ความผิดปกติทางระบบทางเดินปัสสาวะของเด็ก

Comienza Ya. Es Gratis
ó regístrate con tu dirección de correo electrónico
Rocket clouds
ความผิดปกติทางระบบทางเดินปัสสาวะของเด็ก por Mind Map: ความผิดปกติทางระบบทางเดินปัสสาวะของเด็ก

1. phimosis

1.1. อาการ

1.1.1. ปลายองคชาตและหนังหุ้มปลายองคชาต

1.1.2. อักเสบ ทำให้มีอาการบวมแดงและรู้สึกเจ็บปวด

1.1.3. ปัสสาวะไม่ออกหรือปัสสาวะลำบาก

1.1.4. รู้สึกเจ็บปวดขณะปัสสาวะ

1.1.5. รู้สึกเจ็บปวดเมื่อองคชาตแข็งตัว

1.2. การวินิจฉัย

1.2.1. มีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปัสสาวะลำบาก หรือรู้สึกเจ็บปวดบริเวณองคชาต

1.3. การรักษา

1.3.1. ขึ้นอยู่ความรุนแรงของอาการ รวมถึงอายุของผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยเด็กที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ร่วมด้วย แพทย์อาจแนะนำให้เข้ารับการขลิบหนังหุ้มปลายซึ่งเป็นการผ่าตัดนำหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออก

1.4. สาเหตุ

1.4.1. ยังไม่ทราบสาเหตุของภาวะหนังหุ้มปลายองคชาติตีบตั้งแต่แรกเกิดที่แน่ชัด ส่วนที่เกิดขึ้นตอนโตนั้นอาจมาจากการติดเชื้อบริเวณปลายองคชาตหรือผิวหนังหุ้มปลายองคชาต หรือการเกิดเนื้อเยื่อแผลเป็นบริเวณองคชาตที่ทำให้ผิวหนังสูญเสียความยืดหยุ่นและแข็งกระด้าง

2. UTI

2.1. อาการ

2.1.1. ปวดหรือแสบขณะปัสสาวะ ต้องการปัสสาวะแบบปัจจุบันทันด่วน (กลั้นปัสสาวะไม่อยู่)

2.1.2. ปวดหลังหรือท้อง

2.1.3. ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ

2.1.4. ไม่สบายตัว

2.2. กรรักษา

2.2.1. ดูแลสุขอนามัยส่วนตัวให้ดี อาบน้ำเป็นประจำทุกวัน ล้างทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นและในการทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นหลังการเข้าห้องน้ำ ต้องเช็ดทำความสะอาดจากด้านหน้าไปทางด้านหลังทุกครั้งเพราะการติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะโดยมากมักเกิดจากแบคทีเรียบริเวณทวารหนักที่มาสัมผัสกับท่อปัสสาวะ

2.2.2. ห้ามกลั้นปัสสาวะ เข้าห้องน้ำทันทีที่จำเป็น

2.2.3. สวนล้างกระเพาะปัสสาวะหลังการมีเพศสัมพันธ์ วิธีการนี้จะช่วยขจัดแบคทีเรียรอบๆ ท่อปัสสาวะ

2.2.4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่ออาการท้องผูกโดยการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงและดื่มน้ำตลอดทั้งวัน

2.2.5. ดื่มน้ำแครนเบอร์รี่เพราะคุณประโยชน์จากแครนเบอร์รี่ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปน้ำหรือเม็ด จะช่วยเพิ่มความสามารถของร่างกายในการป้องกันการติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะ (UTI)

2.3. สาเหตุ

2.3.1. แบคทีเรียที่เข้าสู่ท่อไต

2.3.2. ระคายเคืองจากการมีเพศสัมพันธ์เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อบริเวณทางเดินปัสสาวะ ในเพศชาย การติดเชื้อดังกล่าวอาจเกิดจากการที่ท่อปัสสาวะหดตัว ประวัติการติดเชื้อจากโรคติดต่อทางเพศในอดีต โรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือปัญหาที่เกิดจากต่อมลูกหมาก

3. Acute glomeronephritis

3.1. สาเหตุ

3.1.1. ไตอักเสบเกิดขึ้นได้จากหลากหลายสาเหตุ อาจเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์ หรือบางครั้งอาจไม่มีสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยบางประการที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบในหน่วยไตได้

3.2. อาการ

3.2.1. การปนเปื้อนของเซลล์เม็ดเลือดแดงในน้ำปัสสาวะ (Hematuria) จนกลายเป็นสีชมพู หรือสีโคล่า

3.2.2. เกิดอาการบวมน้ำที่บริเวณใบหน้า มือ เท้า หรือท้อง

3.2.3. มีความดันเลือดสูง

3.2.4. ปัสสาวะเป็นฟองเนื่องจากมีโปรตีนส่วนเกินปนออกมาในปัสสาวะ

3.2.5. อาการที่ปรากฏตามร่างกาย เช่น อ่อนล้า เหนื่อย เพลีย ปวดข้อ เป็นผื่นคัน หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

