1. ผู้เขียน
1.1. เชน สโนว์
1.1.1. นักเขียนรุ่นใหม่ที่มีผลงานเขียนให้กับ Wired, Fast Company, The New Yorker, Time
2. คนดังๆ พูดถึงหนังสือเล่มนี้กันอย่างไร?
2.1. ไรอัน ฮอลิเดย์
2.1.1. "เชนพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า การหาทางลัดให้ชีวิตนั้นใช้ได้ผลจริงๆ"
2.2. อดัม แกรนท์
2.2.1. "นี่คือหนังสือที่อ่านสนุกและยังช่วยกระตุ้นความคิดได้ดีที่สุดของปีนี้เลย"
2.3. สก็อต แกร์เบอร์
2.3.1. "ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จไว คุณต้องอ่านหนังสือเล่มนี้"
3. แนวคิดในหนังสือเล่มนี้จะช่วยเราสร้าง Productivity ได้อย่างไร?
3.1. ที่ผ่านมา เรารับรู้มาโดยตลอดว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จ เราต้องทำงานหนักแล้วอดทนทำไปเรื่อยๆ จนกว่าเวลาจะสุกงอม
3.2. ถ้าเราเปรียบเทียบความสำเร็จ ของคนแต่ยุคจะพบว่า...
3.2.1. เมื่อ 100 ปีก่อน จอห์น ร็อคกี้เฟลเลอร์ ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อสร้างอาณาจักรน้ำมันที่ประสบความสำเร็จ
3.2.2. เมื่อ 30 ปีก่อน บิล เกตต์ ใช้เวลากว่า 12 ปี ถึงจะพาบริษัทไมโครซอฟต์ก้าวมาเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลก
3.2.3. เมื่อ 20 ปีก่อน มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ใช้เวลาเกือบ 10 ปี ถึงจะสร้างเฟซบุ๊กให้ประสบความสำเร็จ
3.2.4. แต่เมื่อ 10 ปีก่อน เควิน ซิสตรอม ใช้เวลาแค่ 8 เดือนก็สร้างอินสตาแกรมให้มีผู้เข้าใช้งานหลายสิบล้านคน แล้วอีกแค่ปีเดียวก็ขายกิจการด้วยมูลค่านับพันล้านดอลลาร์
3.3. คนรุ่นใหม่ใช้เวลาไม่กี่ปี ก็สร้างความสำเร็จได้เทียบเท่าสิ่งที่คนในอดีตใช้เวลาหลายสิบปี
3.4. หนังสือเล่มนี้จึงรวบรวมทางลัดที่ธุรกิจยุคใหม่และคนรุ่นใหม่ใช้ เพื่อให้เรามองหาวิธีทำงาน บรรลุเป้าหมาย และประสบความสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้น
4. ทุกที่ย่อมมีทางลัด (Smartcuts) จงใช้มันสร้างความสำเร็จให้เร็วขึ้น
4.1. Smartcuts = ทางลัดในการทำงานให้ฉลาด แล้วประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น
4.1.1. ลดทอนคน ขั้นตอน หรืองานอะไรที่ไม่จำเป็นให้สั้นลง
4.1.2. ใช้เวลาที่เหลือพัฒนาความสัมพันธ์หรือ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเองเพิ่ม
4.1.3. ต่อยอดความสำเร็จให้ไกลขึ้นและคิดหาวิธีใหม่ๆ เพื่อสร้างความสำเร็จที่มากกว่าเดิม
4.2. ไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางเดิม เพราะเราหาทางลัดเองได้
4.2.1. เดิมเราเชื่อกันว่าการเติบโตในอาชีพการงานจำเป็นต้องก้าวไปทีละขั้น จากพนักงานระดับล่างสุดไปจนถึงผู้บริหารระดับสูงสุด
4.2.2. แต่ทุกวันนี้มีเส้นทางใหม่ๆ เต็มไปหมด ถึงเราจะเป็นพนักงานเงินเดือน แต่เราก็มีอีกมุมที่ทำธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเราอาจประสบความสำเร็จในด้านนี้มากกว่าก็ได้
4.2.3. เส้นทางสู่ความสำเร็จจึงไม่ได้มีแค่ทางเดียวและ เรายังสามารถมองหาทางลัดไปถึงเป้าหมายให้เร็วขึ้นได้เสมอ
4.2.4. Ex # ฉันอยากเก่งภาษาอังกฤษ
4.2.4.1. สมัยก่อนเราอาจต้องลงเรียนพิเศษ ฝึกท่องศัพท์จากหนังสือ และฟังซีดีสอนภาษา
