1. ผู้เขียน
1.1. ปีเตอร์ ลินช์ (Peter Lynch)
1.1.1. เขียนหนังสือ One up on Wall Street, Learn to Earn, Beating the Street
1.1.2. เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่เก่งกาจที่สุดในโลก และมีสไตล์การลงทุนที่ยืดหยุ่น ปรับตัวตามสถานการณ์
1.1.3. ได้เป็นผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan ตั้งแต่อายุ 33 ปี
1.1.4. ผลตอบแทนที่ทำได้ = ปีละ 29.2% ต่อเนื่องกัน 13 ปี
2. ข้อคิดสำคัญ
2.1. ความสำเร็จในตลาดหุ้นขึ้นกับ 2 อย่างเท่านั้น
2.1.1. เลือกหุ้นที่ดี มีกำไร เติบโต
2.1.2. ใจแข็งพอที่จะไม่ขายเวลาราคาหุ้นลง
2.2. อวัยวะที่สำคัญที่สุดในตลาดหุ้นไม่ใช่สมอง แต่เป็นหัวใจ
2.2.1. ถ้าคุณเห็นราคาหุ้นตกแล้วต้องขาย คุณไม่ควรลงทุนในหุ้น
2.3. ในระยะสั้น ราคาหุ้นกับผลประกอบการไม่เกี่ยวกัน แต่ในระยะยาว ราคาหุ้นจะกลับมาสะท้อนผลประกอบการ 100%
2.4. ไม่มีใครทำนายเศรษฐกิจได้แม่นยำ ดังนั้นช่างมัน แล้วโฟกัสเฉพาะหุ้นตัวที่คุณซื้อ
2.4.1. จะซื้อหรือขายหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจ แต่ขึ้นกับว่าหุ้นของคุณยังดีอยู่หรือเปล่า
2.5. ซื้อเฉพาะหุ้นที่คุณเข้าใจธุรกิจเท่านั้น
2.5.1. คุณควรอธิบายเป็นภาษาง่ายๆ ให้เด็กป.5 ฟังเข้าใจได้
2.6. P/E ของหุ้นไม่ควรสูงกว่า อัตราการเติบโตของบริษัท
2.7. หลีกเลี่ยงหุ้นที่คนสนใจกันเยอะๆ ให้พยายามหาหุ้นที่คนอื่นมองข้าม
2.8. ถ้าเลือกหุ้นได้ดี ยิ่งถือนานยิ่งรวย แต่ถ้าเลือกหุ้นไม่ดี ยิ่งถือนานยิ่งจน
2.9. การลงทุนต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ เราควรเข้าใจการเงินของบริษัท แต่ยังมีส่วนอื่นที่ต้องใช้ศิลปะในการประเมิน
3. จงมองระยะยาว
3.1. จงซื้อหุ้นแล้วถือให้ยาว
3.1.1. การลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทน สูงที่สุดในระยะยาว ดังนั้นซื้อหุ้นแล้วถือไว้ดีที่สุด
3.1.1.1. หุ้น > เงินฝากธนาคาร พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ และทองคำ
3.1.2. ไม่จำเป็นต้องถือทองคำหรือพันธบัตร มันจะทำให้ผลตอบแทนน้อยลงเปล่าๆ
3.1.3. ถือหุ้นให้ยาว โดยขายก็ต่อเมื่อ "หุ้นตัวนั้น" ไม่ดี แต่ไม่ต้องสนใจว่า "ตลาดหุ้น" จะขึ้นหรือจะลง
3.1.4. ที่ผ่านมา หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% ดังนั้นถ้าคุณถือหุ้นที่ดีในระยะยาว คุณจะกำไร ไม่ว่าตลาดหุ้นระยะสั้นจะเป็นอย่างไร
3.2. อย่าขายหุ้น ยกเว้นขายเพื่อไปซื้อหุ้นตัวอื่น
3.2.1. คนส่วนใหญ่ชอบ "ทำนาย" ว่าตลาดหุ้นจะเกิดวิกฤติ และขายหุ้นในจังหวะที่ผิดพลาด (ขายแล้วหุ้นขึ้น)
