1. ผู้เขียน
1.1. โทนี่ รอบบินส์ (Tony Robbins)
1.1.1. นักเขียน นักพูด และผู้สร้างแรงบันดาลใจที่โด่งดัง เขาให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ชีวิต การเงิน และการลงทุน แก่คนกว่า 50 ล้านคนจาก 100 ประเทศ
1.1.2. ตัวเขาเองยังเป็นนักลงทุนที่มีทรัพย์สิน 500 ล้านดอลลาร์อีกด้วย
1.1.3. ก่อนเขียนหนังสือเล่มนี้ โทนี่ได้สัมภาษณ์นักลงทุนชั้นนำของโลก ได้แก่ Carl Icahn, Warren Buffett, Ray Dalio และอีกมาก ซึ่งขมวดรวมเป็นคำแนะนำ สำหรับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ที่อยากประสบความสำเร็จด้านการเงิน
2. ข้อคิดสำคัญ
2.1. เราทุกคนสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ ถ้ามีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง
2.2. ความฝันของคนส่วนใหญ่ ทำให้เป็นจริงได้ โดยเริ่มที่อิสรภาพทางการเงิน (มีทรัพย์สินที่สร้างรายได้พอเลี้ยงชีพไปตลอดกาล)
2.3. เราจะไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้ด้วยการออมเงิน หารายได้ให้มากขึ้น และนำเงินเก็บไปลงทุน
2.4. การลงทุน คือการที่คุณเปลี่ยนจาก "ผู้บริโภค" เป็น "เจ้าของกิจการ" ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจเติบโต
2.5. เราควรกระจายความเสี่ยงในการลงทุน โดยลงทุนในหุ้น พันธบัตร ทองคำ และอื่นๆ ในสัดส่วนที่เหมาะสม
2.6. เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะซื้อหุ้นในราคาต่ำสุดได้ตลอด ให้คุณใช้เทคนิค DCA โดยนำเงินเดือนไปลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน ทำให้ต้นทุนคุณเฉลี่ยกัน
2.7. นักลงทุนระดับโลกมีกฎ 4 ข้อ นั่นคือ อย่าขาดทุน กระจายความเสี่ยง เสี่ยงน้อยแต่หวังผลตอบแทนสูง และอย่าหยุดเรียนรู้
2.8. เมื่อคุณมีเงินมากขึ้น ความสุขที่เติมเต็มที่สุดมาจากการซื้อประสบการณ์ ซื้อเวลาให้ตัวเอง และแบ่งปันให้ผู้อื่น
3. ความฝันของคุณ ราคาเท่าไร?
3.1. บ้า ถามทำไม
3.1.1. ความฝันส่วนใหญ่ทำไม่ยาก แต่ติดอยู่ที่ "ขาดเงิน" ดังนั้นถ้าคุณรู้ว่าขาดเงินเท่าไร คุณจะไปถึงความฝันได้ง่ายขึ้น
3.1.1.1. อยากเปิดร้านกาแฟของตัวเอง
3.1.1.2. อยากก่อตั้งธุรกิจในฝัน
3.1.1.3. อยากไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี
3.1.1.4. อยากนอนกลิ้งอยู่ที่ชายหาด ไม่อยากทำงานอีกแล้ว
3.1.1.5. อยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ
3.1.1.6. อยากดูแลครอบครัวให้อยู่สุขสบาย
3.2. อิสรภาพทางการเงิน
3.2.1. เมื่อคุณมีเงินมากพอ คุณจะมีอิสรภาพในการทำสิ่งใดก็ได้ที่อยากทำ โดยไม่มีข้อจำกัดว่า "ต้องไปทำงานทุกวันแม้จะไม่ชอบ" นั่นคือ "อิสรภาพทางการเงิน"
3.2.1.1. เปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ หรือธุรกิจใดก็ตามที่อยากทำ
3.2.1.2. ไปท่องเที่ยวพักผ่อนที่ใดก็ได้ที่อยากไป
3.2.1.3. คุณอาจยังทำงานเดิม แต่คุณทำเพราะรักงานที่ทำ ไม่ได้ทำเพราะ "จำเป็น"
3.2.1.4. วันไหนอยากหยุดก็หยุดได้ อยากอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ที่อยากอยู่
3.3. 5 ระดับของอิสรภาพทางการเงิน
3.3.1. ไม่อดตาย (Financial Security)
3.3.1.1. มีเงินเก็บพอใช้ถ้าเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ที่คุณไม่มีรายได้เลย
3.3.1.2. เอาค่าใช้จ่ายต่อเดือนมาบวกกัน คูณด้วย 12 นี่คือเงินเก็บที่คุณควรมี
3.3.1.3. ช่วงนี้บริหารเงินยังไง?
