1. เม (การวิจัย)
1.1. กระบวนการเสาะแสวงหาความรู้ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่และเพื่อนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์
1.1.1. RESEARCH
1.1.1.1. R = Recruitment & Relationships คือ การฝึกคนให้มีความรู้และปฏิบัติงานร่วมกัน
1.1.1.2. E = Education & Efficiency คือ ผู้วิจัยจะต้องมีการศึกษา มีความรู้และสมรรถภาพสูงในการวิจัย
1.1.1.3. S = Science & Simulation คือ ศาสตร์ที่ต้องพิสูจน์เพื่อค้นหาความจริงและผู้วิจัยจะต้องมีพลังกระตุ้นในความคิดริเริ่ม กระตือรือร้นที่จะวิจัยต่อไปนี้
1.1.1.4. E = Evaluation & Environment คือ ผู้วิจัยจะต้องรู้จักการประเมินผลดูว่ามีประโยชน์สมควรจะทำต่อไปหรือไม่ และต้องรู้จักใช้เครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ ในการวิจัย
1.1.1.5. A = AIM & Attitude คือ มีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่แน่นอน และมีทัศนคติที่ดีที่จะต้องติดตามผลของการวิจัย
1.1.1.6. R = Result คือผลของการวิจัยที่ได้มาจะเป็นผลทางไหนก็ตาม จะต้องยอมรับผลของการวิจัยนั้นอย่างดุษฎี เพราะเป็นผลที่ได้มาจากการค้นคว้าอย่างมีระบบ
1.1.1.7. C = Curiosity คือ ผู้วิจัยจะต้องมีความอยากรู้อยากเห็น มีความสนใจ และขวนขวายในงานวิจัยอยู่ตลอดเวลา
1.1.1.8. H = Horizon คือ เมื่อผลปรากฎออกมาย่อมทำให้ทราบและเข้าใจปัญหาเหล่านั้นได้และก่อให้เกิดสันติสุขแก่สังคม
2. พัฒนาการของเปรี้ยว
2.1. แบ่งเป็น 3 ระยะ
2.1.1. 1.การแสวงหาความรู้อย่างไม่มีระบบแบบแผน (โบราณ)
2.1.1.1. เป็นระยะที่มนุษย์พยายามแสวงหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติแวดล้อมด้วยวิธีการที่ง่าย -ไม่สลับซับซ้อน -ไม่มีหลักเกณฑ์ -ไม่มีระบบแบบแผนใดๆทั้งสิ้น มีหลากหลายวิธี ดังนี้
2.1.1.1.1. 1.1การได้รับความรู้โดยบังเอิญ (ByChance) เป็นการได้รับความรู้มาโดยไม่ได้คาดคิดมาก่อน ส่วนใหญ่จะได้มาจากการประสบกับปรากฏการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
2.1.1.1.2. 1.2การได้รับความรู้โดยการลองผิดลองถูก (Trial and Error) เป็นการแสวงหาความรู้โดยการเดาลองทำหลายๆ ครั้ง หลาย ๆ วิธี จนกว่าจะได้คำตอบที่ดีที่สุด
2.1.1.1.3. 1.3การได้รับความรู้จากผู้รู้ (Authority) ซึ่งผู้รู้คือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งยอมรับกันโดยทั่วไปและหมายถึงแหล่งความรู้แหล่งวิชาการต่างๆด้วย
2.1.1.1.4. 1.4การได้รับความรู้จากผู้เชี่ยวชาญหรือนักปราชญ์ (Expert or Wiseman) ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีความรู้อย่างกว้างขวางและลึกซึ้งมีความสามารถหรือชำนาญในด้านใดด้านหนึ่งอย่างยอดเยี่ยมเป็นที่ยอมรับและเป็นผู้รู้ที่มี่ชื่อเสียงชั้นยอด