3.2.1.1. ในความเป็นจริง ไม่มีใครทำนายได้แม่นยำ ว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อไร
3.2.1.2. ยิ่งเราพยายามคาดเดาตลาดหุ้น เราจะยิ่งผิดพลาด เราจึงควร "ถือยาว" ไปเลยโดยไม่ต้องสนใจสภาพตลาดหุ้น
3.2.1.2.1. กองทุน Fidelity Magellan ที่ปีเตอร์ ลินช์ บริหาร ให้ผลตอบแทน 29.2% ต่อปี ต่อเนื่องกัน 13 ปี แต่คนที่ซื้อกองทุนนี้ส่วนใหญ่ขาดทุน! เพราะพวกเขาชอบขายตอนตลาดหุ้นตก (ซื้อแพงขายถูก)
3.2.2. สิ่งที่ควรทำในสถานการณ์ต่างๆ
3.2.2.1. เมื่อตลาดหุ้นขึ้นไปสูง
3.2.2.1.1. ไม่ควรขาย เพราะหุ้นอาจขึ้นต่อ
3.2.2.2. เมื่อตลาดหุ้นเกิดฟองสบู่
3.2.2.2.1. ไม่ควรขาย เพราะฟองสบู่อาจ อยู่นานกว่าที่คุณคิด คุณอาจพลาดกำไรก้อนโต
3.2.2.3. เมื่อตลาดหุ้นตกหนัก
3.2.2.3.1. ไม่ควรขาย เพราะหุ้นลงมาเยอะแล้ว ให้ถือต่อเดี๋ยวก็ขึ้น
3.2.2.4. สรุป
3.2.2.4.1. ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไรก็ไม่ควรขาย เราควรขายก็ต่อเมื่อ "หุ้นตัวนั้น" ไม่ดี โดยไม่ต้องสนใจ "ตลาดหุ้น"
3.3. อวัยวะที่สำคัญที่สุดในการลงทุน ไม่ใช่สมอง แต่เป็นหัวใจ
3.3.1. การลงทุนไม่ต้องการคนเก่ง แต่การลงทุนต้องการจิตใจที่เข้มแข็ง
3.3.1.1. คนธรรมดาทุกคนเก่งพอจะลงทุนได้อยู่แล้ว ที่ยากอยู่ที่ว่าจิตใจไหวไหมต่างหาก
3.3.2. ตลาดหุ้นตกหนักประจำ อย่าคิดมาก
3.3.2.1. มันเป็นธรรมชาติ
3.3.3. คุณต้องใจแข็งพอจะไม่ขายหุ้น เวลาที่หุ้นตกหนัก
3.3.3.1. ถามตัวเองว่าจะขายไหมถ้าหุ้นลง 10%? หรือถ้าหุ้นลง 20%? ถ้าคุณตอบว่า "ขาย" คุณไม่ควรลงทุนในหุ้น
3.3.4. คุณต้องทนรวยให้ไหว เวลาที่หุ้นขึ้น
3.3.4.1. ต้องอดทนไม่ขายเวลาหุ้นขึ้น และเตรียมใจไว้ว่าอีกเดี๋ยวมันก็ลง
4. กำไรจากหุ้นขึ้นอยู่กับศาสตร์ ศิลป์ และกล้ามขา
4.1. ศาสตร์
4.1.1. นักลงทุนที่ดีต้องอ่านงบการเงิน และเข้าใจตัวเลขทางการเงิน
4.1.1.1. บริษัทยอดขายโต กำไรโต
4.1.1.2. บริษัทมีหนี้สินน้อย
4.1.1.3. ประเมินได้ว่าราคาหุ้น "ไม่แพง" เกินไป
4.1.1.4. ความคิดเห็นของบิงโก
4.1.1.4.1. ตัวเลขทางการเงินที่สำคัญมี 4 ด้านที่คุณต้องดู
4.1.2. แต่ศาสตร์ไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการลงทุน
4.1.2.1. ไม่อย่างนั้นนักสถิติกับนักบัญชี คงเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว
4.1.2.2. คุณต้องมีศิลป์และกล้ามขาด้วย
4.2. ศิลป์
4.2.1. ท้ายที่สุด ตัวเลขทางการเงินก็มาจากตัวธุรกิจ ดังนั้นคุณต้องมั่นใจว่าธุรกิจจะดีจริง
4.2.1.1. บางครั้งธุรกิจที่ดีก็บอกไม่ได้จาก "งบการเงิน"
4.2.1.1.1. เช่น บริษัทประมูลสัมปทานได้สำเร็จ ซึ่งจะสร้างกำไรในอีกหลายปีข้างหน้า