4.2.4.2. แต่ทุกวันนี้มีทางลัดให้เราเรียนรู้เยอะมาก
4.2.4.2.1. เราจะเปิดคลิปครูจอห์นสันหรือฟังรายการพอดแคสต์ทุกวันก็ได้
4.2.4.2.2. เราจะหาเพื่อนชาวต่างชาติแชทภาษาอังกฤษกันก็ได้
4.3. ไม่ใช่แค่ทำงานหนัก แต่ต้องทำแบบฉลาดด้วย
4.3.1. ถ้าเราอยากประสบความสำเร็จ เราต้องทำงานหนัก นี่คือความจริงที่เราหนีไม่พ้น
4.3.2. แต่ถ้าเรารู้จักมองหาวิธีทำงานที่ชาญฉลาดมากขึ้น มองหาทางลัดไปสู่ความสำเร็จได้เร็วขึ้น เราจะเปลี่ยนการทำงานหนักเดิม ให้กลายเป็นความสำเร็จที่รวดเร็วกว่าเดิมได้
4.3.3. บางทีเราอาจลดขั้นตอนที่ไม่สำคัญบางอย่างลงไป แล้วเอาพลังที่เหลือไปใช้กับงานสำคัญตัวอื่นต่อได้ด้วย
4.3.4. Ex # ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้น
4.3.4.1. เราต้องพยายามท่องศัพท์อยู่เสมอ เราถึงจะเก่งภาษาได้
4.3.4.2. แต่ด้วยทางลัดบางอย่าง เราจะใช้ความพยายามเท่าเดิมแล้วเก่งเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก เช่น
4.3.4.2.1. เปิดพอดแคสต์สอนภาษาฟังระหว่างเดินทาง
4.3.4.2.2. เล่นเกมทายคำศัพท์ระหว่างพัก
4.4. ถ้าเรามองหา Smartcuts เจอ เราจะทำงานเสร็จโดยใช้เวลาน้อยลง
4.4.1. ยิ่งเราใช้เวลาน้อยลงเท่าไหร่ เราก็มีเวลาทำอย่างอื่นมากขึ้น
4.4.2. พอเราทำงานอื่นได้มากขึ้น เราก็จะประสบความสำเร็จได้มากและเร็วขึ้นด้วย
5. เก่งไวขึ้นด้วยการเรียนกับคนเก่งๆ
5.1. ยิ่งเราฝึกฝนและทำงานหนัก เราจะเก่งและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าเรามีสุดยอดฝีมือคอยสอนและแนะนำ เราจะเก่งเร็วขึ้นกว่าฝึกเองหลายเท่ามาก
5.2. ฝึกเอง VS เรียนกันคนเก่งๆ
5.2.1. ถ้าเราอยากเล่นกีตาร์เก่ง เราจะทุ่มเทเวลาราว 10,000 ชั่วโมง ฝึกเองจนเก่ง หรือจะเลือกเรียนกับสุดยอดมือกีตาร์ก็ได้
5.2.2. แต่ถ้าเราเลือกเรียนกับคนเก่งๆ จะมีข้อดีคือ
5.2.2.1. รู้เคล็ดลับและหลักในการฝึกฝนโดยไม่ต้องลองผิดลองถูก
5.2.2.2. ได้คำแนะนำดีๆ เพื่อลดเวลาในการฝึก จนกว่าจะเก่งลงได้เยอะมาก
5.2.2.3. เวลาเจอปัญหา คนเก่งๆ จะคอยเป็นที่ปรึกษาช่วยแนะนำได้
5.2.2.3.1. ถ้าเราเลือกฝึกเอง เวลาเจอปัญหาก็ต้องหาทางแก้เอง
5.2.2.3.2. แต่คนเก่งๆ คือคนที่เคยผ่านปัญหามาก่อน คนที่มีประสบการณ๋จะช่วยแนะนำทางออกเวลาเราเจอปัญหาได้
5.2.3. Ex # ศิลปินชื่อดัง จัสติน บีเบอร์
5.2.3.1. จัสตินฉายแววด้านดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก คลิปการเล่นดนตรีของเขาในยูทูปมีคนเข้าชมเยอะมาก
5.2.3.2. ถ้าจัสตินฝึกเองต่อไปเรื่อยๆ เขาอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้ออกอัลบั้มและประสบความสำเร็จ
5.2.3.3. แต่พอเขาได้คนเก่งๆ อย่างสกูตเตอร์ บรูน โปรดิวเซอร์มือทองและ อัสเชอร์ นักร้องชื่อดัง มาช่วยสอนและคอยเป็นที่ปรึกษา เขาจึงใช้เวลาแค่ 4 ปีก็ประสบความสำเร็จ
5.2.3.3.1. อัลบั้มของเขาสร้างยอดขายได้มากกว่า 15 ล้านครั้ง
5.2.3.3.2. เขามีชื่อติดทำเนียบซูเปอร์สตาร์จากนิตยสาร Forbes
5.3. ยิ่งสนิทกับครู ยิ่งเรียนรู้ได้ดี
5.3.1. งานวิจัยชิ้นหนึ่งของคริสติน่า อัลเดอร์ฮิล นักจิตวิทยา พบว่าการให้คำปรึกษาแบบไม่เป็นทางการ จะได้ผลดีกว่าการให้คำปรึกษาแบบเป็นทางการ
5.3.2. เมื่อเรากับที่ปรึกษาสนิทกันโดยส่วนตัวมากขึ้น...
5.3.2.1. เขามักยินดีมอบคำแนะนำดีๆ ให้
5.3.2.2. เขาจะกล้าเตือนเวลาเราทำผิดพลาด
5.3.2.3. เขาจะใส่ใจและเอาใจช่วยเรามากขึ้น
5.3.3. คำแนะนำสำหรับผูกมิตรกับที่ปรึกษา
5.3.3.1. ลองขอคำแนะนำในด้านอื่นๆ ของชีวิตจากเขา
5.3.3.2. ใส่ใจชีวิตของที่ปรึกษา
5.3.3.2.1. ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบของเขา
5.3.3.2.2. ถ้าเขาเจอปัญหาแล้วเราพอจะช่วยได้ ก็ให้ยื่นมือเข้าไปช่วย
5.3.3.2.3. คอยเป็นกำลังใจให้เขา
5.3.3.3. ยอมเปิดเผยตัวตนและมุมอ่อนแอเพื่อสร้างความไว้ใจ
5.4. หนังสือหรือวิดีโอก็เป็นครูให้เราได้
5.4.1. เทคโนโลยีในยุคปัจจุบัน เปิดโอกาสให้เราได้เข้าถึงที่ปรึกษาเก่งๆ จากทั่วทุกมุมโลก
5.4.2. ต่อให้เราจะเรียนจากที่ปรึกษาแบบตัวต่อตัวไม่ได้จริงๆ เราก็ยังมีหนังสือ คลิปวิดีโอ บทความ เว็บไซต์ ฯลฯ ไว้ให้ศึกษาแนวคิดของที่ปรึกษาเก่งๆ เสมอ
5.4.2.1. Ex # เรียนทักษะฟุตบอลจากลีโอเนล เมสซี่
5.4.2.2. Ex # เรียนวิธีคิดการทำซูชิจากลุงจิโรในสารคดีเรื่อง Jiro Dreams of Sushi
5.4.2.3. Ex # เรียนแนวคิดด้านการเงินจากบทความของเรย์ ดาลิโอ
5.4.3. แซม วอลตัน ผู้ก่อตั้งห้างค้าปลักยักษ์ใหญ่ Walmart กล่าวไว้ว่า "เกือบทุกอย่างที่ผมทำ ผมเอาไอเดียมาจากคนอื่นเสมอ"
6. จับหลักได้เร็วด้วยการฟังข้อเสนอแนะและดูผลลัพธ์
6.1. เรียนรู้จากความล้มเหลว
6.1.1. เวลาเราเห็นคนอื่นล้มเหลว ถ้าเราไม่อยากซ้ำรอยเขา เราก็ต้องหัดเรียนรู้แล้วปรับปรุงตัวเองจากความล้มเหลวของคนอื่นด้วย
6.1.2. คนที่ประสบความสำเร็จล้วนเคยล้มเหลวมาก่อน แต่สิ่งที่พวกเขาทำคือเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้น แล้วพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
6.1.3. Ex # ไมเคิล จอร์แดน ตำนานนักบาสเกตบอล
6.1.3.1. ภาพจำของหลายคนที่มีต่อไมเคิลคือ แชมป์เปี้ยน สุดยอดนักบาส
6.1.3.2. แต่อย่าลืมว่าไมเคิลเคยแพ้ในการแข่งขันไปมากกว่า 300 เกม และชู้ตลูกพลาดไปมากกว่า 9,000 ครั้ง ตลอดชีวิตการเล่นบาสของเขา
6.1.4. คำกล่าวยอดนิยมหนึ่งของชาวซิลิคอนวัลเลย์ก็คือ "ล้มให้เร็วและล้มให้บ่อย"
6.1.4.1. หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า "นี่คือแนวคิดการทำธุรกิจที่แย่มากๆ"
6.1.4.2. แต่แนวคิดจริงๆ ที่อยู่เบื้องหลังคำกล่าวนี้คือ ยิ่งล้มเหลวเร็ว เราก็ยิ่งได้เรียนรู้เร็ว ยิ่งล้มเหลวบ่อย เราก็ยิ่งได้เรียนรู้เพิ่มขึ้น
6.2. ปรับปรุงตัวเองจากคำติชม
6.2.1. คนส่วนใหญ่ชอบฟังคำชมแต่ไม่ชอบคำติ เพราะคำติทำให้เครียดและรู้สึกกดดัน
