1. สกินเนอร์
1.1. สกินเนอร์มีแนวคิดว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขและสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมเพราะทฤษฎีนี้ต้องการเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งสนับสนุนและการลงโทษทีนะมองว่าพฤติกรรมของมนุษย์เป็นพฤติกรรมที่กระทำต่อ สิ่งแวดล้อมของตนเองของมนุษย์ จะคงอยู่ตลอดไปจำเป็นต้องมีการเสริมแรงซึ่งการแสดงนี้มีทั้ง การเสริมแรงทางบวก Positive Reinforcement และการเสริมแรงทางลบ Negative reinforcement
1.2. โดยได้แยกวิธีการเสริมแรงออกเป็น 2 วิธีคือ
1.2.1. 1 การให้การเสริมแรงทุกครั้ง เป็นการให้การเสริมแรงทุกครั้งที่ผู้เรียนแสดงพฤติกรรมที่พึงประสงค์ตามที่กำหนดไว้ 2 การให้การแสดงเป็นค้างค
2. บรูเนอร์
2.1. บรูเนอร์ได้กล่าวถึงทฤษฎี ในการจัดการเรียนการสอนว่า ควรประกอบด้วยสัญลักษณ์สำคัญ 4 ประการคือ 1 ผู้เรียนต้องมีแรงจูงใจภายในมีความอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว 2 โครงสร้างของบทเรียนซึ่งต้องจัดให้เหมาะสมกับผู้เรียน 3 การจัดลำดับความยากง่ายของบทเรียนโดยคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน 4 การเสริมแรงของผู้เรียน สรุปบรูเนอร์มีความเห็นว่าคนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า acting Imagine เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิตไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นเพียงช่วงใดช่วงหนึ่งในระยะแรกๆของชีวิตเท่านั้น
3. 1.พาฟลอฟ
3.1. การตอบสนองหรือการเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นต่อสิ่งเร้า 1 มักมีเงื่อนไขหรือ สถานการณ์เกิดขึ้นซึ่งในสภาพปกติหรือในชีวิตประจำวันการตอบสนองเช่นนั้นอาจไม่มีเช่นกรณีสุนัข ได้ยินเสียงกระดิ่งและน้ำลายไหล เสียงกระดิ่งเป็นสิ่งเร้าที่ต้องการ ให้เกิดการเรียนรู้จากการวางเงื่อนไข เรียกว่าสิ่งเหล่านี้มีเงื่อนไข
3.2. องค์ประกอบสำคัญในการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจะต้องประกอบด้วยกระบวนการของส่วนประกอบ 4 อย่างคือ
3.2.1. 1. สิ่งเร้าเป็นตัวการที่ทำให้บุคคลมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกมา 2 .แรงขับจะทำให้เกิดปฏิกิริยาหรือพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ต่อไป 3. การตอบสนองปฏิกิริยาหรือพฤติกรรมที่แสดงออกมาเพื่อได้รับการกระตุ้นจากสิ่งเร้า 4. สิ่งเสริมแรงเป็นสิ่งที่มาเพิ่มกำลังให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองให้มีแรงขับเพิ่มขึ้น
3.3. กฎการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในการทดลองได้สรุปเป็นกฎ 4 ข้อคือ
3.3.1. 1. กฎการลบพฤติกรรม 2. กฎแห่งการคืนกลับ 3. กฎความคล้ายคลึงกัน 4.การจำแนก
4. ธอร์นไดค์
4.1. เป็นเจ้าของทฤษฎีการเรียนรู้ที่เน้นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า S กับ การตอบสนองการเรียนรู้เกิดขึ้น ได้ต้องสร้างสิ่งเชื่อมโยงหรือพันธุ์ ระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองจึงเรียกทฤษฎีนี้ว่า ทฤษฎีพันธะระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองหรือทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยง
4.1.1. 1. กฎแห่งความพร้อม หมายถึง สภาพความพร้อมหรือวุฒิภาวะของผู้เรียนทั้งร่างกายอวัยวะต่างๆในการเรียนรู้และจิตใจรวมทั้งพื้นฐานและประสบการณ์เดิมสภาพความพร้อมของหูตาประสาทของสมองกล้ามเนื้อ ประสบการณ์เดิมที่จะเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่หรือสิ่งใหม่ 2. กฎแห่งการฝึกหัด หมายถึง การเรียนรู้ได้ฝึกหัดหรือกระทำซ้ำบ่อยๆจะทำให้เกิดความสมบูรณ์ถูกต้องซึ่งกฎนี้เป็นการเน้นความมั่นคงระหว่างการเชื่อมโยงและการตอบสนองที่ถุกต้องย่อมนำมาซึ่งความสมบูรณ์ 3. กฎแห่งความพอใจ. กฏนี้เป็นผลทำให้เกิดความพอใจกล่าวคือเมื่ออินทรีย์และ รับความพอใจและทำให้หรือสิ่งเชื่อมโยง แข็งมั่นคงในทางกลับกันหากอินทรีย์ได้รับความไม่พอใจจะทำให้บรรดาหรือสิ่งเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองอ่อนกำลังลงหรืออาจกล่าวได้ว่าอินทรีย์ ได้รับความปลอดภัยจากผลการทำกิจกรรมที่เกิดผลดีกับการเรียนรู้ทำให้อินทรีย์อยากเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นอีกในทางตรงข้ามหากอินทรีย์ได้รับผลที่ไม่พอใจก็จะทำให้ไม่อยากเรียนรู้หรือเบื่อหน่ายและเป็นผลเสียต่อการเรียนรู้