4.2.1.1.2. เช่น บริษัทกำไรดีมาตลอด แต่จู่ๆ ก็มีคู่แข่งยักษ์ใหญ่เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด
4.2.2. บริษัทที่ดีต้องมี "เรื่องเล่า" (Story) ที่ฟังขึ้น
4.2.2.1. เด็กป.5 ต้องฟังเข้าใจและไม่เบื่อ
4.2.2.1.1. ถ้าคุณต้องอธิบายสิ่งยากๆ หรือมีกราฟที่เด็กดูไม่รู้เรื่อง แสดงว่าธุรกิจคงไม่ดีจริง
4.2.2.2. ต้องมี Story ว่าบริษัทจะดีขึ้นในอนาคต (กำไรสูงขึ้น ยอดขายสูงขึ้น ฯลฯ)
4.2.2.3. ระวัง Story ที่กลิ่นเหม็นตุๆ
4.2.2.3.1. เช่น บริษัท Luckin Coffee มี Story ว่าจะครองตลาดกาแฟในจีน และ "ชนะสตาร์บัคส์" แต่บริษัทขาดทุนในแทบทุกสาขาที่เปิด และต้องแจกคูปองลด 70% จึงจะมีลูกค้า
4.2.2.3.2. หุ้นหลายตัวมี Story ที่ฟังดูดี แต่ในที่สุดทำไม่ได้ตามที่พูด ราคาหุ้นก็ร่วงลงมาแรง
4.2.2.3.3. ถ้าคุณรู้สึกว่าหุ้นนี้ไม่น่าจะดีเหมือน Story... คุณอาจคิดถูกก็ได้!
4.3. กล้ามขา
4.3.1. คุณต้องขยันหาข้อมูลและอ่านงบการเงิน
4.3.1.1. ปีเตอร์ ลินช์ อ่านงบการเงิน พูดคุยกับผู้บริหาร และเยี่ยมชมกิจการ เป็นพันบริษัทต่อปี เพื่อหาหุ้นที่ดีที่สุด
4.3.2. ยิ่งคุณหาข้อมูลมากเท่าไร ก็ยิ่งเจอโอกาสดีๆ มากเท่านั้น
4.3.3. เวลาคุณหาข้อมูลบริษัทหนึ่ง บ่อยครั้งคุณจะเจอบริษัทอื่นที่น่าสนใจด้วย
4.3.3.1. เวลาพูดคุยกับผู้บริหาร ปีเตอร์ ลินช์ ชอบถามว่า "มีบริษัทคู่แข่งที่คุณชื่นชมไหม?"
4.3.3.2. ความคิดเห็นของบิงโก
4.3.3.2.1. สมัยนี้เว็บไซต์หุ้นจะมี "บริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน" เราก็สามารถกดดูได้ว่า บริษัทที่เราสนใจมีคู่แข่งเป็นใครบ้าง
5. เลือกซื้อหุ้นโดยดูจาก Earnings Line
5.1. แนวคิด
5.1.1. ในระยะยาว ราคาหุ้นขึ้นลงตามกำไรเสมอ
5.1.1.1. กำไรเพิ่ม ราคาขึ้น
5.1.1.2. กำไรลด ราคาลง
5.1.2. หุ้นแต่ละตัวจะมีค่า P/E ที่เหมาะสมกับตัวเองอยู่ และในระยะยาวจะกลับมาที่ P/E ค่านี้
5.1.2.1. P/E คืออัตราส่วน ราคาหุ้น/กำไรต่อหุ้น (Price/Earnings)
5.1.2.2. ปีเตอร์ ลินช์ มองว่า P/E ควรมีค่าเท่ากับ อัตราการเติบโตของบริษัท
5.1.2.2.1. เช่น ถ้าบริษัทมีกำไรโตปีละ 10% ก็ควรมี P/E เท่ากับ 10
5.1.2.3. ถ้าเราไปดูหนังสือ The Intelligent Investor ก็จะมีหลักคล้ายกัน แต่หนังสือเล่มนั้นให้ P/E = 8.5 + 2xอัตราการเติบโต
5.1.2.3.1. บิงโกชอบของเล่มนี้มากกว่า (P/E = อัตราการเติบโต) เพราะเข้มงวดกว่า ซึ่งทำให้เรามีความเสี่ยงน้อยกว่า
5.1.2.4. แต่ทั้งหมดนี้เป็นทฤษฎี ที่จริง P/E จะเป็นเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับตลาดหุ้นให้ค่า
5.1.3. ให้เราซื้อหุ้นตอนที่ P/E ต่ำ แล้วไปขายตอน P/E สูง เป็นการทำกำไรจากส่วนต่าง