3.3. กรรักษา

3.3.1. โรคไตอักเสบเกิดจากหลากหลายเหตุปัจจัย เช่นในกรณีการติดเชื้อสเตร็ปโตค็อกคัสในลำคอที่ส่งผลให้เกิดโรคไตอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องรับการรักษาที่ต้นเหตุเพราะในกรณีนี้อาจหายเองได้ การรักษาผู้ป่วยโรคไตอักเสบมักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยไตอักเสบที่เป็นผลจากการติดเชื้อทางระบบภูมิคุ้มกัน หรือโรคความดันโลหิตสูง เพราะเหตุนี้วิธีการรักษาผู้ป่วยโรคไตอักเสบจึงแตกต่างกันไปในแต่ละกรณีปัจจัยก่อโรค

3.3.2. การรักษาดูแลรักษาตนเองเบื้องต้น

3.3.2.1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ซึ่งช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ งดอาหารรสเค็ม หรืองดเครื่องดื่มที่มีส่วนประกอบของโพแทสเซียมจำนวนมาก

3.3.2.2. ผู้ที่สูบบุหรี่ควรงดหรือเลิกบุหรี่ เพราะว่าการงดสูบบุหรี่ช่วยชะลอการเติบโตของโรคที่เกิดจากการอักเสบของไตได้ อีกทั้งยังลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างโรคหัวใจด้วย

3.3.3. การรักษาในระดับที่รุนแรง

3.3.3.1. การรักษาด้วยการใช้ยาในกลุ่มยากดภูมิต้านทาน

3.3.3.2. การรักษาด้วยยาขับปัสสาวะ

3.3.3.3. การรักษาความดันโลหิตสูง

3.3.3.4. การรักษาภาวะคอเลสเตอรอลสูง

3.3.3.5. การรักษาโดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำเหลือง

3.3.3.6. การรักษาโรคไตเรื้อรังและโรคไตวาย

3.3.3.7. การใช้วัคซีน

3.4. การวินิจฉัย

3.4.1. การตรวจปัสสาวะ แพทย์จะนำผลตรวจของผู้ป่วยซึ่งแสดงจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ปะปนมากับน้ำปัสสาวะมาหาความผิดปกติของหน่วยไต ในขณะเดียวกัน อาจพบเซลล์เม็ดเลือดขาวในผลตรวจ

3.4.2. การตรวจเลือด เป็นการตรวจระดับของเสียที่ปะปนมากับเลือด เช่น การตรวจหาค่าระดับครีเอตินิน (Creatinine) หรือการตรวจหาค่าระดับยูเรียไนโตรเจนในเลือด (Blood Urea Nitrogen: BUN)

3.4.3. การวินิจฉัยผ่านการเจาะเก็บเนื้อเยื่อไต (Kidney Biopsy) แพทย์จะใช้เครื่องมือเข็มตัดเอาชิ้นเนื้อเยื่อไตมาส่องตรวจผ่านกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุของการอักเสบที่แน่ชัด

4. Nephrotic sysdrom

4.1. อาการ

4.1.1. มีอาการบวมบริเวณรอบดวงตา ท้อง แขน ขา ข้อเท้า และเท้า

4.1.2. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

4.1.3. ปัสสาวะเป็นฟอง

4.1.4. ปวดปัสสาวะน้อยมาก

4.1.5. อ่อนเพลีย

4.1.6. เบ่ื่ออาหาร

4.1.7. ท้องเสีย

4.2. สาเหตุ

4.2.1. ความบกพร่องทางพันธุกรรม หรืออาจเกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ

4.2.2. พบบ่อยในเด็กเล็ก แต่เมื่อตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบความผิดปกติน้อยมาก

4.2.3. มาจากบางโรค เช่น โรคไวรัสตับอักเสบ บี ฃโรคมาลาเรีย และโรคมะเร็ง เป็นต้น

4.2.4. โรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เพราะโรคนี้อาจส่งผลกระทบต่อไตอย่างร้ายแรงได้

4.3. การรักษา

4.3.1. การรักษาอาการ Nephrotic Syndrome นั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุ โดยกระบวนการรักษาหลัก คือ การรักษาด้วยยา ซึ่งแพทย์จะใช้ยารักษาตามอาการ

4.3.2. หากอาการของผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือมีอาการป่วยที่รุนแรงมาก อาจต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อฉีดโปรตีนอัลบูมินเข้าหลอดเลือดดำ และอาจต้องได้รับการฟอกไตเพื่อกำจัดของเสียที่สะสมอยู่ในเลือดออกไป

4.4. การวินิจฉัย

4.4.1. สอบถามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้น ตรวจประวัติการเจ็บป่วย ตรวจร่างกาย และตรวจปัสสาวะโดยเก็บตัวอย่างปัสสาวะใน 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจปริมาณของโปรตีนที่ปนอยู่ในน้ำปัสสาวะ