3.3.1.3.1. จ่ายตัวเองก่อน: เวลาได้เงินเดือน อย่าเพิ่งเอาไปใช้ ให้แบ่งออกมาเป็นเงินออมก่อน เหลือจากนั้นค่อยเอาไปใช้จ่าย
3.3.1.3.2. อย่าฝากธนาคาร ซึ่งให้ดอกเบี้ยน่าเศร้ามาก ให้ซื้อหุ้นหรือพันธบัตรที่ผลตอบแทนสูงกว่า
3.3.2. พออยู่ได้ (Financial Vitality)
3.3.2.1. เหมือนข้อ 1 --> มีเงินพอดำรงชีวิต 12 เดือน แต่นอกจากมีเงินพอค่าใช้จ่ายพื้นฐาน คุณยังมีเหลือนิดหน่อยพอหาความสุข (จ่ายค่า Netflix หรือทานร้านอาหารอร่อยๆ ได้)
3.3.2.2. คุณยังคงต้องทำงานต่อไป แต่มีเงินเก็บมากขึ้น และมีเงินพอใช้จ่ายหาความสุขบ้าง
3.3.2.3. ช่วงนี้บริหารเงินยังไง?
3.3.2.3.1. เหมือนข้อ 1 คือต้องออมเงินและลงทุน
3.3.2.3.2. ตั้งเป้าว่าต้องไปข้อ 3 ให้ได้ (มีเงินออมมากพอจะหยุดทำงานเมื่อไรก็ได้)
3.3.2.3.3. เพื่อสร้างแรงผลักดันให้ตัวเอง คุณอาจตั้งเป้าหมายทางการเงินที่เห็นภาพมากขึ้น
3.3.3. เลิกทำงานได้ (Financial Independence)
3.3.3.1. รายได้จากการลงทุนเทียบเท่ารายได้จากงานประจำ
3.3.3.2. นี่คือจุดที่เงินออมของคุณมากกว่า 240 x เงินเดือน
3.3.3.2.1. เช่น ถ้าเงินเดือน 30,000 บาท คุณจะต้องเก็บให้ได้ 7,200,000 บาท
3.3.3.3. นี่คือจุดเปลี่ยนของชีวิต คุณไม่จำเป็นต้องทำงาน ก็มีรายได้พอใช้ได้ตลอดกาล จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
3.3.3.3.1. ถ้าคุณยังทำงานประจำอยู่ คุณจะมีรายได้ 2 เท่าของเงินเดือน ซึ่งจะเริ่มใช้ชีวิตได้อู้ฟู่แล้ว
3.3.3.3.2. หรือคุณอาจเลือกลาออกจากงาน ไปทำสิ่งที่รักได้เลย เพราะคุณมีรายได้จากการลงทุนมาทดแทนงานแล้ว
3.3.3.4. ช่วงนี้บริหารเงินยังไง?
3.3.3.4.1. ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากไปข้อ 4 (สุขสบายจนวันตาย) หรืออยากหยุดตรงนี้
3.3.3.4.2. คุณสามารถเลือกทางเดินชีวิต ได้ตามใจชอบ เอาที่พอใจ!