5.1.3.1. P/E จะต่ำหรือสูง ต้องเทียบกับ "P/E ปกติ" ของหุ้นตัวนั้น ซึ่งดูจากอดีตที่ผ่านมา
5.2. ตัวอย่าง
5.2.1. สมมติว่าบริษัท Google มักมี "P/E ปกติ" เป็น 25 ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
5.2.2. ถ้าช่วงไหนหุ้น Google มี P/E น้อยกว่า 25 เราก็ซื้อ
5.2.3. พอ P/E สูงกว่า 25 เราก็ขายทำกำไร
5.2.4. วาดกราฟก็ได้
5.3. ความคิดเห็นของบิงโก
5.3.1. เทคนิคนี้สำคัญมาก เพราะใช้ง่าย และได้ผลค่อนข้างดี
5.3.2. เทคนิคนี้มีข้อจำกัด
5.3.2.1. เทคนิคนี้ใช้ได้กับบริษัทที่ กำไรเติบโตสม่ำเสมอเท่านั้น
5.3.2.1.1. ถ้าบริษัทขาดทุน จะไม่มีค่า P/E ให้เราดู เพราะ P/E คำนวณจากกำไร
5.3.2.1.2. บางบริษัทกำไรบ้าง ขาดทุนบ้าง แล้วแต่ปี แบบนี้ก็ดู P/E ไม่ค่อยได้เหมือนกัน
5.3.2.2. ถ้ากำไรของบริษัทดิ่งเหว เราจะขาดทุนหนักไม่รู้ตัว
5.3.2.2.1. ถ้าเกิดเหตุการณ์ผิดปกติ กำไรบริษัทลดลง ต่อให้ P/E เท่าเดิม ราคาหุ้นก็จะลดลงด้วย
5.3.2.2.2. เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นบริษัท A ในราคา 100 บาท (P/E = 20, กำไร = 5 บาทต่อปี)
5.3.2.3. เทคนิคนี้ใช้ไม่ได้กับบริษัทที่ "P/E ที่เหมาะสม" เปลี่ยนไป
5.3.2.3.1. ที่จริงบริษัทต่างๆ ไม่ได้มี "P/E ที่เหมาะสม" ค่าเดิมตลอดเวลา
5.3.2.3.2. วิธีแก้เกม
6. เทคนิคเลือกหุ้นแบบปีเตอร์ ลินช์
6.1. ถ้าคุณชอบร้านนี้ คุณอาจชอบหุ้นด้วย
6.1.1. ปีเตอร์ ลินช์ ชอบถามภรรยาและลูกๆ ว่าช่วงนี้สินค้าไหนกำลังมาแรง อาหารร้านไหนอร่อย หรือชอบซื้อของที่ห้างไหน
6.1.1.1. เขาได้หุ้นที่กำไร 1,000% มาจากภรรยาเยอะเลย
6.2. อย่าซื้อหุ้นที่อธิบายให้เด็กป.5 เข้าใจไม่ได้
6.2.1. ปีเตอร์ ลินช์ เคยสอนเด็กม.1 เล่นหุ้น โดยให้เด็กเลือกหุ้นกันเอง เด็กๆ ก็เลือกหุ้นที่เข้าใจง่าย เช่น โค้ก ของเล่น เสื้อผ้า และนิตยสารเพลย์บอย
6.2.1.1. เด็กๆ ไม่ได้เลือกหุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้นที่ทำธุรกิจซับซ้อนใดๆ เลย
6.2.1.2. หุ้นของเด็กได้ผลตอบแทน 69% เทียบกับค่าเฉลี่ยตลาดที่ 26% ในปี 1991
6.3. อย่าซื้อหุ้นบริษัทที่ออฟฟิศสวย
6.3.1. บริษัทที่ดีต้องสนใจกำไร ไม่ใช่ "ภาพลักษณ์"
6.3.2. หลีกเลี่ยงบริษัทที่สร้างน้ำพุหน้าตึก แต่งออฟฟิศหรูหรา หรือแจกโบนัสให้ผู้บริหารเยอะๆ
6.3.2.1. ความฟุ่มเฟือยพวกนี้ไม่ใช่การทำเพื่อผู้ถือหุ้น แต่เป็นการสนองอีโก้ของผู้บริหารเท่านั้น
6.4. หุ้นที่ดีมักเป็นหุ้นตัวเล็ก คนไม่ค่อยรู้จัก
6.4.1. หุ้นพวกนี้ราคายังไม่สูงมาก ซื้อแล้วมีโอกาสกำไรสูง
6.5. หุ้นที่ผู้บริหารซื้อเอง น่าจะเป็นหุ้นดี
6.5.1. คนเรามีหลายเหตุผลที่จะขายหุ้น แต่เหตุผลเดียวที่จะซื้อ...