6.2.2. แต่คำติมักมีประโยชน์ต่องานมากกว่าคำชมเสมอ เพราะคำติจะชี้ให้เราเห็นในจุดที่ไม่ดีหรือควรปรับปรุง
6.2.3. ดังนั้นเราต้องมองข้ามอคติที่มีต่อคำติออกไป แล้วลองเปิดใจรับฟัง แยกแยะคำติที่เป็นประโยชน์ให้ได้แล้วนำมันมาแก้ไขปรับปรุงงานให้ดีขึ้น
6.2.4. Ex # สื่อออนไลน์ Upworthy
6.2.4.1. Upworthy เคยทำทดลองเขียนพาดหัวของคลิปวิดีโอตัวหนึ่งเกี่ยวกับเด็กชายที่เป็นมะเร็ง
6.2.4.2. พวกเขาเก็บสถิติและคำติชมมาใช้สำหรับพัฒนาการเขียนพาดหัวให้ดึงดูดความสนใจของคนอ่านมากขึ้น
6.2.4.3. พอได้ข้อมูลมาก็ลองปรับการเขียนใหม่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขาสามารถเขียนพาดหัวที่ดึงดูดจำนวนคนคลิกดูเพิ่มขึ้นถึง 116%
6.2.4.4. จากนั้นพวกเขาก็ทดลองใส่ภาพที่น่าสนใจเพิ่มเข้าไปจนเพิ่มยอดคลิกจาก 116% เป็น 186%
7. ขยายฐานคนรู้จักด้วย Superconnector
7.1. Superconnector คือคนที่มีเครือข่ายใหญ่หรือมีอิทธิพลในวงการหนึ่ง
7.1.1. เจ้าของกรุ๊ปตลาดขายของเล่นในเฟซบุ๊กที่มีสมาชิก 20,000 คน = Superconnector
7.1.2. นักข่าวด้านกีฬาจากสื่อออนไลน์ชื่อดังแห่งหนึ่ง = Superconnector
7.1.3. แจ็คกี้ เพื่อนคนหนึ่งในเฟซบุ๊กที่มีเพื่อนและคนติดตาม 2,000 คน = Superconnector
7.2. บอกเพื่อนทีละคน VS บอกเพื่อนที่มีเพื่อนเป็นพัน
7.2.1. สมมุติว่าคุณเปิดร้านขายของเล่น คุณอยากกระจายข่าวการเปิดร้านให้คนรู้จักเยอะๆ เลยเริ่มจากการบอกเพื่อนก่อน
7.2.1.1. คุณโทรหรือไลน์หาเพื่อนเพื่อแจ้งข่าวทีละคน สรุปแล้วคุณสามารถบอกข่าวการเปิดร้านขายของเล่นไปได้ 50 คน
7.2.1.2. แต่ถ้าคุณเลือกบอกเพื่อนที่มีเพื่อนเป็นพันในเฟซบุ๊ก แล้วฝากเขาบอกข่าวต่อๆ กัน สรุปแล้วคุณอาจกระจายข่าวนี้ได้มากกว่า 5,000 คน
7.2.2. นอกจากการใช้ Superconnector จะช่วยให้เรากระจายข่าวได้มากและรวดเร็วแล้ว เขายังสามารถช่วยเหลือเราได้ด้านอื่นๆ ได้ด้วย
7.2.2.1. Ex # เพิ่มโอกาสในอาชีพ
7.2.2.1.1. ก่อนที่ เจ.เจ.อับรามส์ จะก้าวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง Starwar เขาแทบไม่เคยได้รับโอกาสให้เขียนบทภาพยนตร์เลยด้วยซ้ำ
7.2.2.1.2. วันหนึ่งจิล เพื่อนของเจ.เจ. มีปัญหาเรื่องบทภาพยนตร์ที่กำลังจะเขียน เขาเลยอาสาเข้าไปช่วยเหลือเธอ แล้วเริ่มพัฒนาบทภาพยนตร์ไปด้วยกัน
7.2.2.1.3. พ่อของจิลเป็นคนที่มีเครือข่ายกว้างขวางในแวดวงฮอลลีวูด เจ.เจ. เลยให้จิล นำบทภาพยนตร์นี้ไปให้พ่อช่วยนำเสนอกับคนอื่นต่อไป
7.2.2.1.4. สุดท้ายแผนของเจ.เจ. ก็ได้ผล ภาพยนตร์เรื่อง Taking Care of Business ได้ออกฉายและถือเป็นผลงานเปิดตัวของเจ.เจ.