3.3.4. สุขสบายจนวันตาย (Financial Freedom)
3.3.4.1. เหมือนข้อ 3 แต่แทนที่จะมีรายได้จากการลงทุนเท่าเงินเดือน คุณกลับมีมากพอสำหรับสิ่งฟุ่มเฟือยต่างๆ ทั้งแบรนด์เนม การเที่ยวต่างประเทศ และไลฟ์สไตล์ที่คุณชอบ
3.3.4.2. คุณต้องมีเงินออม 240 x ค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่อยากใช้
3.3.4.2.1. เช่น ถ้าอยากฟุ่มเฟือยได้เดือน 100,000 บาท คุณจะต้องเก็บให้ได้ 240 x 100,000 = 24,000,000 บาท
3.3.4.3. ช่วงนี้บริหารเงินยังไง?
3.3.4.3.1. ทำเหมือนกับที่เคยทำ
3.3.4.3.2. ถ้าคุณอยากรวยกว่านี้
3.4. พิชิตยอดเขาสู่อิสรภาพทางการเงิน
3.4.1. เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินก็เหมือนภูเขา
3.4.2. ตอนขึ้นเขา จุดที่ยากที่สุดคือตอนเริ่ม และเมื่อคุณไปถึงยอดเขาแล้วจะสบาย
3.4.3. จุดเปลี่ยนชีวิตคืออิสรภาพทางการเงินระดับ 3 "เลิกทำงานได้" (Financial Independence)
3.4.3.1. พอคุณมาถึงจุดนี้ได้ ชีวิตจะสบายขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
3.4.3.2. ตัวเลือกในชีวิตจะเยอะขึ้นมาก เพราะคุณสามารถ "เลือกงาน" ได้แล้ว
4. คนธรรมดาจะสร้างความมั่งคั่งได้อย่างไร
4.1. พื้นฐานที่คุณต้องเข้าใจ
4.1.1. ดอกเบี้ยทบต้น
4.1.1.1. ถ้าเรามีเงิน 1 บาท แล้วได้ดอกเบี้ยเป็น 2 เท่าทุกปี เป็นเวลา 10 ปี
4.1.1.1.1. เราจะมีเงิน 2x2x2x2x2x2x2x2x2x2 = 1024 เท่า
4.1.1.1.2. ไม่ใช่ 2+2+2+2+2+2+2+2+2+2 = 20 เท่า
4.1.1.2. เวลาเราลงทุน เงินของเราจะเพิ่มเหมือนดอกเบี้ยทบต้น ซึ่งเพิ่มเร็วเกินสมองมนุษย์จะเข้าใจ
4.1.1.2.1. ธรรมชาติของการลงทุน ช่วงแรกๆ เงินจะเพิ่มไม่มาก แต่ช่วงหลังเงินจะเพิ่มเร็ว
4.1.1.2.2. เวลาเราออมเงินแล้วลงทุน เราจะไม่ค่อยรู้สึกถึงความแตกต่าง แต่พอถึงวันหนึ่ง เราจะ "อยู่ดีๆ ก็รวย!" ขึ้นมา
4.1.1.3. % เล็กๆ ก็สำคัญ
4.1.1.3.1. สมมติมีเงิน 1 ล้าน แล้วลงทุนเป็นเวลา 40 ปี...