6.6. หาดอกไม้งามกลางทะเลทราย
6.6.1. ให้หาหุ้นในอุตสาหกรรมที่ไม่มีใครสนใจ แทนที่จะไปไล่ราคาหุ้นใน "อุตสาหกรรมฮอต"
6.6.1.1. เมื่อ 20 ปีก่อน หุ้นโรงพยาบาลไทยเป็นหุ้นที่น่าเบื่อ ไม่มีใครสนใจ คนที่ซื้อหุ้นโรงบาลตั้งแต่ตอนนั้น ตอนนี้กลายเป็นกำไรหลาย 10 เท่า หรือบางตัวได้ 100 เท่า
6.6.1.2. หลายปีให้หลังมานี้ นักลงทุนต่างสนใจหุ้นโรงพยาบาลมากขึ้น เช่น BDMS, BH นั่นทำให้ผลตอบแทนกลายเป็นติดลบ (ขาดทุน)
6.7. หุ้นรัฐบาลคือถังเงิน
6.7.1. หุ้น IPO ที่เกิดจากรัฐบาลแปรรูปรัฐวิสาหกิจ จะไม่มีเจ้าของบริษัท ราคาหุ้นช่วงเข้าตลาดจึงต่ำมาก (เป็นแบบนี้ทุกที่ ทั้งในอังกฤษ อเมริกา ฮ่องกง และไทย)
6.7.1.1. ให้ดูหุ้นที่เพิ่งเข้าตลาดใหม่ๆ ซึ่งเจ้าของเดิมเป็นรัฐบาล
6.7.1.2. หุ้น AOT (ท่าอากาศยานไทย) เข้าตลาดที่ราคา 4.2 บาท และขึ้นไปได้ถึง 80 บาท
6.7.1.3. หุ้น PTT (ปตท.) เข้าตลาดที่ราคา 35 บาท และขึ้นไปได้ถึง 400 บาท
6.8. มองภาพใหญ่ของวงจรธุรกิจ
6.8.1. ในยุคตื่นทอง คนที่ไปขุดทองส่วนใหญ่ขาดทุน แต่คนที่ขายพลั่วกับกางเกงยีนส์กลับกำไรง่ายๆ
6.8.1.1. บางครั้งคุณอาจสนใจธุรกิจบางกลุ่ม แต่หุ้นที่ทำธุรกิจนั้นไม่น่าสนใจ คุณอาจมองให้ลึกขึ้นไปถึงธุรกิจอื่นรอบๆ ที่จะได้ประโยชน์ไปด้วย
6.8.1.2. การท่องเที่ยวไทยเป็นตัวอย่าง ถ้าคุณคิดว่าการท่องเที่ยวเป็นธุรกิจที่ดี แต่ไม่มีหุ้นบริษัททัวร์ให้ซื้อ คุณก็อาจดูหุ้นโรงแรมแทน
6.8.1.2.1. ถ้าคุณคิดว่าหุ้นโรงแรมไม่น่าสนใจ ก็อาจดูหุ้นสนามบินหรือสายการบินแทนก็ได้
6.9. หุ้นที่ดีอาจเป็นหุ้นที่คุณมีอยู่แล้ว
6.9.1. หุ้นดีๆ มีน้อย ถ้าคุณคิดว่าคุณเลือกหุ้นได้ถูกตัว คุณอาจซื้อตัวเดิมที่ถืออยู่แล้ว
7. สิ่งที่คนมักเข้าใจผิดในการลงทุน
7.1. พันธบัตรเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด
7.1.1. หุ้นดีกว่าพันธบัตรมาก ถ้าคุณซื้อกองทุนหุ้นแล้วถือไว้เฉยๆ ในระยะยาวจะกำไรเยอะกว่าพันธบัตรหลายเท่า
7.2. ถ้าราคาหุ้นลงแล้วควรขาย
7.2.1. ถ้าบริษัทยังกำไรสม่ำเสมอ คุณไม่ควรขายหุ้น เพราะสุดท้ายมันจะกลับขึ้นมา
7.2.1.1. สิ่งที่ควรสนใจไม่ใช่ราคาหุ้น แต่เป็นกำไรของบริษัท
7.3. ถ้าราคาหุ้นลงแล้วควรถือต่อ
7.3.1. ถ้าบริษัทมีกำไรลดลง คุณควรขายหุ้น เพราะหุ้นจะลงไปเท่ากับกำไรที่ลดลง
7.3.1.1. สิ่งที่ควรสนใจไม่ใช่ราคาหุ้น แต่เป็นกำไรของบริษัท
7.4. ถ้าราคาหุ้นลงมาเยอะ ควรซื้อเพื่อรอราคากลับไปที่เดิม
7.4.1. คนส่วนใหญ่ชอบดูแต่ราคา ซึ่งไม่เพียงพอ
7.4.2. ถ้าหุ้นขาดทุนหรือกำไรหาย อย่าซื้อแม้ราคาจะลง หรือถ้าถืออยู่ก็ควรตัดใจขายขาดทุน
7.4.2.1. หุ้นที่กำไรดี พอลงแล้วจะกลับขึ้นไป แต่หุ้นที่ขาดทุนจะราคาลงไปเรื่อยๆ จนเป็น 0
7.5. คุณต้องทำนายสภาพเศรษฐกิจได้แม่นยำ จึงลงทุนได้ดี
7.5.1. ความสำเร็จในตลาดหุ้นขึ้นอยู่กับฝีมือเลือกหุ้น และจิตใจที่พร้อมถือหุ้นยาว
7.5.1.1. ส่วนเศรษฐกิจไม่ค่อยสำคัญ ตราบเท่าที่หุ้นของคุณยังกำไรต่อเนื่อง เดี๋ยวราคาหุ้นก็ขึ้นเอง
8. กฎทอง 25 ข้อของปีเตอร์ ลินช์
8.1. 1-5
8.1.1. การลงทุนเป็นเรื่องสนุก แต่อันตรายถ้าคุณไม่ศึกษาให้ดีก่อน
8.1.2. ทุกคนมีความรู้ที่ช่วยในการลงทุน นั่นคือสินค้า/บริการที่เราชอบใช้ ถ้าคุณซื้ออะไรบ่อย ลองหาข้อมูลหุ้นบริษัทนั้นดู
8.1.3. ในตลาดหุ้น รายใหญ่เสียเปรียบรายย่อย จงใช้ความเล็กให้เป็นประโยชน์
8.1.3.1. รายใหญ่ต้องซื้อหุ้นแพงกว่ารายเล็ก เพราะซื้อแล้วราคาจะสูงขึ้น กว่าจะซื้อได้ครบจำนวนหุ้นที่ต้องการ
8.1.4. หุ้นทุกตัวมีบริษัทอยู่เบื้องหลัง จงหาข้อมูลบริษัทก่อนซื้อหุ้น
8.1.5. ในช่วงหลายเดือนหรือกระทั่งหลายปี ราคาหุ้นไม่เกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัท แต่ในระยะยาว ราคาหุ้นจะสะท้อนผลประกอบการ 100%
8.1.5.1. คุณทำกำไรได้จากการซื้อหุ้นดีๆ ในราคาถูก แล้วรอราคากลับไปจุดที่ถูกต้อง
8.2. 6-10
8.2.1. คุณต้องรู้ว่าหุ้นของคุณทำธุรกิจอะไร และทำไมราคามันจะขึ้น
8.2.1.1. "เขาบอกว่าตัวนี้ดี" ไม่นับเป็นเหตุผล
8.2.2. การลงทุนที่เสี่ยงมากๆ มักผิดพลาด
8.2.3. การลงทุนก็เหมือนการมีลูก อย่ามีเยอะเกินที่คุณดูแลไหว
8.2.3.1. คนปกติดูหุ้นได้ 8-12 ตัว และอาจถือแค่ 5 ตัวก็ได้
8.2.4. ถ้าหาหุ้นที่จะซื้อไม่เจอ ก็เอาเงินไปฝากธนาคารไว้ก่อน อย่าซื้อมั่ว
8.2.5. อย่าซื้อหุ้นถ้ายังไม่ได้ดูงบการเงิน ระวังบริษัทที่หนี้สินมากเกินไป
8.3. 11-15
8.3.1. หลีกเลี่ยงหุ้นในอุตสาหกรรมที่ร้อนแรง หุ้นในอุตสาหกรรมที่โตช้าๆ จะกำไรดีกว่า
8.3.2. ถ้าจะเล่นหุ้นบริษัทเล็ก ไม่ควรซื้อจนกว่าบริษัทจะมีกำไร
8.3.3. ถ้าคุณคิดจะลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังย่ำแย่ ให้เลือกตัวที่จะไม่ล้มละลาย (เงินสดพอจ่ายหนี้)
8.3.3.1. และอย่าลงทุนในอุตสาหกรรมที่กำลังจะหายไป บางอุตสาหกรรมไปแล้วไปเลย ไม่กลับมา
8.3.4. ถ้าอยากรวยหุ้นต้องถือน้อยตัว
8.3.4.1. ขอหุ้นไม่กี่ตัวที่กำไรหลายเท่า ก็เพียงพอที่คุณจะประสบความสำเร็จไปทั้งชีวิต
8.3.4.2. แค่คุณซื้อหุ้นเซเว่นตั้งแต่ 6 บาทแล้วไปเล่นเกม พอมันขึ้นเป็น 80 บาทก็รวยแล้ว
8.3.5. คนปกติจะรู้ก่อนว่าสินค้าไหนขายดี นานมากก่อนที่นักลงทุนมืออาชีพจะรู้ตัว
8.3.5.1. คนปกติที่เดินซื้อสินค้าต่างๆ ย่อมเห็นตัวธุรกิจจริง แต่นักลงทุนที่ดูแค่งบการเงินต้องรอหลายปี ถึงจะสังเกตเห็นว่างบบริษัทไหนดี
8.4. 16-20
8.4.1. ตลาดหุ้นตกประจำ จงทำตัวให้ชิน และเอาเงินสดที่เหลือไปช้อนซื้อหุ้นในราคาถูก
8.4.2. ทุกคนเก่งพอจะทำกำไรได้ในตลาดหุ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ใจแข็งพอ ถ้าคุณชอบขายหุ้นเวลาตลาดหุ้นตก คุณควรไปซื้อกองทุนแทน
8.4.3. มีข่าวร้ายในโลกเกิดขึ้นเสมอ แต่อย่าไปสนใจ
8.4.3.1. ขายหุ้นก็ต่อเมื่อบริษัทผลประกอบการย่ำแย่ ไม่ใช่เพราะจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ
8.4.4. ไม่มีใครทำนายเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย หรือดัชนีตลาดหุ้นได้จริง
8.4.4.1. เลิกเสียเวลาทำนาย แล้วโฟกัสเฉพาะกำไรของบริษัทที่คุณซื้อก็พอ
8.4.5. ถ้าคุณดูหุ้น 10 ตัว คุณจะเจอตัวดี 1 ตัว และถ้าคุณดู 50 ตัว คุณจะเจอตัวดี 5 ตัว จงหมั่นหาข้อมูลให้มากที่สุด
8.5. 21-25
8.5.1. ถ้าคุณซื้อหุ้นโดยไม่ดูบริษัท โอกาสรวยของคุณ จะเท่ากับการเล่นโป๊กเกอร์โดยไม่ดูไพ่
8.5.2. ถ้าหุ้นของคุณดี ยิ่งเวลาผ่านไปนานหุ้นจะยิ่งขึ้น
8.5.3. ถ้าคุณอยากลงทุนหุ้นแต่ไม่มีเวลา คุณควรซื้อกองทุน
8.5.4. ถ้าเศรษฐกิจบ้านคุณโตช้า คุณสามารถซื้อกองทุนที่ลงทุนในเศรษฐกิจอื่นที่โตเร็วได้
8.5.5. ในระยะยาว หุ้นที่ดีจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรหรือเงินฝากธนาคารเสมอ และในระยะยาว หุ้นที่แย่จะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเอาเงินไปฝังดิน