การคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking)

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
การคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) by Mind Map: การคิดอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking)

1. คิด (Thinking)

1.1. ทำให้ปรากฏเป็นรูป หรือประกอบให้เป็นรูป

1.2. เป็นเรื่องขึ้นในใจ ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง คาดะคะเน คำนวณ มุ่งมั่น จงใจ ตั้งใจ

2. ระบบ (System)

2.1. กลุ่มของส่วนประกอบที่มีปฏิสัมพันธ์กัน (Interacting) มีความสัมพันธ์ระหว่างกัน (Interrelated) หรือมีการพึ่งพาอาศัยกัน (Interdependent) ซึ่งมีรูปแบบที่สลับซับซ้อนและรวมอยู่ด้วยกัน

2.2. ชนิดของระบบ

2.2.1. Closed system ระบบที่มีความสมบูรณ์อยู่ในตัว ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับภายนอก

2.2.2. Open system คือระบบที่ต้องอาศัยปฏิสัมพันธ์จากภายนอก

2.3. คุณสมบัติของระบบ

2.3.1. การคิดแบบมีความเป็นองค์รวม (Holistic)

2.3.2. มีขอบเขต (ฺBoundary)

2.3.3. มีลำดับชั้น (Hierarchy)

2.3.4. มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน (Interaction)

2.3.5. มีแบบแผน (Pattern) หรือกระบวนการที่แน่นอน

2.3.6. มีปัจจัยนำ (Input)เข้าและมีผลผลิตทางความคิด(Product)

2.3.7. มีบริบท (Context)มีที่มาและที่ไป

2.3.8. มีผลย้อนกลับ (Feedback)และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง (Adaptation)

2.3.9. ประกอบขึ้นจากหน่วยอนุระบบจำนวนหนึ่งแต่เชื่อมโยงกับอีกหน่วยหนึ่ง (Networks)

2.3.10. มีจุดเริ่มต้นและเวลาสิ้นสุด ( Begin and Ending)

3. ระบบและรูปแบบการคิดแบบต่างๆ

3.1. Lateral Thinking การคิดแบบแตกแขนง เป็นการคิดนอกกรอบ

3.2. Vertical Thinking การคิดแนวตรงจากข่าวสารที่ได้รับ

3.3. Logical Thinking การคิดอย่างมีตรรกะ

3.4. Creative Thinking การคิดประยุกต์จากประสบการณ์ ความรู้

3.5. Critical Thinking การคิดอย่างมีวิจารณญาณ

3.6. Positive Thinking การคิดเชิงบวก

3.7. Ethical Thinking การคิดเชิงจริยธรรม

3.8. การคิดอย่างเป็นระบบแบบโยนิโสมนสิการ

3.8.1. โยนิโสมนสิการ หมายถึง การนึกในใจโดยแยบคายหรือการคิดแบบแยบคาย

4. เป็นการคิดในภาพรวมที่เป็นระบบ และมีส่วนประกอบย่อย ๆ มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงจากส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ เป็นการคิดอย่างมีเหตุมีผล เน้นการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดความถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว

5. เทคนิคการคิดอย่างเป็นระบบ

5.1. โดยเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์.2548

5.1.1. ยอมรับตนเองว่าตนคือส่วนประกอบสำคัญที่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ

5.1.2. เข้าใจธรรมชาติของระบบ และทุกสรรพสิ่งในโลกนี้สัมพันธ์กัน

5.1.3. ฝึกการมองภาพรวมแทนสิ่งเล็กๆ

5.1.4. มองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อต่อระบบ

5.1.5. มองเห็นเหตุปัจจัย และการส่งผลย้อนกลับ

5.1.6. เปิดอิสระในเรื่องการคิด ไม่ตีกรอบ ครอบงำความคิดของคนอื่น

5.1.7. เปิดอิสระในเรื่องการคิด ไม่ตีกรอบ ครอบงำความคิดของคนอื่น

5.1.8. ยึดหลักการเรียนรู้ในองค์กรเป็นส่วนประกอบ คือ การเป็นนายตนเอง ลบความเชื่อฝังใจในอดีต สร้างความไฝ่ฝันถึงอนาคตร่วมกัน(Shared Vision) และฝึกการเรียนรู้ของทีม

5.2. สรุปเทคนิคการคิดอย่างเป็นระบบ

5.2.1. คิดให้ลึกเชิงวิเคราะห์ (Analytical Thinking)

5.2.2. คิดให้กว้างอย่างสร้างสรรค์ (Creative Thinking)

5.2.3. คิดให้ครบจนจบเรื่อง (Integrated Thinking)

5.2.4. คิดในภาพรวมทั้งระบบ (System Thinking)

5.2.5. หาแนวทางหลายๆช่องทาง (Alternative thinking)

6. ส่วนประกอบของระบบพื้นฐาน

6.1. ตัวป้อน

6.1.1. องค์ประกอบต่างๆของระบบนั้น

6.2. ประมวลผล

6.2.1. การจัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ

6.3. ผลผลิต

6.3.1. ผลที่เกิดจากการดำเนินการ

6.4. กลไกควบคุม

6.5. ข้อมูลย้อนกลับ

7. ทฤษฎีระบบ หรือการคิดอย่างเป็นระบบ

7.1. เป็นการมองโลกอย่างเป็นองค์รวม เป็นพื้นฐานของทฤษฎี มีคุณสมบัติที่สำคัญ 5 ประการ

7.1.1. ระบบใหญ่ไม่ใช่ผลรวมขององค์ประกอบย่อย แต่เป็นคุณภาพใหม่ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อย

7.1.2. ระบบมีโครงสร้างที่ซ้อนกันอยู่เป็นชั้นๆ ( Hierarchy )

7.1.3. การจะเข้าใจระบบนั้นต้องมองบริบท (Context ) หรือปัจจัยแวดล้อมโดยรอบด้วย

7.1.4. ต้องเข้าใจความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ ( Feedback )

7.1.5. การย้ายวิธีคิดแบบโครงสร้าง (Structure) มาสู่กระบวนการ (Process) ถ้าประยุกต์ใช้ในเชิงสังคม

8. ความแตกต่างกัน

8.1. การคิดวิเคราะห์ทำให้เราเข้าใจว่าปัญหาเกิดจากอะไรได้บ้าง แต่การคิดแบบสังเคราะห์ทำให้เราเข้าใจว่าปัจจัยเหล่านั้นทำให้เกิดปัญหาได้อย่างไร

9. คือการคิดอย่างมีขั้นตอน มีเหตุมีผล เชื่อมโยงความสัมพันธ์ต่างๆที่ซับซ้อน ทำให้เข้าใจเรื่องต่างๆได้อย่างดี มีความถูกต้อง แม่นยำขึ้น