1. ผู้เขียน
1.1. คริส เบลีย์
1.1.1. นักเขียนให้กับสื่อดังๆ มากมาย เช่น The New York Times, The Huffington Post, New York magazine, TED และ Fast Company
1.1.2. เขียน Hyperfocus หนังสือขายดีอีกเล่มเกี่ยวกับการสร้าง Productivity
2. คนดังๆ พูดถึงหนังสือเล่มนี้กันอย่างไร?
2.1. ลอร่า ลุนเดคความ
2.1.1. "นี่คือคู่มือชั้นยอดสำหรับการสร้าง Productivity แค่อ่านหนังสือเล่มนี้ คุณจะทำงานได้มากขึ้นและรู้สึกดีมากขึ้นด้วย"
2.2. เดวิด อัลเลน
2.2.1. "การทดลองสุดบ้าบิ่นของคริสจะแสดงให้คุณเห็นว่าเทคนิคต่างๆ ที่เขาใช้ส่งผลดีต่อ Productivity อย่างไรบ้าง"
3. หนังสือจากการทดลองด้าน Productivity ตลอดทั้งปี
3.1. คริสลองทำโปรเจกต์ส่วนตัวเพื่อทดลองหาวิธีทำงานที่มี Productivity มากที่สุดตลอด 1 ปีเต็ม
3.1.1. หาข้อมูลจากหนังสือ
3.1.2. สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Productivity ระดับโลก เช่น
3.1.2.1. ชาร์ลส์ ดูฮิก
3.1.2.2. เดวิด อัลเลน
3.1.3. ทำการทดลองกับตัวเอง
4. ยิ่งทำงานเสร็จมากเท่าไหร่ ยิ่งมี Productivity มากเท่านั้น
4.1. ความเชื่อทั่วไปเกี่ยวกับ Productivity
4.1.1. เดิมทีเรามักเชื่อกันว่า...
4.1.1.1. ถ้าอยากมี Productivity เราต้องทำงานให้มากขึ้น
4.1.1.2. ถ้าเราอยากมี Productivity เราต้องบริหารเวลาให้เก่ง จะได้มีเวลามาทำงานมากขึ้น
4.1.2. แต่จริงๆ แล้ว Productivity ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่เราทำเสร็จ
4.1.2.1. ถ้าเราทำงานเสร็จเยอะ เราก็มี Productivity มาก
4.1.2.2. ถ้าเราทำงานเสร็จน้อย เราก็มี Productivity น้อย
4.2. 3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อ Productivity
4.2.1. เวลา (TIME)
4.2.1.1. จำนวนเวลาที่คุณมีสำหรับการทำงานนั้นๆ
4.2.2. พลังงาน (ENERGY)
4.2.2.1. แรงกายของคุณ ซึ่งสามารถเพิ่มหรือลดได้ด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อาหาร การออกกำลังกาย
4.2.3. สมาธิ (ATTENTION)
4.2.3.1. สมาธิของคุณในช่วงเวลานั้นๆ ที่ทำงาน
4.3. ทำไมเวลา พลังงาน และสมาธิ ถึงสำคัญต่อ Productivity
4.3.1. ปัจจุบันงานต่างๆ ล้วนซับซ้อนขึ้น เราเองก็ซับซ้อนขึ้นเช่นกัน
4.3.1.1. งานสมัยใหม่มีขั้นตอนการทำงานและความต้องการที่มีมากขึ้น
4.3.1.2. ส่วนเราก็มีเรื่องให้สนใจ สังคม และอินเทอร์เน็ตคอยดึงสมาธิและพลังงานของเรามากขึ้น
4.3.2. การบริหารเวลาเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถสร้าง Productivity ได้เหมือนงานในยุคอุตสาหกรรมโรงงานอีกแล้ว
4.3.2.1. Ex # ช่วงใกล้เส้นตายส่งงาน
4.3.2.1.1. ตอนนี้คุณเหลือเวลาไม่มาก เส้นตายใกล้เข้ามาทุกวันแล้ว
4.3.2.1.2. คุณต้องการเวลาทำงานให้มากที่สุดก็จริง แต่คุณก็ต้องการนอนเพื่อพักผ่อนด้วย