4.4.2. ตรวจเลือดเพื่อหาระดับโปรตีนในเลือดด้วย นอกจากนี้ แพทย์อาจต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อไปส่งตรวจ

5. ESRD ไตวายเรื้อรัง

5.1. อาการ

5.1.1. น้ำหนักเพิ่ม

5.1.2. เหนื่อยง่าย

5.1.3. มีรอยจ้ำเลือดที่ผิวหนังได้ง่าย

5.1.4. หายใจเร็ว ลมหายใจมีกลิ่นแอมโมเนีย

5.1.5. คลื่นไส้ อาเจียน

5.1.6. อาจมีอาการท้องผูก ท้องเสีย

5.1.7. สับสน กล้ามเนื้อเกร็ง เป็นตะคริว

5.1.8. บวมที่เท้า มือ ซีด อ่อนเพลีย

5.2. การวินิจฉัย

5.2.1. มีอาการบวม ตรวจหาระดับครีอะตินินพบว่าสูง ตรวจเลือดหาอิเล็กโทรไลต์ ตรวจหาจำนวนเม็ดเลือด (Complete blood count; CBC) Uric acid, Blood urea nitrogen (BUN) สูง การถ่ายภาพรังสีพบว่าไตมีขนาดเล็กลง เจาะเนื้อไตเพื่อดูพยาธิสภาพ

5.3. การรักษา

5.3.1. จำกัดอาหารโปรตีน อาหารที่มีโปแตสเซียม จำกัดน้ำดื่ม การได้รับอาหารที่มีโปแตสเซียมที่มีคุณค่าสูง ยาลดความดันเลือด จำกัดเกลือ ให้ยาขับปัสสาวะ ยากระตุ้นการบีบตัวของหัวใจ เช่น Digoxin หรือทำ Hemodialysis, Continuous ambulatory peritoneal dialysis (CAPD), Peritoneal dialysis หรืออาจต้องทำ Renal transplantation

5.4. สาเหตุ

5.4.1. เกิดจากความผิดปกติที่ไต เช่น มีอาการอักเสบที่ไต จากโรคต่างๆ เช่น SLE, Scleroderma, Polyarteritis nodosa เบาหวาน Hypertension นิ่วในไต และอาจเกิดจากการอุดตันของทางเดินปัสสาวะ เช่น เนื้องอกของต่อมลูกหมากและกระเพาะปัสสาวะ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ถ่ายปัสสาวะไม่ออกเนื่องจากมีการอุดตันในหลอดปัสสาวะ (Urethral Obstruction)

6. Pyrlcnephritis

6.1. สาเหตุ

6.1.1. การติดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E. Coli) ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การอักเสบต่อเนื่องของกระเพาะปัสสาวะหรือท่อปัสสาวะ การอุดตันของทางเดินปัสสาวะ บางกรณีเชื้อแบคทีเรียอาจแพร่กระจายเข้าสู่กรวยไตผ่านทางกระแสเลือดได้ โดยเฉพาะผู้ที่ติดเชื้อในข้อเทียมหรือลิ้นหัวใจเทียม

6.2. อาการ

6.2.1. มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส รู้สึกหนาวสั่น

6.2.2. เจ็บปวดบริเวณหลังหรือสีข้าง ปวดท้อง

6.2.3. คลื่นไส้ อาเจียน

6.2.4. ปัสสาวะบ่อย รู้สึกปวดปัสสาวะตลอดเวลา เจ็บหรือแสบขณะปัสสาวะ

6.2.5. ปัสสาวะมีกลิ่นเหม็น มีสีขุ่น มีหนองหรือเลือดปนมากับปัสสาวะ

6.2.6. หากเกิดการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ อาจมีหนองหรือสารคัดหลั่งบริเวณอวัยวะเพศ

6.3. การรักษา

6.3.1. ยาปฏิชีวนะที่เจาะจงรักษาเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งหากสามารถระบุชนิดของเชื้อโรคได้ หรืออาจให้ยาปฏิชีวนะชนิดออกฤทธิ์กว้างหากไม่สามารถระบุชนิดของเชื้อแบคทีเรียได้ โดยผู้ป่วยต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง 10-14 วัน แม้อาการจะดีขึ้นภายใน 2-3 วันแรกแล้วก็ตาม ทั้งนี้ แพทย์อาจให้ตรวจปัสสาวะซ้ำหลังการรักษา เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการติดเชื้อแล้ว

6.4. การวินิจฉัย

6.4.1. การตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจหนอง เลือด หรือเชื้อแบคทีเรียที่ปะปนในปัสสาวะ หรืออาจตรวจเพาะเชื้อจากปัสสาวะ

6.4.2. การตรวจเลือด เพื่อตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ ในเลือด

6.4.3. การตรวจด้วยรังสีวิทยา แพทย์อาจวินิจฉัยโรคกรวยไตอักเสบด้วยการอัลตราซาวด์หรือเอกซเรย์ระบบทางเดินปัสสาวะ (Voiding Cystourethrogram) เพื่อตรวจหาซีสต์ เนื้องอก หรือการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะ