การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเลือกตั้ง (ตามระบอบประชาธิปไตย) ไม่ได้เป็นบทบาทสำคัญของสหประชาชาติ

Track and organize your meetings within your company

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเลือกตั้ง (ตามระบอบประชาธิปไตย) ไม่ได้เป็นบทบาทสำคัญของสหประชาชาติ by Mind Map: การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเลือกตั้ง (ตามระบอบประชาธิปไตย) ไม่ได้เป็นบทบาทสำคัญของสหประชาชาติ

1. องค์กรในสหประชาชาติ

1.1. สหประชาชาติ ประกอบด้วยองค์กรหลัก 7 องค์กร คือ

1.2. ส่วนที่เป็นกองกำลัง

1.2.1. ปฏิบัติการรักษาสันติภาพในกรอบของสหประชาชาติ (United Nations Peacekeeping Operations)

1.2.1.1. ปฏิบัติการรักษาสันติภาพเป็นหนึ่งในมาตรการของสหประชาชาติที่จะธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ แต่เนื่องจากเป็นมาตรการที่กำหนดขึ้นภายหลังการก่อตั้งสหประชาชาติ จึงไม่มีระบุไว้ในกฎบัตรฯ ดังนั้น ความหมายและขอบเขตอำนาจหน้าที่จึงเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของรูปแบบความขัดแย้ง พิจารณาเป็นรายกรณี

1.2.1.2. ช่วงก่อนการสิ้นสุดของสงครามเย็น บทบาท/ภาระหน้าที่ของปฏิบัติการรักษาสันติภาพจำกัดเพียง เฉพาะทางด้านทหารในการตรวจสอบ/ตรวจตรา/และรายงานการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว การจัดตั้งและกำหนดอาณัติขอบเขตจึงเป็นปฏิบัติการตามหมวดที่ 6 ของกฎบัตรฯ ว่าด้วยการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี โดยยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การได้รับความยินยอม (consent) จากประเทศที่เกี่ยวข้อง การไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (impartiality) และการไม่ใช้กำลัง ยกเว้นกรณีป้องกันตัว (non-use of force)

1.2.1.3. ตั้งแต่ยุคหลังสงครามเย็น รูปแบบของความขัดแย้งได้เปลี่ยนไป โดยสาเหตุของความขัดแย้งมิได้จำกัดเฉพาะระหว่างรัฐต่อรัฐ แต่บ่อยครั้งที่เกิดจากปัญหาภายในประเทศ อาทิ ความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ/ศาสนา การละเมิดสิทธิมนุษยชน การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งความขัดแย้งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้านโดยตรง อาทิ ปัญหาผู้อพยพ

2. พิจารณาจาก กฎบัตรสหประชาชาติ

2.1. องค์การสหประชาชาติ ( The United Nations ) ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งเพื่อประชาธิปไตยโดยหลักเเต่เป็นเรื่องหนึ่งในสี่ของความมุ่งประสงค์ ของ UN ในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

2.1.1. หมวดที่ 1 ความมุ่งประสงค์และหลักการ ข้อ1

2.1.1.1. การธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

2.1.1.1.1. หมวดที่ 7 ว่าด้วยการดำเนินการเพื่อระงับภัยคุกคามต่อสันติภาพ การละเมิดสันติภาพหรือการกระทำในลักษณะรุกราน (Chapter VII : Action with Respect to Threats to the Peace, Breaches of the Peace, and Acts of Aggression : ข้อ 39-51 )

2.1.1.1.2. หมวดที่ 6 ว่าด้วยการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี (Chapter VI : Pacific Settlement of Disputes : ข้อ 33-38)

2.1.1.2. การส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประชากรโลก ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

2.1.1.3. การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน

2.1.1.4. การเคารพในหลักความยุติธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ

2.2. กฎบัตรสหประชาชาติ

2.2.1. :: กฎบัตรสหประชาชาติ :: บทนิยาม ข้อ 1 :: หมวดที่1 ความมุ่งประสงค์และหลักการ ข้อ 1-2 :: หมวดที่2 สมาชิกภาพ ข้อ 3-6 :: หมวดที่3 องค์กร ข้อ 7-8 :: หมวดที่4 สมัชชา ข้อ 9-22 :: หมวดที่5 คณะมนตรีความมั่นคง องค์ประกอบ ข้อ 23-32 :: หมวดที่6 การระงับกรณีพิพาทโดยสันติ ข้อ 33-38 :: หมวดที่7 การดำเนินการเกี่ยวกับการคุกคามต่อสันติภาพการละเมิดสันติภาพและการกระทำการรุกราน ข้อ 39-51 :: หมวดที่8 ข้อตกลงส่วนภูมิภาค ข้อ 52-54 :: หมวดที่9 ความร่วมมือระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ และสังคม ข้อ 55-60 :: หมวดที่10 คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคม องค์ประกอบ ข้อ 61-72 :: หมวดที่11 ปฏิญญาว่าด้วยดินแดนที่ยังมิได้ปกครองตนเอง ข้อ 73-74 :: หมวดที่12 ระบบภาวะทรัสตีระหว่างประเทศ ข้อ 75-85 :: หมวดที่13 คณะมนตรีภาวะทรัสตี องค์ประกอบ ข้อ 86-91 :: หมวดที่14 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ข้อ 92-96 :: หมวดที่15 สำนักเลขาธิการ ข้อ 97-101 :: หมวดที่16 บทเบ็ดเตล็ด ข้อ 102-105 :: หมวดที่17 ข้อตกลงเฉพาะกาลเกี่ยวกับความมั่นคง ข้อ 106-107 :: หมวดที่18 การแก้ไข ข้อ 108-109 :: หมวดที่19 การสัตยาบันและการลงนาม ข้อ 110-111

