1. ความหมายและสาเหตุของการเกิดมลพิษทางดิน
1.1. ความหมายของมลพิษทางดิน
1.1.1. มลพิษทางดิน หมายถึง ดินที่เสื่อมค่าไปจาก เดิม และหรือมีสารมลพิษเกินขีดจำกัดจนเป็นอันตรายต่อ สุขภาพ และพลานามัย ตลอดจน การเจริญเติบโตของพืช และสัตว์ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
1.2. สาเหตุการเกิดมลพิษทางดิน
1.2.1. สาเหตุในการเกิดมลพิษทางดิน สามารถแบ่ง ออกได้ 2 ประเภท
1.2.1.1. 1. ดินเสียโดยธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น ปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ดินพรุ หรือดินอินทรีย์ ดินที่มีสารกัมมันตรังสี และดินที่เจือปนด้วย โลหะหนัก
1.2.1.2. 2. ดินเสียเพราะการกระทำของมนุษย์ ดังเช่น การใช้ปุ๋ยเคมีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตร
1.2.2. มลสารที่ก่อให้เกิดมลพิษดินสามารถจำแนกได้ 3 พวก
1.2.2.1. 1. มลสารที่มีชีวิต (biological contaminants) เช่น พยาธิ แบคทีเรีย ไวรัสต่าง ๆ
1.2.2.2. 2. มลสารเคมี(chemical contaminants)เช่น สารอนินทรีย์บางชนิด ถ้ามีมากเกินไปจะทำให้เกิดดินเค็มหรืออินทรีย์สารประเภทยาฆ่าแมลง
1.2.2.3. 3. มลสารกัมมันตรังสี(radiological contaminants)เช่น สารจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ และเตาปฏิกรณ์ ปรมาณ
2. มลพิษทางดินจากกากของเสียและสิ่งปฏิกูล
2.1. กากอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต การเก็บวัตถุดิบ จนเสื่อมสภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คุณภาพหรือเสื่อมสภาพ ภาชนะบรรจุที่มีของปนเปื้อนและของเหลือใช้แบ่งเป็น 2 ประเภท
2.1.1. 1. กากอุตสาหกรรมไม่อันตราย หมายถึง สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช่แล้วที่ไม่มีองค์ประกอบ หรือปนเปื้อนสารอันตรายหรือมีลักษณะเช่นเดียวกับ มูลฝอยชุมชน
2.1.2. 2. กากอุตสาหกรรมอันตราย หมายถึง สิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วที่มีองค์ประกอบหรือปนเปื้อน สารอันตรายหรือมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือ หลายอย่าง
3. มลพิษทางดินจากน้ำทิ้งอุตสาหกรรม
3.1. การปล่อยให้น้ำเสียจากกระบวนการผลิต น้ำเสีย ส่วนใหญ่ที่มาจากกระบวนการเหล่านี้จะเกิดการชะล้าง ผ่านสารเคมีต่าง ๆ ได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการ อุตสาหกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการล้างวัตถุดิบ กระบวนการผลิต จนถึงการทำความสะอาดโรงงาน
3.2. ประเภทอุตสาหกรรมที่ทำให้ เกิดมลพิษทางน้ำ
3.2.1. (1) อุตสาหกรรมอาหาร
3.2.2. (2) อุตสาหกรรมเส้นใย
3.2.3. (3) อุตสาหกรรมกระดาษ
3.2.4. (4) อุตสาหกรรมปิโตรเลียม
3.2.5. (5) อุตสาหกรรมเคมี
3.2.6. (6) อุตสาหกรรมยางและพลาสติก
3.2.7. (7) อุตสาหกรรมอื่น ๆ
3.2.8. (8) การคมนาคมทางน้ำ
4. มลพิษทางดินจากสารเคมีอุตสาหกรรม
4.1. สาเหตุของการเกิดมลพิษทางดินส่วนใหญ่เกิดจาก มนุษย์ ที่ใช้ประโยชน์จากสารเคมีด้านต่าง ๆ การใช้ปุ๋ย เคมีทางวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มผลผลิตทางเกษตรแบ่งได้ เป็น 2 กลุ่มใหญ่
4.1.1. (1) ปุ๋ยเคมีที่ประกอบด้วยธาตุหลัก สำคัญของพืช เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ดิน เปรี้ยว
4.1.2. (2) การใช้สาร เคมีกำจัดศัตรูพืช (pesticides) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีฤทธิ์ ทำลายสิ่งมีชีวิตทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ให้ประโยชน์ หรือโทษต่อการเกษตรกรรมแม้แต่ผลกระทบต่อมนุษย์ ด้วยสารเคมีที่สลายตัวได้ช้าจะตกค้างในดิน
5. มลพิษทางดินจากอากาศเสีย
5.1. โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่มีการจัดการอย่างถูกต้องอาจ ปล่อยสารกัมมันตภาพรังสีสร้างขึ้นภายในเครื่องปฏิกรณ์ นิวเคลียร์ออกสู่พื้นที่โดยรอบที่มีสารกัมมันตภาพรังสี ซีเซียมและกัมมันตภาพรังสีไอโอดีน ออกสู่ชั้นบรรยากาศ
6. ผลกระทบของปัญหามลพิษจากภาคอุตสาหกรรม
6.1. ผลกระทบของสารพิษในห่วงโซ่อาหารในการเคลื่อนย้ายสารพิษและเชื้อโรคใน ห่วงโซ่อาหาร โดยยกตัวอย่าง การดำรงชีวิตของเชื้อโรคL. monocytogenes ในดิน ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ ส่งผลต่อการคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมของเชื้อโรคนี้ ผลที่มาจากสภาพอากาศ (แสงแดดและฝน)การชลประทานจากแหล่งที่ปนเปื้อน รวมถึงการปนเปื้อนในอุจจาระของมนุษย์และสัตว์ ส่งผลเสียต่อผลผลิต ทางการเกษตร โดยเชื้อสามารถปนเปื้อนเชื้อโรคนี้ได้
7. บทสรุป
7.1. แนวทางการฟื้นฟูมลพิษทางดินที่ปนเปื้อนกาก ของเสียอันตรายจากภาคอุตสาหกรรม โดยทราบหลักการปัญหา สาเหตุ ประเภทและปริมาณสารพิษในแหล่งก่อกำเนิดมลพิษของสาร การปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมการเคลื่อนย้ายของสารพิษทั้งทางดิน น้ำ อากาศ และสิ่งมีชีวิต มีผลต่อการจัดการกากของเสียอุตสาหกรรมทั้งสิ้น
8. แนวคิดในการจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน
8.1. แนวคิดในการจัดการทรัพยากรดินต่อ สิ่งแวดล้อมมีวิธีการจัดการ
8.1.1. (1) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติต้องคำนึงถึงทรัพยากรทุกอย่างไป พร้อม ๆ กันไม่ควรพิจารณาเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่าง
8.1.2. (2) ในการวางแผนการจัดการสิ่งแวดล้อม จะต้องไม่แยกมนุษย์ออกจาก สภาพแวดล้อมทางสังคมหรือทางวัฒนธรรม
8.1.3. (3) โครงการพัฒนาทุกโครงการ ย่อมมีผลกระทบ ผู้ดำเนินการตามโครงการจึงต้องมีความรอบรู้และรู้จักวิธีการจัดการอย่างชาญฉลาด เพื่อทำให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด
8.1.4. (4)คนเราต้องไม่ลืมว่าการอนุรักษ์นั้นเป็นหนทางแห่งการดำเนินชีวิตของมนุษย
8.1.5. (5)ทุกคนมีส่วนเกี่ยวข้องในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการสิ่งแวดล้อม
8.1.6. (6) ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งสำคัญในด้านการแสดงออกซึ่งความเจริญ
8.1.7. (7) การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้วยวิธีการและเหตุผลใดก็ตาม ย่อมเป็นการทำลายมรดกของมนุษยชาติไปด้วย
8.1.8. (8) มนุษย์ไม่สามารถสร้างทรัพยากร
8.1.9. (9) การจัดการและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
8.1.10. (10) เมื่อค้นพบว่ามีทรัพยากร เกิดขึ้นที่ใดย่อมมีการทำลายเกิดขึ้นที่นั่นด้วยจึงจะต้องคำนึงถึงการดำเนินการที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์มากที่สุด
8.1.11. (11) ประชากรบนโลกเพิ่มขึ้นทุกขณะ ในขณะที่ทรัพยากรนั้นลดลงเรื่อย ๆ ทุกขณะ
8.2. แนวคิดในการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน
8.2.1. (1) การอนุรักษ์โดยลดการไถดิน (conservation tilling)
8.2.2. (2) การปลูกพืชเป็นแนว (strip cropping)
8.2.3. (3) การปลุกพืชขนานตามพื้นผิว (contour farming)
8.2.4. (4) การเพาะปลูกแบบขั้นบันได(terracing)
8.2.5. (5) การปรับปรุงร่องน้ำ (gully reclamation)
8.2.6. (6) การสร้างแนวกันลม (windbreak)
8.2.7. (7) การระงับการใช้พื้นที่ที่มีการกร่อนสูง (retirement of erodible land)
8.2.8. (8) การคงความอุดมสมบูรณ์ของดิน (maintaining soil fertility)
9. แนวทางการฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ธรรมชาติต่อมลพิษทางดิน
9.1. 1. เทคโนโลยีการฟื้นฟูในพื้นที่โดยวิธีทางชีวภาพ (in situ biological treatment)
9.1.1. 1.1 การย่อยสลายทางชีวภาพ (bioventing)
9.1.2. 1.2 การส่งเสริมการฟื้นฟูทางชีวภาพ (enhanced bioremediation)
9.1.3. 1.3 การใช้พืชฟื้นฟู (phytoremediation)
9.2. 2. เทคโนโลยีการฟื้นฟูในพื้นที่ โดยวิธีทางกายภาพ/ เคมี (in situ physical/chemical treatment)
9.2.1. 2.1 การออกซิไดซ์ด้วยสารเคมี (chemical oxidation)
9.2.2. 2.2 การแยกด้วยไฟฟ้า (Electrokinetic Separation--ES)
9.2.3. 2.3 การล้างดิน (soil flushing/soil washing)
9.2.4. 2.4 การสกัดสารระเหยง่ายออกจากดิน (Soil Vapor Extraction--SVE)
9.2.5. 2.5 การปรับเสถียรและการทำก้อนแข็ง (Solidification/Stabilization--S/S)
9.2.6. 2.6 การดูดซับ (adsorption)
9.2.7. 2.7 การตกผลึก (precipitation)
9.2.8. 2.8 การกรองด้วยเยื่อเมมเบรน (membrane filtration)
9.3. 3.เทคโนโลยีการฟื้นฟูในพื้นที่ โดยวิธีใช้ความร้อน (in situ thermal treatment)
9.3.1. 3.1 การใช้ความร้อนบำบัด (thermal treatment)
9.3.2. 3.2 การเผา (verification)
9.4. 4. เทคโนโลยีการฟื้นฟูนอกพื้นที่ โดยวิธีทาง ชีวภาพ/เคมี (ex situ biological/chemical treatment)
9.4.1. 4.1 การทำร่องชีวภาพ (biopiles)
9.4.2. 4.2 การหมักทำปุ๋ย (composting)
9.4.3. 4.3 การทำฟาร์มดิน (land farming)
9.4.4. 4.4 การบำบัดของเหลวข้นทางชีวภาพ (slurry phase biological treatment)
9.4.5. 4.5 การสกัดทางเคมี (chemical extraction)
9.4.6. 4.6 การออกซิไดซ์/รีดิวซ์ทางเคมี (chemical reduction/oxidation)
9.4.7. 4.7 การกำจัดฮาโลเจน (dehalogenation)
9.4.8. 4.8 การแยกออก (separation)
9.4.9. 4.9 การล้างดิน (soil washing)
9.5. 5. เทคโนโลยีการฟื้นฟูนอกพื้นที่ โดยวิธีทางความร้อน (ex situ thermal treatment)
9.5.1. 5.1 การกำจัดสารปนเปื้อนด้วยก๊าซร้อน (hot gas decontamination)
9.5.2. 5.2 การเผา (incineration)
9.5.3. 5.3 การเผาแบบไร้อากาศ (pyrolysis)
9.5.4. 5.4 การสกัดด้วยความร้อน (thermal desorption)
9.6. 6. เทคโนโลยีการสกัดการเคลื่อนที่ (containment technologies)
9.6.1. 6.1 การปิดด้วยดิน (landfill cap)
9.6.2. 6.2 การสร้างกำแพงกายภาพ (physical barriers)
9.6.3. 6.3 การอัดลงบ่อลึก (deep well injection)