2.1.1.1.5. 1.5การได้รับความรู้จากประเพณีและวัฒนธรรม (Tradition and Culture) คือการได้รับจากสิ่งที่สังคมหนึ่งยอมรับเชื่อถือและปฏิบัติสืบทอดกันเรื่อยมาเป็นเวลาช้านานอันทำให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนและพวกพ้องและทำให้มีความร่มเย็นเป็นสุข
2.1.1.1.6. 1.6การได้รับความรู้จากประสบการณ์ของตนเอง (PersonalExperience) คือบุคคลย่อมมีโอกาสประสบพบเห็นเหตุการณ์ต่างๆมากมายในชีวิตและเมื่อได้ประมวลผลเข้าด้วยกันจะมีการสรุปเป็นความรู้เฉพาะตัวและมักจะมีความแตกต่างกันในแต่ละบุคคลซึ่งจะเชื่อถือไม่ค่อยได้และไม่สมบูรณ์ในตัวเอง
2.1.2. 2.การแสวงหาความรู้ด้วยระบบเหตุผล (เหตุผล)
2.1.2.1. เป็นกระบวนการคิดและวิเคราะห์โดยอาศัยความจริงที่มีอยู่แล้วช่วยในการหาบทสรุป เพื่อให้ได้ความจริงใหม่ขึ้นมา มีหลากหลายวิธี ดังนี้
2.1.2.1.1. 2.1วิธีอนุมานหรือนิรนัย (DeductiveMethodหรือ SyllogisticReasoning) เป็นการใช้เหตุผลซึ่งประกอบด้วยกฏเกณฑ์หรือข้อความและการหาความสัมพันธ์ภายในเหตุผลนั้น โดยผู้ริเริ่มคิดและใช้วิธีการนี้คืออริสโตเติล
2.1.2.1.2. 2.2วิธีอุปมานหรืออุปนัย (InductiveMethod) เป็นการแสวงหาความรู้ด้วยเหตุผล โดยผู้ริเริ่มคิดคือเซอร์ ฟรานซิส เบคอน มีความแตกต่างและตรงกันข้ามกับวิธีอนุมาน ซึ่งโต้แย้งว่าแบบอนุมานเป็นความรู้ที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะได้มาโดยการมองตัวแปรอย่างแคบๆ
2.1.2.1.3. 2.3วิธีอนุมาน-อุปมาน (Deductive-Inductive Method) เป็นการศึกษาค้นคว้าใดๆก็ตามควนต้องใช้วิธีการแสวงหาความรู้ทั้งวิธีอนุมานและอุปมานร่วมกัน ซึ่งเป็นการช่วยลดข้อบกพร่องในการใช้เฉพาะวิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว และยังจะทำให้ได้ความรู้ใหม่ที่มีความเชื่อได้มากยิ่งขึ้นด้วย โดยผู้ริเริ่มวิธีนี้คือ ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin)
2.1.3. 3.การแสวงหาความรู้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)
2.1.3.1. จอห์นดิวอี้ ได้ดัดแปลงแนวคิดแบบอนุมาน-อุปมานมาเป็นกระบวนการคิดแบบReflectiveThinking หรือแบบใคร่ครวญซึ่งเป็นวิธีการแสวงหาความรู้และความจริงที่ถูกต้องและเชื่อถือได้มากที่สุด
2.1.3.1.1. ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน
3. 3.4ขั้นวิเคราะ์และตีความข้อมูล (AnalyzingData)เป็นการแยกแยะและแปลผลข้อมูลนำข้อมูลมาพิจารณาตรวจสอบหรือทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่จะยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐานนั้น
4. จุดมุ่งหมายของการวิจัย
4.1. 1.เพื่อให้ได้ความรู้ใหม่หรือเพื่อสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ เพื่อตรวจสอบและพิสูจน์ทฤษฎีที่มีอยู่ว่ายังใช้ได้อยู่หรือไม่ เพื่อสร้างทฤษฎีหรือกฏเกณฑ์ใหม่ซึ่งเป็นการขยายขอบเขตของความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มพูนความรู้ทางวิทยาการให้มากยิ่งขึ้น
4.2. 2.เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ในหลายๆ ด้าน