7.2.3. ประโยชน์จากการเป็นเพื่อนกับ Superconnector ก็คือ
7.2.3.1. เราจะเข้าถึงเครือข่ายของเขาได้
7.2.3.1.1. ฐานแฟนคลับของเขา
7.2.3.1.2. กลุ่มลูกค้าของเขา
7.2.3.1.3. เพื่อนสนิทของเขา
7.2.3.1.4. คู่ค้าในแวดวงเดียวกับเขา
7.2.3.2. เราจะกระจายข่าวได้รวดเร็วและเข้าถึงคนจำนวนมากด้วย
7.3. ขยายเครือข่ายให้ตัวเองต่อด้วยการเป็น "ผู้ให้"
7.3.1. หลังจากเราได้รับความช่วยเหลือจาก Superconnector แล้ว ถ้าเรามัวแต่คิดถึงประโยชน์ของตัวเอง ไม่มอบน้ำใจตอบแทนกลับไปเลย ครั้งหน้าก็คงไม่มีใครอยากจะช่วยเราอีก
7.3.2. ดังนั้นเราต้องรู้จักช่วยเหลือ Superconnector กลับเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ด้วย
7.3.2.1. Ex # โพสขอความช่วยเหลือ
7.3.2.1.1. ถ้าคุณเห็นเพื่อนที่เป็น Superconnector โพสขอความช่วยเหลือ แล้วคุณพอจะช่วยเขาได้ ให้อาสายื่นมือเข้าไปช่วย
7.3.2.1.2. ถ้าเขาอยากทำแคมเปญบริจาคให้คนยากไร้
7.3.2.1.3. ถ้าเขาเดือดร้อนโพสขอบริจาคเลือดกรุ๊ปพิเศษให้คนในครอบครัว
7.3.3. นอกจากนี้คุณยังสามารถสร้างเครือข่ายให้ตัวเองเพิ่มได้ด้วยการเป็น "ผู้ให้"
7.3.3.1. อดัม แกรนท์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาเขียนถึงคนที่เป็น "ผู้ให้" ในหนังสือ Give and Take ว่า "ถ้าเรารู้จักให้มากกว่ารับ เราจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้มากขึ้น"
7.3.3.2. ผู้ให้ คือ
7.3.3.2.1. คนที่คอยช่วยเหลือและให้คำปรึกษากับผู้อื่น
7.3.3.2.2. คนที่มีความสุขเสมอเวลาได้ช่วยเหลือคน
7.3.3.2.3. คนที่ไม่เอาความดีความชอบใส่ตัวเอง แต่จะแบ่งปันเครดิตให้ผู้อื่นเสมอ
7.3.3.3. Ex # ผู้กำกับชื่อดัง เจ.เจ. อับรามส์
7.3.3.3.1. หลังจาก เจ.เจ. เริ่มมีชื่อเสียงในแวดวงฮอลลีวูด จากการช่วยเหลือของ Superconnector ที่เป็นลูกสาวผู้กำกับชื่อดัง
7.3.3.3.2. เจ.เจ. ก็ยังคอยช่วยเหลือคนอื่นๆ ในวงการอยู่เสมอ
7.3.3.3.3. การเป็นผู้ให้ของ เจ.เจ. จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาเป็นที่รักของคนในฮอลลีวูดและประสบความสำเร็จในสายงานนี้
8. รู้ทันกระแสที่กำลังจะแรงในอนาคต
8.1. จับกระแสได้ ก็เพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จได้
8.1.1. ทุกแวดวงจะมี...
8.1.1.1. กระแสหลักที่ได้รับความนิยม
8.1.1.2. กระแสรองที่อาจจะเป็นที่นิยมในอนาคต
8.1.1.3. Ex # แวดวงหนังสือไทย
8.1.1.3.1. กระแสหลัก = วรรณกรรมต่างประเทศ หนังสือธุรกิจและพัฒนาตัวเอง นิทานเด็ก
8.1.1.3.2. กระแสรอง = วรรณกรรมเพศทางเลือก นิยายภาพ
8.1.2. การคิดอะไรใหม่ได้เป็นคนแรกในวงการไม่ได้การันตีความสำเร็จให้เราเสมอไป
8.1.2.1. จริงอยู่ว่าเราอาจเป็นคนแรกในตลาด ทำก่อน ขายก่อน
8.1.2.2. แต่เราก็ต้องแบกรับความเสี่ยงและทุ่มเทสร้างลูกค้าเพียงคนเดียว โดยที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตลาดนี้มีศักยภาพมากแค่ไหน
8.1.3. แต่ถ้าเราสามารถจับกระแสได้ว่า "สิ่งไหนกำลังจะมาแรงในอนาคต" เราจะกลายเป็นคนที่ได้เปรียบ ได้ลองผิดลองถูกก่อน และมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนแรกที่คิดอะไรใหม่ๆ ได้เสียอีก
8.1.3.1. Ex # กระแสหม่าล่า
8.1.3.1.1. หม่าล่าเป็นอาหารรสเผ็ดจากประเทศจีน ซึ่งกำลังเป็นกระแสมาระยะหนึ่งแล้ว
8.1.3.1.2. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนแรกที่ขายหม่าล่าจะประสบความสำเร็จ
8.1.3.1.3. เราต้องปรับปรุงสูตรให้ถูกปากคนไทยและรอให้กระแสค่อยๆ ก่อตัวขึ้นเพื่อสร้างความต้องการและตลาดขึ้นมาก่อน การเปิดร้านหม่าล่าจึงจะประสบความสำเร็จได้
8.1.3.2. Ex # กระแสกล้องดิจิตอล
8.1.3.2.1. สมัยก่อน โกดักคือบริษัทผลิตกล้องถ่ายรูปที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก
8.1.3.2.2. พวกเขาเป็นเจ้าตลาดและสามารถขยายกิจการจนมีสินค้าครอบคลุมทั้งวงการ ทั้งกล้องถ่ายรูป ฟิล์ม ร้านอัดรูป
8.1.3.2.3. วันหนึ่งมีคนเสนอเทคโนโลยีใหม่เป็น "กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอล" ที่ไม่ต้องใช้ฟิล์มอีกต่อไป
8.1.3.2.4. แต่โกดักไม่เปิดใจรับกระแสใหม่นี้และยังไม่ยอมทดลองหรือพัฒนากล้องดิจิตอลด้วย
8.1.3.2.5. สุดท้ายโกดักก็กลายเป็นบริษัทที่ล้าหลังตามไม่ทันกระแสแล้วต้องปิดตัวไปในที่สุด
8.1.4. Ex # Skillrex ดีเจชื่อดัง
8.1.4.1. ก่อนซอนนี่ มัวร์ จะมาเป็น Skillrex ดีเจเพลงแนว EDM ชื่อดังอย่างทุกวันนี้ เขาเคยมีเส้นทางดนตรีที่ไม่ใช่ EDM มาก่อน
8.1.4.2. เดิมทีซอนนี่ รวมตัวกับเพื่อนๆ ทำวงดนตรีชื่อ From First to Last ซึ่งเป็นวงแนวร็อกแบบเข้มข้น แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก
8.1.4.3. วันหนึ่งเขามีโอกาสทำโปรเจกต์กับเพื่อนด้วยการจัดปาร์ตี้ในโกดังแห่งหนึ่ง
8.1.4.3.1. เขากับเพื่อนเลือกเล่นเพลงแนว EDM ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและเข้ากับปาร์ตี้สไตล์โกดังแบบนั้นมาก
8.1.4.3.2. หลังจากนั้นซอนนี่ก็เริ่มทดลองทำเพลงแนว EDM ปล่อยลงโลกออนไลน์
8.1.4.4. ทุกวันนี้ ซอนนี่กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในนาม Skillrex
8.2. กล้าทดลองอะไรใหม่ๆ ด้วยกฎแบ่งเวลา 20%
8.2.1. เมื่อเราต้องรู้จักจับกระแสที่กำลังจะมาแรงในอนาคต นั่นแปลว่า ณ ตอนนี้กระแสนั้นจะยังไม่ดังในวงกว้าง
8.2.2. กระแสที่อาจจะดังยังเป็นแค่โอกาสในอนาคต ดังนั้นเราต้องรู้จักแบ่งเวลาเอาไว้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ ที่ตรงกับกระแสนั้นด้วย
8.2.3. กฎแบ่งเวลา 20% ของกูเกิลบอกว่า ให้แบ่งเวลาทำงาน 20% สำหรับทดลองทำโปรเจกต์ใหม่ๆ ให้เต็มที่
8.2.3.1. Gmail ก็เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ถูกทดลองทำในช่วงเวลา 20% นี้
8.2.3.2. กฎนี้ถูกต่อยอดมาจาก กฎแบ่งเวลา 15% ของบริษัท 3M
8.2.3.3. บริษัท 3M แบ่งเวลา 15% ไว้ทดลองโปรเจกต์ แล้วพวกเขาใช้เวลานั้นพัฒนากระดาษโพสต์อิทจนเป็นที่นิยมไปทั่วโลก
8.2.4. Ex # ทดลองทำพอดแคสต์
8.2.4.1. เดิมคุณทำเพจเฟซบุ๊กคอยนำเสนอทุกความเคลื่อนไหวของ Marvel
8.2.4.2. คุณพบคอมเมนท์จากลูกเพจว่าอยากให้ทำเป็นไฟล์เสียงบ้าง เพราะไม่มีเวลาอ่าน
8.2.4.3. คุณนำคำแนะนำนี้มาคิดต่อจึงพบว่ากระแสการทำช่องพอดแคสต์มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
8.2.4.4. แต่ในเมื่อตลาดหลักยังเป็นเพจเฟซบุ๊ก คุณเลยลองแบ่งเวลาสัก 2 ชั่วโมงต่อวัน มาศึกษาและทดลองทำพอดแคสต์บ้าง
8.2.4.4.1. ลองนำบทความมาอัดเสียง
8.2.4.4.2. ลองศึกษาเรื่องอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องใช้
8.2.4.4.3. ลองศึกษาเรื่องการตัดต่อไฟล์เสียง
8.2.4.4.4. ลองปรึกษากับคนที่เคยทำพอดแคสต์
9. เมื่อประสบความสำเร็จครั้งแรกให้เร่งไปต่อ อย่าเพิ่งสนใจสิ่งอื่น
9.1. เดินหน้าต่อ VS กอบโกย
9.1.1. บางทีความสำเร็จก็เข้ามาเร็วเหมือนสายฟ้าแล้วเปลี่ยนคนคนหนึ่งให้โด่งดังในชั่วข้ามคืน
9.1.2. เมื่อเราคว้าความสำเร็จครั้งแรกแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราต้องเดินหน้าทำต่อ
9.1.3. การเดินหน้าสร้างแรงผลักดัน (Momentum) สำคัญกว่าการหาเงินหรือสิ่งใดทั้งหมด
9.1.3.1. เพราะถ้าเราหยุด แล้วเอาสมาธิไปสนใจกับเรื่องอื่นแทน แรงผลักดันและความสำเร็จที่เราสร้างไว้จะค่อยๆ หายไป
9.1.3.2. แล้วเราอาจสร้างความสำเร็จแบบเดิมซ้ำไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
9.1.3.3. แต่ถ้าเราเดินหน้าต่อ เราจะค่อยๆ ต่อยอดความสำเร็จและสร้างโอกาสครั้งใหม่ๆ ได้
9.1.4. Ex # เหตุการณ์จริงของ 2 ยูทูปเบอร์
9.1.4.1. "พอล" กับ "มิเชล" สร้างชื่อเสียงจนโด่งดังจากคลิปวิดีโอในยูทูปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
9.1.4.2. พอลโพสต์คลิปวิดีโอตลกๆ ของเขา ส่วนมิเชลโพสต์คลิปวิดีโอสอนแต่งหน้าแบบเลดี้ กาก้า ในมิวสิควิดีโอเพลง Bad Romance
9.1.4.3. หลังสร้างชื่อสำเร็จ
9.1.4.3.1. พอลก็เริ่มเดินสายไปตามรายการโทรทัศน์และทำเสื้อยืดขาย
9.1.4.3.2. มิเชลเริ่มทำวิดีโอตัวถัดไป โดยพยายามศึกษาข้อมูลจากคลิปแรกที่ประสบความสำเร็จให้มากที่สุด
9.1.4.4. บทสรุปของเรื่องคือ มิเชลพยายามทำงานของเธอมาตลอด เธอทำงานหนักจาสร้างแรงผลักดันให้ตัวเองสำเร็จ แล้วเธอก็คว้าความสำเร็จจากคลิปสอนแต่งหน้าเป็นเลดี้ กาก้า
9.1.4.4.1. แต่เธอไม่ได้หยุดแล้วหันไปทำสิ่งอื่นๆ เหมือนพอล
9.1.4.4.2. มิเชลเดินหน้าสร้างแรงผลักดันให้ตัวเองต่อ เธอมองหาโอกาสและหาทางลัดให้ตัวเองไปสู่ธุรกิจใหม่ๆ จนสามารถสร้างธุรกิจเครื่องสำอางค์ของตัวเองได้สำเร็จ
