1. ข้อมูลกึ่งโครงสร้าง Semi - Structured Data
1.1. ข้อมูลที่ถูกจัดเก็บอย่างมีรูปแบบในระดับหนึ่งและข้อมูล ที่สามารถค้นหา ( search ) หรือแท็ก ( tag ) ได้ เช่น เว็บเพจที่มีการระบุชื่อเพจ คำสำคัญในเพจ และวันที่อัพเดทข้อมูล
1.1.1. ลักษณะของข้อมูลกึ่งโครงสร้าง • ข้อมูลไม่เป็นไปตามแบบจำลองข้อมูล • ไม่สามารถจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบของแถวและคอลัมน์ • ขนาดและประเภทของ attributes เดียวกันในกลุ่มอาจแตกต่างกัน
1.2. ข้อดี • ข้อมูลเป็นแบบพกพา • รองรับผู้ใช้ที่ไม่สามารถแสดงความต้องการใน SQL ได้ • สามารถจัดการกับความแตกต่างของแหล่งที่มาได้อย่างง่ายดาย
1.3. ข้อเสีย • การตีความความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่มีการแยก schema และข้อมูล • คำค้นหาที่มีประสิทธิภาพน้อยลง เมื่อเทียบกับข้อมูลที่มีโครงสร้าง
2. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงวัตถุ Object Oriented Database Model : OOM
2.1. การเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ สามารถจัดการกับข้อมูลชนิดต่างๆที่ซับซ้อนได้ดี
2.2. ข้อดี • คุณสมบัติด้านการสืบทอดทำให้ข้อมูลมีความคงสภาพสูง • สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ • การนำเสนอเป็นรูปแบบภาพ ทำให้อธิบายหัวข้อความหมายได้ดี
2.3. ข้อเสีย • ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับระบบค่อนข้างสูง • ยังไม่มีมาตรฐานรองรับที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับแบบจำลองข้อมูลเชิงสัมพันธ์ • ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จะคุ้นกับเทคโนโลยีฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์มากกว่า
3. Object - Relational Model : ORM
3.1. แบบจำลองข้อมูล ที่มีลักษณะเหมือนกับโครงสร้างตาราง ฐานข้อมูล คือ กลุ่มของตารางความสัมพันธ์ แต่ละแถวของข้อมูลในตาราง คือ ชุดข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน
3.1.1. ลักษณะของ Relational model เก็บข้อมูลจะเป็นแบบรูปตาราง 2 มิติ คือ แถว (Row) และ คอลัมน์ (Column)
3.1.1.1. • แบบ one-to-one ความสัมพันธ์แบบหึ่งต่อหนึ่งของ เอนทิตี้ 1 เอนทิตี้ สัมพันธ์กับเอนทิตี้เพียง 1 เอนทิตี้ เช่น ความสัมพันธ์ของบุคคลกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน
3.1.1.2. • แบบ one-to-many ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่มของเอนทิตี้ เอนทิตี้ 1 เอนทิตี้ สัมพันธ์กับเอนทิตี้หลายเอนทิตี้ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก
3.1.1.3. • แบบ many-to-many ความสัมพันธ์แบบหลายเอนทิตี้ สัมพันธ์กับหลายเอนทิตี้ เช่น ความสัมพันธ์ของลูกค้ากับร้านค้าออนไลน์
3.1.2. ข้อดี • มีความเป็นอิสระนโครงสร้าง • การเรียกดูข้อมูล สามารถเรียกได้ด้วยชุดคำสั่ง SQL • มีระบบความปลอดภัยที่ดี
3.1.3. ข้อเสีย • มีการลงทุนสูง ( Hardware , Software ) • มีค่าใช้จ่ายของระบบสูงมาก • มีการแก้ไขปรับปรุงแฟ้มข้อมูลได้ยาก
3.2. Object - Relational Model
4. แบบจำลองข้อมูลฐานลำดับชั้น Hierarchical Model
4.1. ข้อมูลถูกจัดเก็บเป็นโครงสร้างแบบบนล่าง ลักษณะคล้ายโครงสร้างต้นไม้ (Tree Structure) มีการสืบทอดเป็นลำดับชั้น โหนดสูงสุดจะเรียกว่าราก (Root) โหนดระดับล่างลงมาจะเรียกว่า (Leaves) เรียกฐานข้อมูลในระดับนี้อีกชื่อหนึ่งว่าซิกเมนต์ (Segment)
4.1.1. แบบจำลองข้อมูลฐานลำดับชั้น
4.2. ข้อดี • เป็นระบบฐานข้อมูลที่มีระบบโครงสร้างซับซ้อนน้อยที่สุด • มีค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างฐานข้อมูลน้อย • ลักษณะโครงสร้างเข้าใจง่าย • ป้องกันระบบความลับของข้อมูลได้ดี
4.3. ข้อเสีย • ยากต่อการพัฒนา ผู้พัฒนาต้องมีความเข้าใจโครงสร้าง ทางกายภาพของข้อมูลที่จัดเก็บอยู่ภายในฐานข้อมูล • ขาดมาตรฐานการรองรับที่ชัดเจน
5. แบบจำลองข้อมูลเครือข่าย (Network Database Model)
5.1. กราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ (Node) โดยใช้การเชื่อมโยงที่เรียบง่าย กราฟเครือข่ายช่วยให้เราเห็นภาพกลุ่มและความสัมพันธ์ระหว่างNodeได้อย่างรวดเร็ว
5.1.1. แบบจำลองข้อมูลเครือข่าย
5.2. ข้อดี • มีหลักการที่ง่าย ใกล้เคียงกับแบบลำดับชั้น • สนับสนุนความสัมพันธ์แบบ M:N • การเข้าถึงข้อมูลมีความยืดหยุ่นสูงกว่าแบบลำดับชั้นและแฟ้มข้อมูล • ความซ้ำซ้อนในข้อมูลเกิดขึ้นน้อยกว่าแบบลำดับขั้น
5.3. ข้อเสีย • การป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลมีน้อย เนื่องจากสามารถเข้าถึงRecordได้โดยตรง • ใช้ตัวชี้วัดตำแหน่งแบบ Pointer ทำให้สิ้นเปลืองในหน่วยความจำ • การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างมีความยุ่งยาก
6. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ Relational Database Model
6.1. การจัดข้อมูลในรูปแบบของตาราง 2 มิติ คือมี แถว (Row) และ คอลัมน์ (Column)
6.1.1. โดยการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตาราง จะใช้ Attribute ที่มีอยู่ทั้งสองตารางเป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูล
6.1.1.1. แบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์