4.2.1. 2.1ใช้สำหรับบรรยายสภาพของปัญหา
4.2.2. 2.2ใช้สำหรับพยากรณ์หรือทำลายเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
4.2.3. 2.3ใช้สำหรับปรับปรุงและพัฒนาสถานการณ์ให้ดียิ่งขึ้น
4.2.4. 2.4ใช้สำหรับควบคุมปัญญาและช่วยวางแผนเตรียมการควบคุมได้อย่างรัดกุม
4.2.5. 2.5ใช้สำหรับแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงจุด
5. ขั้นตอนของการวิจัย
5.1. 1.การเลือกและกำหนดปัญหา (IdentifyingTheProblem) เป็นขั้นตอนที่ผู้วิจัยต้องระบุลงไปอย่างชัดเจนว่าจะทำการวิจัยเรื่องอะไร สิ่งที่ต้องการศึกษาหาคำตอบนั้นคืออะไร ผู้วิจัยจะต้องนิยามหรืออธิบายขยายความรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่จะวิจัยให้เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน
5.2. 2.การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Reviewing In formation) เป็นขั้นตอนของการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ตนจะทำการวิจัย ช่วยให้มองเห็นแนวทางในการทำวิจัยของตน ไม่ซ้ำซ้อนกับผู้อื่นที่ได้ทำมาแล้วและช่วยให้นำผลการวิจัยของผู้อื่นมาอ้างอิงหรือสนับสนุนงานวิจัยของตนให้มีน้ำหนักและเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น
5.3. 3.การเก็บรวบรวมข้อมูล (CollectingData) เป็นขั้นตอนของการลงมือทำการวิจัยตามกิจกรรมและตามขั้นตอนที่ได้กำหนด ผู้วิจัยจะลงมือเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆและลงมือทดลองและวัดผลของการทดลอง
5.4. 4.การวิเคราะห์ข้อมูล (AnalyzingData) เป็นขั้นตอนของกิจกรรมหลายอย่างเช่นการนำข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบความสมบูรณ์ครบถ้วน นำข้อมูลมาจัดให้เป็นระบบระเบียบ.นำข้อมูลมาตรวจให้คะแนน.แปลงข้อมูลมาตรวจให้คะแนน แปลงข้อมูลเป็นตัวเลข.ลงรหัสสร้างเทปข้อมูล.จำแนกแจกแจงข้อมูลและใช้วิธีการทางสถิติที่เหมาะสม ในการหาค่าหรือหาความหมายของข้อมูลเพื่อดูผลของการวิจัย
5.5. 5.การสรุปผลการวิจัย (DrawingConclusion) หลังจากการวิเคราะ์แปลความหรือให้ความหมายของข้อมูลแล้ว.ขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนของการลงสรุปผลที่ได้ จากการวิจัยว่าคืออะไรผู้วิจัยได้ความรู้ใหม่อะไรบ้าง.กิจกรรมสำคัญคือการเขียนรายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์ เพื่อเสนอผลการวิจัยและการอภิปรายผลการวิจัย.เป็นการเผยแพร่ผลการวิจัยที่ตนได้ทำมาทั้งหมดแก่สาธารณชน ซึ่งนับเป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการวิจัย
6. เม
6.1. แบ่งออกเป็น 3 ด้าน
6.1.1. 1.ด้านความรู้หรือพุทธิพิสัย
6.1.1.1. 1.1มีความรู้ในเรื่องที่ทำการวิจัยหรือในสาขาวิชาที่ทำการวิจัยเป็นอย่างดี
6.1.1.2. 1.2มีความรู้ในเรื่องหรือในสาขาวิชาที่เกี่ยวกับเรื่องที่ทำการวิจัยพอสมควร
6.1.1.3. 1.3มีความรู้ในระเบียบวิธีวิจัยหรือเทคนิคการทำวิจัยเป็นอย่างดีในทุกขั้นตอน