4.3.2.1.3. คุณอยากทำงานโดยไร้สิ่งรบกวน คุณก็ต้องเสียเวลาจัดการตัวเองและสภาพแวดล้อม
4.3.3. ถ้าเราใช้ "เวลา" ไม่เป็น
4.3.3.1. ต่อให้เรามี "สมาธิ" และ "พลังงาน" มากแค่ไหน เราก็ทำงานเสร็จไม่ได้มากอยู่ดี
4.3.4. ถ้าเราขาด "พลังงาน"
4.3.4.1. ต่อให้เราใช้ "เวลา" เป็นและมี "สมาธิ" กับงานมากแค่ไหน เราก็ไม่มีแรงมากพอจะทำงานอยู่ดี
4.3.5. ถ้าเราขาด "สมาธิ"
4.3.5.1. ต่อให้เรามี "เวลา" และ "พลังงาน" เต็มเปี่ยม ระหว่างวันทำงาน เราก็จะค่อยๆ เสียเวลาและพลังงานไปเรื่อยๆ สุดท้ายงานก็ออกมาไม่ดี
4.4. เราควรทำงานสัปดาห์ละกี่ชั่วโมงถึงเหมาะสม กับการสร้าง Productivity
4.4.1. จำนวนชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ที่เหมาะสมคือ ไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
4.4.1.1. ถ้าทำมากกว่านั้น เราจะทำไปโดยที่มี "สมาธิ" และ "พลังงาน" ไม่เท่าเดิม
4.4.2. คริสเคยทดลองจำนวนเวลาทำงานต่อสัปดาห์ตั้งแต่ 20 ชั่วโมง ไปจนถึง 90 ชั่วโมง เพื่อหาจำนวนชั่วโมงทำงานที่เหมาะสมที่สุด คำตอบที่เขาได้คือ 35-40 ชั่วโมง
5. รวมเคล็ดลับเด็ดสำหรับสร้าง Productivity
5.1. เอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง
5.1.1. นิสัยผัดวันประกันพรุ่งนอกจากจะเกิดเพราะนิสัยส่วนตัวของเราแล้ว มันยังมีเบื้องหลังมาจากการทำงานของสมองทั้ง 2 ส่วนด้วย
5.1.1.1. สมอง 2 ส่วนของเรา
5.1.1.1.1. สมองส่วนคิด (Prefrontal Cortex)
5.1.1.1.2. สมองส่วนความทรงจำ (Limbic System)
5.1.1.2. Ex # 2 ความคิดในสมองของเรา
5.1.1.2.1. เวลาคนเราจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ในสมองของเรามักมี 2 ความคิดผุดขึ้นมา คือ
5.1.2. ถ้าคุณอยากเอาชนะนิสัยนี้ คุณต้องเสริมความแข็งแกร่งให้สมองส่วนคิด
5.1.2.1. คิดถึงข้อเสีย
5.1.2.1.1. Ex # "ถ้าฉันไม่ออกกำลังกาย จะเกิดอะไรขึ้น"
5.1.2.2. คิดถึงข้อดี
5.1.2.2.1. Ex # ถ้าฉันออกกำลังกาย จะมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง
5.1.2.3. บังคับตัวเองให้ลงมือทำสักนิดก็ยังดี
5.1.2.3.1. ให้คุณเริ่มลงมือทำจากขั้นตอนที่ง่ายที่สุดและเล็กที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เช่น อ่านหนังสือสัก 1 นาที, วิดพื้น 1 นาที
5.1.2.3.2. Ex # ไปวิ่งออกกำลังกาย
5.1.3. รู้ทันตัวกระตุ้นนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง
5.1.3.1. ความรู้สึกที่มักเข้ามากระตุ้นให้เราผัดวันประกันพรุ่งจะแบ่งง่ายๆ ได้ดังนี้
5.1.3.1.1. น่าเบื่อ
5.1.3.1.2. รู้สึกยาก
5.1.3.1.3. รู้สึกคลุมเครือไม่ชัดเจน
5.1.3.1.4. ขาดเป้าหมาย
5.1.3.1.5. ขาดรางวัลจูงใจ
5.1.3.2. ดังนั้นถ้าเราอยากเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง เราต้องแก้ไขความรู้สึกต่างๆ นี้ เช่น