9.2. ยุคสมัยที่ทุกอย่างไปเร็วมาเร็ว ถ้าคุณสร้างความสำเร็จได้ครั้งหนึ่งแล้ว อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป จงเดินหน้าสร้างแรงผลักดันให้ตัวเองต่อ มิเช่นนั้นคนอื่นจะคว้าโอกาสนี้ไปแทนคุณ
9.3. บิงโกขอแนะนำคอร์สอบรมหนังสือ The Compound Effect ที่จะแนะนำวิธีสร้างแรงผลักดัน ให้คุณใช้มันเพื่อเดินหน้าสู่ความสำเร็จได้มากขึ้น
10. มองหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ ด้วยแนวคิด 10X Thinking
10.1. 10X Thinking คือวิธีคิดให้ใหญ่ เพื่อบังคับให้ตัวเองหลุดออกจากวิธีคิดและแก้ปัญหาตามกรอบเดิมๆ
10.1.1. Ex # คิดสร้างยอดขาย
10.1.1.1. วิธีคิดแบบ 10X Thinking คือ คิดสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 10 เท่า
10.1.1.2. วิธีคิดแบบตั้งเป้าหมายธรรมดา คือ คิดสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 10%
10.2. ทิ้งวิธีคิดเดิมๆ แล้วมองหาวิธีใหม่ด้วย 10X Thinking
10.2.1. 10X Thinking จะบีบให้เราทิ้งวิธีคิดแบบเดิมๆ
10.2.2. เพราะอย่างไรเสียมันก็ใช้ไม่ได้ผล แล้วหันไปหาวิธีใหม่ๆ ที่มีโอกาสมากกว่าแทน
10.2.3. Ex # คิดเพิ่มยอดขายให้ได้ 10 เท่า
10.2.3.1. เราคงใช้วิธีเดิมๆ อย่างเพิ่มพนักงานขาย จ่ายค่าโฆษณาลงสื่อต่างๆ จ้างดารามาโปรโมท ไม่ได้อีกแล้ว
10.2.3.2. เราจะต้องหาวิธีใหม่ที่ฟังดูบ้ากว่าเดิม แต่ก็เป็นไปได้มากขึ้น เช่น ลงทุนสร้างซีรีย์ 1 เรื่องแล้วสอดแทรกสินค้าลงไป
10.2.4. Ex # 10X Thinking แบบอีลอน มัสก์
10.2.4.1. อีลอนฝันว่าอยากจะพามนุษย์ไปดาวอังคาร เดิมทีฝันแบบนี้ควรเป็นฝันที่มาจากหน่วยงานด้านอวกาศของภาครัฐ ถ้าอีลอนอยากทำฝันนี้เขาก็ควรไปทำงานที่นาซ่า
10.2.4.2. แต่อีลอนเลือกทำฝันนี้เองด้วยการตั้งบริษัท SpaceX ทว่าโจทย์ใหญ่ที่เขาต้องเจอก็คือ ปัญหาด้านต้นทุนการสร้างจรวด
10.2.4.3. การสร้างจรวดต้องใช้ทุนมหาศาลเลยไม่มีเอกชนไหนกล้าเข้ามาทำ เมื่อวิธีแบบเดิมไม่ได้ผล อีลอนจึงพยายามหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ด้วยการคิดแบบ 10X Thinking
10.2.4.4. คำตอบที่อีลอนได้ก็คือ การรีไซเคิลจรวดกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งวิธีนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตจรวดได้มากถึง 10 เท่า
10.2.4.4.1. แต่การรีไซเคิลจรวดก็เป็นโจทย์ที่ยากมากเช่นกัน
10.2.4.4.2. อีลอนต้องล้มเหลวอยู่หลายครั้งจนแทบจะหมดตัว จนกระทั่งเขาก็ทำสำเร็จในปี 2008
10.2.4.4.3. หลังจากนั้นทุกอย่างก็ง่ายขึ้น อีลอนระดมทุนได้มหาศาลเพื่อต่อยอดโครงการนี้
10.2.4.4.4. เขาได้ร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อสร้างจรวดรุ่นต่อๆ ไป แล้วเขาก็ขยับเข้าใกล้ความฝันที่จะพามนุษย์ไปดาวอังคารมากขึ้นเรื่อยๆ
10.3. บิงโกขอแนะนำหนังสือ Goals ที่จะสอนให้คุณตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ แล้วสามารถทำตามได้ง่ายและเร็วขึ้นกว่าเดิม
10.3.1. เรียนรู้ 7 กุญแจสำคัญจะช่วยให้เราทำเป้าหมายนั้นได้สำเร็จง่ายและเร็วขึ้น