6.1.2. 2.ด้านความสามารถหรือทักษะพิสัย
6.1.2.1. ต้องมีความสามารถในการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการวิจัย
6.1.2.2. ต้องมีความสามารถหรือทักษะในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีวิจัยหรือเทคนิคในการวิจัยได้เป็นอย่างดี
6.1.3. 3.ด้านเจตคติหรือจิตพิสัย
6.1.3.1. 3.1มีเจตคติในเชิงวิทยาศาสตร์ (ScientificAttitude) เช่นยอมรับการเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้น ยอมรับเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ความเป็นไปได้ในการปรับปรุงแก้ไขสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นด้วยวิธีการทางวิทศาสตร์ เป็นต้น
6.1.3.2. 3.2มีเจตคติที่ดีต่อการวิจัย ชอบและรักการวิจัย เห็นว่าการวิจัยมีคุณค่าและมีประโยชน์อย่างมากแก่สังคมและแก่ตนเอง เป็นงานที่สนุกและน่าสนใจ
6.1.3.3. 3.3รู้จักตนเอง รู้ศักยภาพหรือรู้ขอบเขตกำลังความสามารถของตน มีความมั่นใจในตนเอง เป็นตัวของตัวเอง มีวินัยในตัวเอง และสามารถควบคุมตัวเองได้
6.1.3.4. 3.4มีความอยากรู้อยากเห็นในสิ่งใหม่ๆและมีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ
6.1.3.5. 3.5มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้าทำและ มีความสุขความพอใจที่ได้แสดงออก ซึ่งความคิดของตนมีความเพลิดเพลินกับการทำงานที่ท้าทาย
6.1.3.6. 3.6มีเหตุผล
6.1.3.7. 3.7มีความรับผิดชอบต่องานในขณะที่ทำ และต่อผลงานที่ได้ทำเสร็จแล้ว
6.1.3.8. 3.8ทำงานอย่างมีระบบสามารถวางแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.1.3.9. 3.9มีความละเอียดถี่ถ้วนและรอบคอบ
6.1.3.10. 3.10มีความซื่อสัตย์ต่อหลักวิชา
6.1.3.11. 3.12มีใจกว้าง ยอมรับฟังความคิดเห็นและคำวิจารณ์ติชมของผู้อื่น
6.1.3.12. 3.13มองการณ์ไกลและมีแนวคิดที่จะช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น
6.1.3.13. 3.11มีความอดทนต่อการทำงาน มีความพากเพียรพยายาม ไม่เบื่อท้อแท้หรือละทิ้งงานไปง่าย ๆ
7. ผลการวิจัย
7.1. ประโยชน์ต่อสังคม
7.1.1. ช่วยให้สังคมได้รับความรู้ใหม่ๆและช่วยให้สามารถนำความรู้นั้นไปใช้ในการบรรยายสภาพการแก้ปัญหาและพัฒนาความเป็นอยู่ในสังคมให้ดียิ่งขึ้น
7.2. ประโยชน์ต่อนักวิจัย
7.2.1. ช่วยให้นักวิจัยได้รับความรู้ใหม่ รอบรู้ ทันสมัยทางวิชาการและมีคุณลักษณะประจำตัวที่ดี
8. ประเภทของการวิจัย
8.1. 1.การจำแนกประเภทตามลักษณะของข้อมูล
8.1.1. 1.1การวิจัยเชิงคุณภาพหรือการวิจัยเชิงคุณลักษณะ (Qualitative Research) เป็นการแสวงหาความรู้โดยการพิจารณาปรากฏการณ์สังคมจากสภาพแวดล้อมตามความเป็นจริงในทุกมิติเพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์กับสภาพแวดล้อมนั้น
8.1.1.1. 1.1.1เน้นการมองปรากฏการณ์ให้เห็นภาพรวม โดยการมองจากหลายแง่มุม
8.1.1.2. 1.1.2เป็นการศึกษาติดตามระยะยาวและเจาะลึก
