณี วัดพระธาตุ สุโขทัย ย้ายไป วัดสุทัศน์เทพวราราม, ส่วมากที่ย้ายมาเป็นแบบ ศิลปสุโขทัย, ถ้ามีการสร้างพระพุทธรูป, เน้นเครื่องประดับองค์มากกว่าทรวดทรงและสีพระพักตร์, รัชกาลที่ 4, คิดแบบพระพุทธรูปขึ้นใหม่, ไม่มีเกตุมาลา, จีวรเป็นริ้ว, เช่น, พระพุทธสิหิงค์ปฏิมากร วัดราชประดิษฐ์, รัชกาลที่ 5 กับ 6, นิยมสร้างให้เหมือนมนุษย์มากขึ้น, เช่น, พระพุทธรูปขอฝน, พระไสยาสน์ วัดราชาธิวาส, รัชกาลที่ 6, ตั้งกรมศิลปากร, ตั้งร.ร. เพาะช่าง, จิตรกรรม, ภาพเขียน หรือ จิตรกรรมฝาผนัง, รัชากาลที่ 1, ภาพพุทธประวัติ(ทศชาติ), เช่น, พระที่นั่งพุทโธสวรรค์(เก่าที่สุด), วัดระฆังโฆสิตาราม, วัดสุวรรณาราม, วัดดุสิตาราม, รัชกาลที่ 3, เป็นยุคทองของจิตรกรรม, เช่น, พระอุโบสทและวิหาร วัดสุทัศน์เทพวราราม, วัดทองธรรมชาติ, วัดบางขุนเทียนนอก, รัชกาลที่ 4 - 6, ใช้ perspective แสดงความลึก มิติ, เช่น, ขรัวอินโข่ง วัดบวรนิเวศ, รัชกาลที่ 6, ร่วมกับช่างอิตาลี, เช่น, ภาพพระราขกรณียกิจของร5 ภายในโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม, รัชกาลที่ 7 - 9, บูรณภาพเขียนวัดพระศรีรัตนศาสดาราม, สถาปัตยกรรม, รัชกาลที่ 1, นิยมสร้าง โบสถ์ วิหาร ปราสาท ราชวัง, แบบอยุธยา, เช่น, การสร้างอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม, รัชกาลที่ 2, สร้างพระปรางค์ วัดอรุณฯ (เสร็จใน ร3) เป็นพระปรางค์ที่สวยที่สุด, รัชกาลที่ 3, สร้างคล้ายแบบจีน, ไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์, เช่น, วัดเทพธิดาราม, วัดเฉลิมพระเกียรติ, รัชกาลที่ 4, มีการสร้างวัดแต่การจำลองแบบมาจากวัดต่างๆ, เช่น, วัดพระเชตุพน มาจาก พระเจดีย์สุริโยทัย, พระรัตนเจดีย์ มาจาก มหาสถูปวัดพระศรีสรรเพชญ์, รัชกาลที่ 5, สร้างวัด, วัดพระเทพศิรินทราวาส, วัดราชบพิตร, วัดเบญจมบพิตร(หินอ่อน), สร้างอาคารแบบฝรั่ง, พระที่นั่งมหาจักรีมหาปราสาท, พระที่นั่งไอสวรรค์ทิพยอาสน์(เป้นเอกลักษณ์ของไทยแท้)

บทที่ 7 ศิลปะประจักษ์พยานทางวัฒนธรรม