3. ข้อเสียของประชาธิปไตย

3.1. การวิพากษ์วิจารณ์ประชาธิปไตย[แก้] นักเศรษฐศาสตร์นับตั้งแต่มิลตัน ฟรีดแมน ได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพของระบอบประชาธิปไตยอย่างรุนแรง เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยเป็นการกล่าวอ้างถึงผู้ลงคะแนนเสียงโดยปราศจากเหตุผล เขายกเหตุผลว่า ผู้ที่ไปลงคะแนนเสียงนั้นไม่ได้รับทราบถึงประเด็นทางการเมืองในหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ และมีอคติอย่างรุนแรงเกี่ยวกับประเด็นส่วนน้อยที่ประชาชนสามารถทราบได้ ยกตัวอย่างเช่น สมาชิกของสหภาพแรงงานมักจะได้รับทราบถึงนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งสมาชิกของสหภาพแรงงานก็จะพยายามให้มีการผ่านกฎหมายเพื่อเป็นประโยชน์กับสหภาพแรงงานเอง แต่ไม่ครอบคลุมไปถึงประชากรทั้งหมด ผลที่เกิดขึ้น คือ นักการเมืองไม่อาจเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชนเลย นักเศรษฐศาสตร์จากเมืองชิคาโก โดนัลด์ วิทท์แมน ได้เขียนผลงานหลายเรื่องในความพยายามที่จะตอบโต้กับมุมมองทั่วไปกับเพื่อนร่วมงานของเขา โดยเขาได้โต้แย้งว่า ประสิทธิภาพของประชาธิปไตยนั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ลงคะแนนเสียงที่มีเหตุมีผล การเลือกตั้งเสรี และมีมูลค่าธุรกิจการเมืองอยู่ในระดับต่ำ นักเศรษฐศาสตร์ ไบรอัน แคปแลน ได้โต้แย้งว่า ในขณะที่วิทท์แมนได้ให้ความคิดเห็นอย่างรุนแรงสองข้อสุดท้ายนั้น เขาไม่อาจข้ามพ้นชัยชนะของผู้ลงคะแนนเสียงที่ไม่มีเหตุผลได้ ซึ่งอาจสรุปได้ว่า ปัญหาของระบอบประชาธิปไตยมิใช่การขาดแคลนข้อมูลเพียงเท่านั้น แต่เหล่าผู้ลงคะแนนเสียงตีความอย่างไม่ถูกต้อง และตัดสินข้อมูลที่พวกเขาไม่เคยรู้[63] นอกจากนี้ ยังมีคนบางกลุ่มที่โต้แย้งว่า ผู้ลงคะแนนเสียงอาจไม่ได้รับการศึกษามากเพียงพอที่จะใช้สิทธิ์ทางการเมืองของตน พลเมืองที่มีสติปัญญาน้อยอาจไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง โดยในปัจจุบันนี้ ข้อโต้แย้งดังกล่าวได้รับการพิจารณาเพิ่มขึ้นโดยผู้สนับสนุนประชาธิปไตย อันเป็นความพยายามที่จะรักษาหรือฟื้นฟูการปกครองโดยลำดับชั้นตามประเพณีดั้งเดิม ในความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงไปสู่การปกครองแบบเอกาธิปไตย และได้มีการขยายแนวคิดนี้ออกไปอีก หนึ่งในความไม่ลงรอยกันระหว่างทั้งสองฝ่าย คือ ประชาธิปไตยอาจจะเป็นการให้ท้ายกับประโยชน์ของพลเมืองระดับพิเศษ ดังที่พลเมืองสามัญได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในภาคการเมืองของประเทศ และจะมีอิทธิพลโดยตรงต่อผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล ผ่านทางกระบวนการเลือกตั้ง การรณรงค์หาเสียงและการใช้สื่อ ผลของนโยบายรัฐบาลอาจจะได้รับอิทธิพลจากความคิดเห็นของผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญมากกว่า และด้วยเหตุนั้น ประชาธิปไตยจึงเสียประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนโยบายนั้นมีความสลับซับซ้อน หรือการประกาศให้มวลชนได้รับทราบอย่างไม่เพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น ไม่มีการให้การรับรองใด ๆ ว่าผู้ที่ทำการรณรงค์เกี่ยวกับนโยบายด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นนักเศรษฐศาสตร์อาชีพ หรือมีส่วนในวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยไม่พิจารณาถึงว่าบุคคลนั้นได้รับการศึกษามาอย่างเพียงพอหรือไม่ นอกเหนือจากนั้น นักรัฐศาสตร์บางคนได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับเจตนาของประชาธิปไตยว่าเป็น "ความดีอันมิอาจโต้แย้ง"[64] โดยถ้าหากว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับคำจำกัดความของประชาธิปไตยว่าเป็นการปกครองโดยให้ความสำคัญกับความต้องการของเสียงข้างมาก ก็อาจจะเกิดผลกระทบในทางลบจากการปกครองรูปแบบดังกล่าวได้ ยกตัวอย่างเช่น เฟียร์ลเบคได้ชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นกลางอันเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอาจตัดสินใจกระจายความมั่งคั่งให้กับผู้ที่ตนเห็นว่าจะสามารถลงทุนหรือเพิ่มมูลค่าของความมั่งคั่งนั้นได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันในประเทศ หรือแม้กระทั่งการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ เฟียร์ลเบคยังได้ชี้ให้เห็นอีกว่า ผลของการกระทำดังกล่าวนั่นไม่ใช่เป็นเพราะความล้มเหลวของกระบวนการประชาธิปไตย แต่เป็นเพราะ ประชาธิปไตยตอบรับความปรารถนาของกลุ่มชนชั้นกลางจำนวนมากที่เพิ่มขึ้น โดยไม่คำนึงถึงเสียงของกลุ่มคนที่อยู่ชายขอบทางเศรษฐกิจภายในประเทศของตน[65] ข้อวิจารณ์ดังกล่าวสรุปให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่ผลประโยชน์อันดีที่สุดของพลเมืองทั้งหมดภายในประเทศ หรือไม่เป็นประโยชน์ในอนาคตของประเทศแต่อย่างใด[66]

3.2. การขาดความมีส่วนร่วมในการปกครองของประชาชน[แก้] นักทฤษฎีบางคนกล่าวว่า ประชาชนในปัจจุบันนี้ได้เห็นเพียงแต่ภาพลวงตาของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากพวกเขาไม่สามารถจับต้องการทำงานของรัฐบาลได้อย่างแท้จริง ประชาชนเหล่านั้นได้แต่หวังว่าผู้แทนที่ตนเลือกเข้าไปนั้นจะทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้[67][68] และการจัดตั้งรัฐบาลในบางครั้งก็ได้รับเลือกเข้ามาจากเสียงข้างน้อย[69] รวมไปถึง แนวคิดการเลือกผู้แทนเข้ามาทำหน้าที่แทนตนในการทำงานของรัฐ ซึ่งไม่ได้มีตัวเลือกที่มากนัก และพบว่าผู้ลงคะแนนเสียงมีอิทธิพลน้อยมาก และอาจจะละเลยประเด็นปัญหาทางการเมือง ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กลุ่มผลประโยชน์ได้ประโยชน์ต่อตนเอง แต่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม[13]