8.1.1.3. 1.1.3ศึกษาปรากฏการณ์ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ
8.1.1.4. 1.1.4คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกวิจัย
8.1.1.5. 1.1.5ใช้พรรณนาและการวิเคราะห์แบบอุปนัย
8.1.1.6. 1.1.6เน้นปัจจัยหรือตัวแปรด้านความรู้สึกนึกคิด จิตใจ ความหมาย
8.1.2. 1.2การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการศึกษาวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเชิงปริมาณ แสดงผลการวิจัยเป็นตัวเลขและค่าสถิติต่าง ๆ ต้องรวบรวมข้อมูลข้อมูลด้วยการสังเกตหรือสัมภาษณ์แล้ว จะต้องสังเกตหรือสัมภาษณ์ให้ได้ผลออกมาในเชิงปริมาณ ส่วนการวิเคราะห์หาข้อสรุปของผลการวิจัย จะใช้วิธีการทางสถิติและค่าสถิติเป็นหลัก
8.1.2.1. 1.2.1มีลักษณะเฉพาะ ผู้วิจัยจะนำข้อมูลทุกประเภทมาประมวลผลเข้าด้วยกันเพื่อใช้ประกอบการตีความหมาย ผนวกเอาข้อมูลประเภทที่เป็นความรู้สึกนึกคิด ประวัติชีวิต ค่านิยม ตลอดจนอุดมการณ์ต่าง ๆ เข้าไว้ในการวิเคราะห์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
8.1.2.2. 1.2.2ให้ความสำคัญแก่องค์ประกอบส่วนที่เป็นนามธรรมของมนุษย์ มุ่งไปที่ความเข้าใจความหมาย ไม่ใช่การหาความถูกต้องของสิ่งที่ปรากฏอยู่หรือรูปธรรม
8.1.2.3. 1.2.3ให้ผู้วิจัยออกไปสัมผัสข้อมูลด้วยตนเอง วิธีการต่าง ๆ ที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจถูกนำมาใช้ วิธีการเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิธีการที่กินเวลานาน การวิจัยเชิงคุณภาพจึงไม่สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว
8.1.2.4. 1.2.4เป็นกระบวนการการวิเคราะห์และสังเคราะห์ที่เกี่ยวโยงไปถึงทฤษฎี ”เพื่อให้ความหมาย” แก่ข้อมูลที่ได้มา โดยใช้วิธีสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย สรุปโครงสร้างของปรากฏการณ์หรือระบบโดยส่วนรวม นอกจากนั้นยังมีวิธีตรวจสอบความแม่นตรงและความน่าเชื่อถือได้ของข้อมูลเช่นกัน
8.2. 2.การจำแนกประเภทตามจุดมุ่งหมายของการวิจัย
8.2.1. 2.1การวิจัยพื้นฐานหรือการวิจัยบริสุทธิ์ (Basic Research Or Pure Research) เป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการแสวงหาความจริงหรือความรู้ใหม่ๆ เพื่อสนองความอยากรู้และความก้าวหน้าทางวิทยาการ
8.2.2. 2.2การวิจัยประยุกต์ (AppliedResearch) เป็นการวิจัยที่มุ่งเน้นการนำผลของการวิจัยไปใช้ประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่าจะคำนึงถึงความรู้ที่จะได้
8.2.2.1. ที่นิยมทำกันมามากคือ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(ActionResearch)หรือการวิจัยเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นการทำเพื่อนำผลมาแก้ปัญหาหรือปรับปรุงงานที่ทำอยู่โดยเฉพาะ