4.1.2. ทางเลือกในการลงทุน
4.1.2.1. หุ้น
4.1.2.1.1. หุ้นคือกระดาษที่แสดงสัดส่วนความเป็นเจ้าของบริษัท
4.1.2.1.2. ความเสี่ยงคือ บางบริษัทจะล้มละลาย เงินลงทุนกลายเป็น 0
4.1.2.1.3. บางบริษัทเติบโตเร็วมาก ราคาหุ้นขึ้นไป 100 เท่าได้ในเวลาไม่กี่ปี
4.1.2.1.4. การลงทุนหุ้นสามารถกำไรหรือขาดทุนได้สูงมาก จึงควรศึกษาให้ดีก่อนลงทุน
4.1.2.1.5. การลงทุนหุ้นมีความเสี่ยงสูง เราจึงต้องศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
4.1.2.2. ตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล/หุ้นกู้
4.1.2.2.1. ตราสารหนี้เหมือนเราฝากเงินกับธนาคาร แต่ตราสารหนี้เป็นการให้อีกฝ่ายกู้เงินโดยตรง และเราจะได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารนิดนึง
4.1.2.2.2. ถ้าเราให้รัฐบาลกู้ จะเรียนกว่าพันธบัตร แต่ถ้าเราให้บริษัทเอกชนกู้ จะเรียกว่า "หุ้นกู้"
4.1.2.2.3. การซื้อพันธบัตร/หุ้นกู้จะค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าซื้อผ่านกองทุนจะง่ายกว่า
4.1.2.3. อสังหาริมทรัพย์
4.1.2.3.1. เช่น บ้านเช่า คอนโด อพาร์ทเมนต์
4.1.2.4. ทองคำ
4.1.2.5. เงินฝากธนาคาร
4.1.3. หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ คือการลงทุนภาคบังคับ
4.1.3.1. ในบรรดาทางเลือกในการลงทุนทั้งหมด มี 2 อย่างที่ให้ผลตอบแทน "เพียงพอสำหรับอิสรภาพทางการเงิน"
4.1.3.1.1. หุ้น
4.1.3.1.2. อสังหาริมทรัพย์
4.1.3.2. คุณจำเป็นต้องลงทุนในหุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ ไม่อย่างนั้นผลตอบแทนจะต่ำเกิน จนไม่มีวันไปถึงอิสรภาพทางการเงิน
4.1.3.2.1. การลงทุนมีความเสี่ยง แต่การไม่กล้ารับความเสี่ยงอย่างเพียงพอ เท่ากับว่าเรา “ปิดประตู” การไปถึงเป้าหมายของเราแล้วอย่างสิ้นเชิง
4.1.3.2.2. เราลดความเสี่ยงด้วยการแบ่งเงินไปซื้อพันธบัตรและทองคำด้วย
4.1.3.2.3. เรายังสามารถลดความเสี่ยงด้วยการไม่ซื้อหุ้นเป็นรายตัว แต่ซื้อผ่านกองทุนซึ่งถือหุ้นหลายสิบหรือหลายร้อยตัว
4.1.3.3. คนที่อยากรวยเร็วมักซื้อหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์ด้วยเงินเก็บทั้งหมด
4.1.3.3.1. คนที่กลัวความเสี่ยงอาจมีการลงทุนอื่นปนด้วย (ซึ่งเสี่ยงน้อยกว่า แต่รวยช้ากว่า)
4.2. หนทางสร้างความมั่งคั่งให้เร็วที่สุด
4.2.1. ลดค่าใช้จ่าย
4.2.1.1. กำหนดล่วงหน้าว่าจะแบ่งเงินเดือนทุกเดือน ไปเข้ากอง "เงินเก็บ"
4.2.1.1.1. กำหนดไว้เลยว่าจะหัก 5% 10% 15% หรือ 20% จากเงินเดือน มาเป็นเงินออม
4.2.1.2. ใช้เวลา 10 นาที เขียนรายจ่าย 3 สิ่งที่คุณจะลดให้ได้ในปีนี้
4.2.2. เพิ่มรายได้
4.2.2.1. ความลับสำหรับการมีรายได้สูง ไม่ใช่การทำงานหนัก แต่เป็นการ "สร้างคุณค่าให้ผู้อื่น"
4.2.2.1.1. สำหรับคนทำงานเงินเดือน รายได้ของคุณจะเพิ่มตามรายได้ที่คุณช่วยหาเข้าบริษัท
4.2.2.1.2. สำหรับคนทำธุรกิจ รายได้ของคุณเกิดจากการที่คุณทำสิ่งที่ผู้อื่นต้องการ
4.2.3. ลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง
4.2.3.1. การเลือกซื้อหุ้นที่ "ถูกตัว" หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ "ถูกชิ้น" จะช่วยให้คุณสร้างความมั่งคั่งได้เร็วมาก
4.2.3.1.1. วิธีเลือกหุ้นเป็นเนื้อหาใหญ่มาก ซึ่งเกินขอบเขตของหนังสือเล่มนี้ แต่บิงโกมีเนื้อหาส่วนนี้ไว้ให้คุณแล้วในเนื้อหาบทอื่นๆ
4.2.3.2. คนที่ไม่อยากศึกษาวิธีเลือกหุ้น สามารถซื้อกองทุนแทนได้ ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนช่วยเลือกหุ้นแทนเรา
4.2.3.2.1. ผลตอบแทนของกองทุนจะ "กลางๆ" ซึ่งสู้การเลือกซื้อหุ้นที่ถูกตัวไม่ได้ แต่เราจะไม่ต้องกลัวเจ๊งจากการซื้อหุ้นผิด
5. กลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะกับทุกคน
5.1. ลงทุนอะไร
5.1.1. กระจายความเสี่ยง โดยลงทุนทุกอย่าง
5.1.1.1. การลงทุนที่ดีควรกระจายความเสี่ยง โดยซื้อทั้งหุ้น พันธบัตร และทองคำ
5.1.1.1.1. เราอาจลงทุนอสังหาริมทรัพย์ด้วย จะยิ่งดีขึ้นไปอีก
5.1.1.2. เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) นักลงทุนระดับโลกแนะนำวิธีลงทุนแบบ All-Weather Portfolio
5.1.1.2.1. เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ลดความเสี่ยงให้น้อยที่สุด แม้จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจก็แทบไม่ขาดทุน
5.1.1.2.2. ถือหุ้น 30%, พันธบัตร 55%, ทองคำ 15%
5.1.1.3. ความคิดเห็นของบิงโก
5.1.1.3.1. นักลงทุนระดับโลกบางคน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์, ปีเตอร์ ลินช์ ชอบเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้น ซึ่งขัดแย้งแนวคิด "กระจายความเสี่ยง"
5.1.1.3.2. บิงโกคิดว่าการกระจายความเสี่ยงขึ้นกับความชำนาญ
5.2. จังหวะซื้อขาย
5.2.1. จังหวะซื้อ
5.2.1.1. คุณไม่จำเป็นต้องซื้อตอนที่ราคาหุ้นอยู่จุดต่ำสุด
5.2.1.2. ให้ใช้เทคนิค DCA โดยแบ่งเงินมาลงทุนเท่าๆ กันทุกเดือน คุณจะได้ซื้อหุ้นตอนที่ราคาต่ำและสูงปนกันไป
5.2.1.2.1. เป็นการลดความเสี่ยงที่คุณจะเอาเงิน ทั้งหมดไปซื้อหุ้นรวดเดียวตอนราคาสูงมาก
5.2.1.2.2. DCA ย่อจาก "Dollar Cost Average" (ไม่ต้องจำ)
5.2.2. ปรับพอร์ทสม่ำเสมอ (Rebalance)
5.2.2.1. คุณควรมีกลยุทธ์ล่วงหน้าว่าการลงทุนของคุณ จะมีสัดส่วนทรัพย์สินต่างๆ อย่างไร (หุ้น:พันธบัตร:ทองคำ:อื่นๆ)
5.2.2.1.1. ถ้าไม่แน่ใจ ลองกลยุทธ์ All-Weather Portfolio ของเรย์ ดาลิโอ ถือหุ้น 30%, พันธบัตร 55%, ทองคำ 15%
5.2.2.2. ทุกปีหรือครึ่งปี คุณก็คอยปรับสัดส่วน ให้เป็นไปตามที่วางกลยุทธ์ไว้
5.2.2.2.1. เช่น ถ้าราคาหุ้นลงมาเยอะ ก็ขายอย่างอื่นมาซื้อหุ้น ให้สัดส่วนเท่าที่วางแผนไว้
5.2.2.2.2. เช่น ถ้าราคาหุ้นขึ้นไปเยอะ ก็ขายหุ้นไปซื้ออย่างอื่น ให้สัดส่วนเท่าที่วางแผนไว้
5.3. ลดภาษีและค่าธรรมเนียมให้น้อยที่สุด
5.3.1. เลือกซื้อกองทุนที่มีค่าบริหารจัดการต่ำ ยิ่งต่ำยิ่งดี
5.3.1.1. สมมติคุณลงทุน 1,000,000 บาท เป็นเวลา 50 ปี
5.3.1.1.1. กองทุน A สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 12% แต่เก็บค่าธรรมเนียม 2% ต่อปี
5.3.1.1.2. คุณลงทุนเอง โดยสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 12%
5.3.2. ลดหย่อนภาษี
5.3.2.1. ในไทย เราสามารถซื้อกองทุน SSF กับ RMF เพื่อช่วยลดหย่อนภาษีได้
6. กฎการลงทุนของมหาเศรษฐี
6.1. กฎข้อที่ 1: อย่าขาดทุน กฎข้อที่ 2: กลับไปดูกฎข้อแรก
6.1.1. ข้อนี้เป็นคำพูดที่โด่งดังของวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) นักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก
6.1.2. บิงโกขอขยายความ
6.1.2.1. ในการลงทุน การขาดทุนส่งผลรุนแรง กว่าการได้กำไรมาก
6.1.2.1.1. ถ้าคุณขาดทุน 50% และจากนั้นกำไรอีก 50% คุณจะเหลือเงิน 50% x 150% = 75% เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าเงินต้น
6.1.2.2. กฎข้อนี้เป็นการเตือนนักลงทุนว่า "อย่าลงทุนเสี่ยงมาก" เพราะถ้าคุณขาดทุนมากไป คุณจะฟื้นตัวคืนแทบไม่ได้
6.1.2.2.1. ถ้าคุณขาดทุน 50% คุณจะต้องกำไรให้ได้ 100% เพื่อให้ได้เงินต้นกลับมา
6.1.2.2.2. ถ้าคุณขาดทุน 90% คุณจะต้องกำไรให้ได้ 900% เพื่อให้ได้เงินต้นกลับมา (ยากมาก)
6.2. ลงทุนสิ่งที่ผลตอบแทนสูงแต่ความเสี่ยงต่ำ เสี่ยงเงิน 1 บาทให้ได้เงิน 5 บาท
6.2.1. บิงโกขอขยายความ
6.2.1.1. นี่เป็นการท้าทายคำพูด "High Risk, High Return" ที่มองว่า ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมาก ก็ต้องเสี่ยงมาก
6.2.1.1.1. นักลงทุนระดับโลกจะมองหาโอกาสที่กำไรง่าย และไม่เสี่ยง พวกเขาจึงร่ำรวยกว่าคนอื่น
6.2.1.2. ในการลงทุน ผลตอบแทนไม่ได้ขึ้นกับความเสี่ยงเสมอไป
6.2.1.2.1. คนที่ไม่มีความรู้ จะลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงสูง เขาจะกำไรเล็กน้อยหลายครั้ง และขาดทุนหนักกับการลงทุนที่ผิดพลาดครั้งเดียว
6.2.1.2.2. คนที่มีความรู้ จะเลือกลงทุนในสิ่งที่ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงต่ำ
6.3. กระจายความเสี่ยงเสมอ
6.4. อย่าหยุดเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง
7. 3 วิธีใช้เงินซื้อความสุข
7.1. ซื้อประสบการณ์ใหม่ๆ
7.1.1. ไปท่องเที่ยวในที่ที่ไม่เคยไป
7.1.2. เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
7.2. ซื้อเวลาให้ตัวเอง
7.2.1. คนเราโหยหาอิสรภาพอยู่ในใจ อย่าเสียดายที่จะจ่ายเงินเพื่อไม่ทำสิ่งที่ไม่ชอบ
7.3. ลงทุนในผู้อื่น
7.3.1. การให้เงินผู้อื่นช่วยให้เรา มีความสุขขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
7.3.2. น่าแปลก คนที่บริจาคเงินให้ผู้อื่น จะคิดบวก และมีแนวโน้มหาเงินได้มากขึ้นด้วย