3.3. การปกครองโดยฝูงชน[แก้] เพลโตได้เขียนแนวคิดของเขาในหนังสืออุตมรัฐ ซึ่งนำเสนอมุมมองด้านลบของประชาธิปไตย ผ่านทางการบรรยายของโสกราตีส: "ประชาธิปไตยเป็นรูปแบบของรัฐอันมีเสน่ห์ เต็มไปด้วยความแตกต่างและความไม่มีระเบียบ และจัดให้สิ่งที่เท่าเทียมกันและสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกันเป็นอย่างเดียวกัน"[70] เพลโตได้กล่าวถึงรูปแบบการปกครอง 5 อย่างในงานเขียนของเขาเรียงลำดับจากดีที่สุดไปยังเลวที่สุด เพลโตได้โต้แย้งว่าคัลลิโปลิส ซึ่งนำโดยนักปราชญ์ชนชั้นสูงนั้นเป็นรูปแบบของรัฐบาลอันมีความยุติธรรม ส่วนรูปแบบการปกครองแบบอื่นนั้นมุ่งเน้นไปยังคุณธรรมชั้นต่ำกว่า เริ่มจาก เกียรติยาธิปไตย ซึ่งเชิดชูคุณค่าของเกียรติยศ ตามด้วย คณาธิปไตย ซึ่งเชิดชูคุณค่าของความมั่งคั่ง และตามด้วยประชาธิปไตย ในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เหล่าผู้มีอำนาจหรือพ่อค้าไม่สามารถใช้อำนาจของตนได้อย่างเต็มที่ และประชาชนรับเอาอำนาจไปทั้งหมด โดยการเลือกตั้งใครบางคนขึ้นมาตามความปรารถนาของตน โดยพิธีการอันสุรุ่ยสุร่าย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้มอบเสรีภาพให้กับประชาชนมากเกินไป และกลายเป็นความเลวทรามของการปกครองในระบอบทรราชหรือการปกครองโดยฝูงชน เหล่าบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกามีเจตนาที่จะบรรจุข้อวิจารณ์นี้รวมกับแนวคิดสาธารณรัฐนิยม ซึ่งรัฐธรรมนูญจะสามารถจำกัดอำนาจที่คนส่วนใหญ่จะสามารถบรรลุได้[7

4. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

4.1. Universal Declaration of Human Rights หรือ UDHR คือการประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญในการวางกรอบเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และเป็นเอกสารหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ให้การรับรองตามข้อมติที่ 217 A (III) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948) โดยประเทศไทยออกเสียงสนับสนุน

4.2. ความเชื่อมโยงระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนได้รับการบันทึกไว้ในข้อ 21 (3) ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งระบุว่า: "เจตจำนงของประชาชนจะเป็นพื้นฐานของอำนาจของรัฐบาลนี้จะต้องแสดงในการเลือกตั้งเป็นระยะและเป็นของแท้ซึ่งจะได้รับการเลือกตั้งโดยทั่วไปและเท่าเทียมกันและจะต้องมีการลงคะแนนลับหรือตามขั้นตอนการลงคะแนนฟรีที่เท่าเทียมกัน "

4.3. ความเชื่อมโยงระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนได้รับการบันทึกไว้ในข้อ 21 (3) ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนซึ่งระบุว่า: "เจตจำนงของประชาชนจะเป็นพื้นฐานของอำนาจของรัฐบาลนี้จะต้องแสดงในการเลือกตั้งเป็นระยะและเป็นของแท้ซึ่งจะได้รับการเลือกตั้งโดยทั่วไปและเท่าเทียมกันและจะต้องมีการลงคะแนนลับหรือตามขั้นตอนการลงคะแนนฟรีที่เท่าเทียมกัน "