8.2.2.2. 3.1การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (HistoricalResearch) เป็นการวิจัยเพื่อสืบค้นหรือสืบสวนปัญหาทางด้านประวัติความเป็นมา เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและผ่านพ้นมาแล้ว โดยอาศัยความสัมพันธ์หรือปรากฏการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องมาอธิบายเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง
8.3. 3.การจำแนกประเภทตามระเบียบวิธีวิจัย
8.3.1. 3.1การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (HistoricalResearch) เป็นการวิจัยเพื่อสืบค้นหรือสืบสวนปัญหาทางด้านประวัติความเป็นมา โดยอาศัยความสัมพันธ์หรือปรากฏการณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องมาอธิบายข้อเท็จจริง
8.3.2. 3.2การวิจัยเชิงบรรยายหรือเชิงพรรณนา (DescripriveResearch) เป็นการศึกษาข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยไม่มีการจัดกระทำใดๆ ผู้วิจัยต้องศึกษาเพื่อนำผลที่ได้มาบรรยายหรืออธิบาย เกี่ยวกับสถานการณ์เหล่านั้น
8.3.2.1. 3.2.1การศึกษาสำรวจเป็นการศึกษาถึงลักษณะความเป็นจริงตามสภาพในเรื่องต่างๆ
8.3.2.2. 3.2.2การศึกษาสัมพันธภาพเป็นการศึกษาค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
8.3.2.2.1. การศึกษาเฉพาะกรณี
8.3.2.2.2. การติดตามผล
8.3.2.2.3. การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเหตุผล
8.3.2.2.4. การศึกษาสหสัมพันธ์
8.3.2.2.5. การวิเคราะห์เอกสาร
8.3.2.3. 3.2.3การศึกษาพัฒนาการเป็นการวิจัยเชิงบรรยายที่เน้น ความเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง
8.3.2.3.1. การศึกษาความเจริญเติบโต
8.3.2.3.2. การศึกษาแนวโน้ม
8.3.3. 3.3การวิจัยเชิงทดลอง (ExperimentalResearch) เป็นกระบวนการที่ผู้วิจัยจงใจเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่ง ของสภาพการณ์ที่เป็นอยู่หรือสร้างสภาพการณ์ขึ้นเอง เพื่อศึกษาผลที่เกิดจากกาเปลี่ยนแปลงนี้
8.3.3.1. มีการจัดกระทำกับตัวแปร
8.3.3.2. มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
8.3.3.3. มีการสุ่มตัวอย่าง
8.3.3.4. มีการควบคุมตัวแปร
8.3.3.5. มีการตั้งสมมติฐาน
8.3.3.6. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมากใช้การสังเกต การทดสอบ
8.3.3.7. การวิเคราะห์ข้อมูลโดยมากใช้สถิติ
9. จรรยาบรรณของนักวิจัย
9.1. จุมพล สวัสติยากร ได้เสนอจรรยาบรรณของนักวิจัย 14 ประการ ดังนี้
9.1.1. 1.มีความรับผิดชอบ
9.1.2. 2.มีความคิดริเริ่ม
9.1.3. 3.เป็นผู้มีความรู้จริงและเป็นผู้ฉลาดในการมองปัญหาที่จะทำการวิจัย
9.1.4. 4.ไม่อคติ
9.1.5. 5.มีความอดทน
9.1.6. 6.กล้าตัดสินใจ
9.1.7. 7.มีใจกว้างรับฟังความคิดเห็นและคำติชมของผู้อื่น
9.1.8. 8.มีมนุษยสัมพันธ์
9.1.9. 9.มีความซื่อสัตย์ สุจริต ตรงต่อเวลา
9.1.10. 10.มีเทคนิคในการล้วงเอาความจริงอย่างแนบเนียน
9.1.11. 11.รู้จักรักษาความลับ
9.1.12. 12.มีความสามารถในการบริหารงานวิจัย
9.1.13. 13.มีความสามารถในการสร้างเครื่องมือใหม่ๆเพื่อใช้ในการวิจัย
9.1.14. 14.เป็นผู้รู้จักประหยัด