5.1.3.2.1. Ex # จัดการเอกสารยื่นภาษีประจำปี
5.1.3.2.2. น่าเบื่อ
5.1.3.2.3. รู้สึกยาก
5.1.3.2.4. รู้สึกคลุมเครือไม่ชัดเจน
5.1.3.2.5. ขาดเป้าหมาย
5.1.3.2.6. ขาดรางวัลจูงใจ
5.1.4. การเอาชนะนิสัยผัดวันประกันพรุ่ง = การจัดการเวลาไม่ให้เสียเปล่า
5.2. ทำงานที่สำคัญที่สุด 3 อย่าง
5.2.1. งานที่สำคัญที่สุด = งานที่มีคุณค่าสำหรับคุณมากที่สุด
5.2.1.1. ปีเตอร์ ดรักเกอร์ สุดยอดนักคิดด้านบริหารจัดการเขียนไว้ในหนังสือ The Effective Executive ว่า "ประสิทธิผลเกิดจากการทำในสิ่งที่ถูกต้อง"
5.2.1.1.1. สิ่งที่ถูกต้องของดรักเกอร์ = งานสำคัญที่มีคุณค่า
5.2.1.1.2. ถ้าเราทำงานสำคัญที่มีคุณค่าเสร็จ เราก็จะสร้างผลลัพธ์ได้
5.2.1.2. Ex # นักเขียน
5.2.1.2.1. การเขียนหนังสือคืองานที่สำคัญที่สุด
5.2.1.3. Ex # นักกีฬา
5.2.1.3.1. การฝึกซ้อมคืองานที่สำคัญที่สุด
5.2.2. ขั้นตอนง่ายๆ เพื่อระบุ "งานที่สำคัญที่สุด 3 อย่าง"
5.2.2.1. ลิสต์งานที่คุณต้องทำใน 1 วันออกมาให้หมด
5.2.2.2. จากนั้นลิสต์นั้น ให้คุณเรียงลำดับงานที่สำคัญที่สุดอันดับที่ 1 2 และ 3
5.2.2.3. วางแผนทำงานทั้ง 3 อย่างนั้นให้สำเร็จ โดยตอบคำถามอีก 3 ข้อคือ
5.2.2.3.1. WHEN
5.2.2.3.2. WHERE
5.2.2.3.3. HOW
5.2.2.3.4. เมื่อคุณระบุรายละเอียดทั้งหมดแล้ว คุณจะมองเห็นเส้นทางการทำงานอย่างชัดเจน แล้วแผนงานที่คุณวางไว้จะผลักดันให้คุณเริ่มลงมือทำ
5.2.3. ทำไมต้องเป็นงานที่สำคัญที่สุด 3 อย่าง?
5.2.3.1. เรื่องนี้พิสูจน์ได้ด้วย "กฎของพาเรโต" หรือ "กฎ 80/20"
5.2.3.2. กฎนี้บอกว่า ผลลัพธ์ส่วนใหญ่ (80%) จะเกิดขึ้นจากการลงมือทำส่วนน้อย (20%)
5.2.3.2.1. เมนูขายดีเพียง 20% จะสร้างยอดขายให้ร้าน 80%
5.2.3.2.2. Ex # ร้านกาแฟ
5.2.4. คอร์สบิงโกขอแนะนำหนังสือ Eat That Frog ที่จะสอนให้เราเลือกทำแต่งานสำคัญที่เปรียบเหมือนกบตัวร้ายตรงหน้าก่อนเสมอ
5.2.5. การทำงานที่สำคัญที่สุด 3 อย่าง = การลำดับความสำคัญของงานเพื่อให้เราใช้เวลา สมาธิ และพลังงานไปกับงานที่สำคัญจริงๆ
5.3. จัดการตัวรบกวนสมาธิ
5.3.1. ในโลกแห่งการทำงาน คุณจะเจอผู้ร้ายที่เข้ามาขโมยสมาธิในรูปแบบต่างๆ เช่น
5.3.1.1. ผู้ร่วมงานที่เดินไปมาในออฟฟิศ
5.3.1.2. อีเมลฉบับใหม่
5.3.1.3. โซเชียลมีเดียต่างๆ
5.3.1.4. เมื่อคุณถูกขโมยสมาธิ คุณอาจต้องการเวลาไม่น้อยกว่า 25 นาที เพื่อทวงมันคืนกลับมา
5.3.1.4.1. Ex คุณเข้าไปอ่านแฮชแทกร้อนอันล่าสุดในทวิตเตอร์
5.3.2. เทคนิครับมือผู้ร้ายขโมยสมาธิ
5.3.2.1. ท่องคาถา "ปิด"
5.3.2.1.1. ปิดแจ้งเตือนต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน อีเมล โซเชียลมีเดีย
5.3.2.1.2. ปิดอินเทอร์เน็ตไปเลยก็ได้ ถ้างานของคุณไม่จำเป็นต้องใช้มัน
5.3.2.1.3. ปิดประตูห้อง ไม่ให้ใครเข้ามารบกวนเวลาทำงาน
5.3.2.2. ทำให้เราเข้าถึงตัวรบกวนยากเข้าไว้
5.3.2.2.1. Ex # ซ่อนแอพโซเชียลมีเดียไว้ลึกๆ ให้หายากๆ
5.3.2.2.2. Ex # หาส่วนเสริมหรือ Plug-In ต่างๆ มาควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ต
5.3.3. คอร์สบิงโกขอแนะนำหนังสือ Indistractable ที่รวบรวมเทคนิคดีๆ สำหรับจัดการสิ่งรบกวนสมาธิในการทำงานรูปแบบต่างๆ ไว้ในเล่มเดียว
5.3.4. การจัดการตัวรบกวนสมาธิ = การบริหารจัดการสมาธิให้เราไม่เสียสมาธิไปกับสิ่งรบกวนต่างๆ ตลอดวัน
5.4. รวมงานไม่สำคัญไว้ทำในวันเดียว
5.4.1. ช่วงเช้าวันอาทิตย์เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับจัดการงานจุกจิกเล็กน้อยให้เสร็จ
5.4.2. งานจุกจิกพวกนี้ไม่ใช่งานสำคัญที่มีคุณค่าอะไร แต่เราก็ยังต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น
5.4.2.1. กวาดบ้าน ถูบ้าน ทิ้งขยะ
5.4.2.2. ซักผ้า รีดผ้า
5.4.2.3. ตัดเล็บ ตัดผม ดูแลความสะอาดเรียบร้อยของร่างกาย
5.4.2.4. ซื้อของกินของใช้เข้าบ้าน
5.4.3. ถ้าเรากระจายงานพวกนี้ไปทำในแต่ละวัน เราจะเสียเวลา พลังงาน และสมาธิกับงานที่ไม่สำคัญอะไร แต่ถ้าเรารวมทั้งหมดมาทำภายในวันเดียว เราจะเสียเวลาแค่ครึ่งวันหรือหนึ่งวันเท่านั้น
5.4.4. ใช้ช่วงเวลาที่ทำงานจุกจิกให้คุ้มค่า
5.4.4.1. ปกติแล้วการทำหลายอย่างพร้อมกันคือ ศัตรูตัวร้ายสำหรับการสร้าง Productivity
5.4.4.2. แต่ตอนนี้เรากำลังจะทำงานจุกจิกที่ไม่สำคัญ ดังนั้นเราสามารถทำหลายอย่างพร้อมกันเพื่อใช้เวลาให้คุ้มค่าและสนุกไปกับมันได้
5.4.4.2.1. ชวนแฟนไปซื้อของหรือซักผ้าด้วยกัน เพื่อใช้เวลาร่วมกันให้มากขึ้น
5.4.4.2.2. ฟังพอดแคสต์ดีๆ ไปด้วยระหว่างจัดเก็บตู้เสื้อผ้าหรือทำกับข้าว
5.4.4.2.3. โทรคุยกับพ่อแม่หรือเพื่อนระหว่างกวาดบ้านถูบ้าน
5.5. ค้นหาช่วงเวลาทองที่เราทำงานได้ดีที่สุด
5.5.1. แต่ละคนจะมีช่วงเวลาทองที่ทำงานที่ดีที่สุดอยู่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแยกเป็น 2 ช่วงคือ
5.5.1.1. คนชอบทำงานเช้า
5.5.1.2. คนชอบทำงานดึก
5.5.2. เราทุกคนจะมีเวลาทองแตกต่างกันออกไป ต่อให้เราจะไปเลียนแบบเวลาทำงาน ของคนที่ประสบความสำเร็จก็ไม่ได้แปลว่าเราจะทำสำเร็จตามเขา
5.5.2.1. บางครั้งเราอาจไม่มีความสุขที่ต้องทำตามวิธีคนอื่น แต่เราสามารถเลือกวิธีตามความชอบและรสนิยมของตัวเองได้
5.5.2.2. ต่อให้คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่จะชอบทำงานตอนเช้า แต่นั่นไม่ได้แปลว่าคนที่ทำงานกลางคืนจะประสบความสำเร็จไม่ได้
5.5.2.3. Ex # คริส เบลีย์
5.5.2.3.1. คริสเคยลอกวิธีทำงานของคนอื่น เขาลองตื่นนอนแต่เช้ามาทำงาน แต่ก็พบว่าวิธีนี้ไม่ได้ผลกับเขาเลย
5.5.2.3.2. สุดท้ายแล้วพอคริสได้ทดลองกับตัวเอง เขาถึงพบว่าตัวเขาชอบทำงานกลางคืน ซึ่งช่วงเวลาทองของเขาคือ 18.00-20.00 น.
5.5.3. วิธีค้นหาช่วงเวลาทอง
5.5.3.1. ตื่นนอนเองโดยไม่ใช้นาฬิกาปลุก และเข้านอนเมื่อง่วง
5.5.3.2. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
5.5.3.3. ควบคุมอาหาร และทานน้ำตาลให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้
5.5.3.4. ทำทั้ง 3 ข้อนี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์
5.5.4. เมื่อคุณพบช่วงเวลาทองของตัวเอง ให้คุณนำงานที่สำคัญที่สุดหรือยากที่สุดมาทำในช่วงเวลานี้
5.6. กินและดื่มเพื่อเพิ่มพลังงานไว้สร้าง Productivity
5.6.1. นิสัยด้านการกิน
5.6.1.1. เราสามารถเปลี่ยนวิธีการกินเล็กน้อยเพื่อสร้างนิสัยที่ดีในระยะยาวด้านการกินได้
5.6.1.2. รู้ตัวเมื่ออิ่มไม่กินมากจนเกินไป
5.6.1.3. ลดการกินอาหารแปรรูป
5.6.1.4. กินอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำเพื่อค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างช้าๆ ไปตลอดวัน เช่น
5.6.1.4.1. นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ โยเกิร์ต
5.6.1.4.2. ข้าวกล้อง
5.6.1.4.3. สตรอเบอร์รี่ แก้วมังกร ชมพู่
5.6.1.4.4. ข้าวโพด บลอคโคลี ดอกกะหล่ำ
5.6.2. นิสัยด้านการดื่ม
5.6.2.1. การดื่มน้ำให้เพียงพอต่อวันนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
5.6.2.2. การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีนคือการยืมพลังงานในอนาคตมาใช้ แล้วเราก็ต้องใช้คืนภายหลัง
5.6.2.2.1. ถ้าเราดื่มเหล้าหรือเบียร์ เรากำลังยืมพลังงานของวันพรุ่งนี้มาใช้ พอเราตื่นเช้ามา เราก็ต้องจ่ายคืนพลังงานที่ยืมมาใช้
5.6.2.2.2. ถ้าเราดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เรากำลังยืมพลังงานที่เหลืออยู่ของวันนี้มาใช้
5.6.2.3. ถ้าเราต้องดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เราต้องดื่มแบบมีกลยุทธ์
5.6.2.3.1. เราจะไม่ดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
5.6.2.3.2. ดื่มในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่อยากได้พลังงานเพิ่มมากที่สุดคือ 9.30 - 11.00 น.
5.6.3. การพัฒนานิสัยกินดื่ม = การเติมพลังงานให้ร่างกายสมบูรณ์พร้อมทำงานอีกครั้ง
5.6.4. บิงโกขอแนะนำหนังสือ The Power of Full Engagement ที่จะเล่าให้เราเข้าใจว่าพลังงานสำคัญต่อการสร้าง Productivity มากแค่ไหน
5.7. หาตัวช่วยจำมาใช้แทนการให้สมองจำ
5.7.1. สมองไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูล
5.7.1.1. สมองมีไว้ "คิด" มากกว่า "จำ"
5.7.1.2. เราจึงต้องทำให้สมองเราว่างๆ โดยให้อย่างอื่นช่วยจำแทนสมอง
5.7.2. หาตัวช่วยจำอื่นนอกจากใช้สมอง
5.7.2.1. สมุดโน้ตส่วนตัว
5.7.2.2. แอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น Evernote
5.7.2.3. EX # ข้อมูลที่ควรให้อย่างอื่นช่วย "จำ"
5.7.2.3.1. วันสำคัญต่างๆ เช่น วันเกิดเพื่อน วันครบรอบที่ตั้งออฟฟิศ ฯลฯ
5.7.2.3.2. ทริปท่องเที่ยวประจำปี
5.7.2.3.3. ลิสต์ของใช้จำเป็นที่ต้องซื้อเข้าบ้าน
5.7.2.4. คราวนี้สมองของคุณก็จะมีที่ว่างให้ขบคิดเรื่องสำคัญอื่นๆ แล้ว
5.7.3. การหาตัวช่วยจำแทนสมอง = การลดภาระการทำงานหนักของสมอง วิธีนี้จึงช่วยให้เราเครียดน้อยลงและมีสมาธิมากขึ้น