การประกันคุณภาพการศึกษา

Comienza Ya. Es Gratis
ó regístrate con tu dirección de correo electrónico
การประกันคุณภาพการศึกษา por Mind Map: การประกันคุณภาพการศึกษา

1. องค์ประกอบและระบบการประกันคุณภาพการศึกษา

1.1. การประกันคุณภาพการศึกษาแยกได้ 2 อย่าง คือ การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน เป็นการควบคุมและตรวจสอบโดยตัวเอง เพื่อให้รู้จุดบกพร่อง เพื่อการแก้ไขปรับปรุงกับเสริมจุดแข็งให้แข็งยิ่งขึ้น และ การประกันคุณภาพการศึกษาโดยภายนอก เป็นการตรวจสอบจากกลุ่มผู้มีความรู้ความสามารถหรือเกี่ยวข้องกับการใช้งานบัณฑิต การตรวจสอบจากภายนอก มักจะใช้การเยี่ยมชมเพื่อหาข้อมูลมาตัดสินใจตามเกณฑ์ภายนอกที่กำหนด

1.1.1. การประกันคุณภาพภายใน

1.1.1.1. การประกันคุณภาพภายใน เป็นระบบการประกันคุณภาพที่สถานศึกษาหรือสถาบันหรือองค์กรรับผิดชอบดำเนินการภายในสถานศึกษาหรือสถาบันหรือองค์กรให้เกิดคุณภาพในผลผลิตและบริการซึ่งจะต้องดำเนินการ 3 เรื่องที่ต่อเนื่องกัน คือ การพัฒนาคุณภาพ การติดตามตรวจสอบ และประเมินคุณภาพ

1.1.1.1.1. แนวการดำเนินงานประกันคุณภาพในสถานศึกษา โดยกระบวนการ PDCA

1.2. การประกันคุณภาพภายนอก

1.2.1. การประเมินคุณภาพภายนอกเป็นการประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อตรวจสอบคุณภาพของสถานศึกษาโดยหน่วยงานหรือบุคคลภายนอกสถานศึกษา เพื่อมุ่งให้การพัฒนาคุณภาพ และมาตรฐาน การศึกษาของสถานศึกษาดียิ่งขึ้น การจัดการศึกษาในสถานศึกษาให้เด็กได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่มีคุณภาพและได้รับประสบการณ์ การเรียนรู้ต่าง ๆ จะมีอิทธิพลต่อการวางรากฐานของการพัฒนาเด็กทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และ บุคลิกภาพ ดังนั้น หน่วยงานทุกหน่วยงานจะต้องเตรียมข้อมูลหรือเอกสารผลการปฏิบัติงานของหน่วยงาน และหลักฐานทุกชนิดอย่างเป็นระบบ เพื่อตรวจสอบได้ง่าย เช่น SAR ของหน่วยงานทุกปี หลักฐานที่เชื่อมโยงข้อเสนอแนะของสมศ. และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนําเข้าสู่ระบบ Intranet ของสถาบัน และจัดทำระบบ E-SAR เพื่อรองรับการตรวจประเมินภายนอก

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา

2.1. 1.พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที 12 พ.ศ. 2560-2564

2.2. 2.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553

2.3. 3.กฎกระทรวง ว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553

2.4. 4.ประกาศสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากร สายการสอน พ.ศ. 2560

3. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 พ.ศ. 2560-2564

3.1. เป้าหมาย

3.1.1. 1.การพัฒนานวัตกรรมและการนำมาใช้ขับเคลื่อนการพัฒนาในทุกมิติเพื่อยกระดับศักยภาพของประเทศ 2.การส่งเสริมและสนับสนุน การวิจัยและพัฒนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม 3.การเตรียมพร้อมด้านกำลังคนและการเสริมสร้างศักยภาพของประชากร 4.การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำ 5.การปรับโครงสร้างการผลิตและการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในแต่ละช่วงของห่วงโซ่มูลค่า

3.2. วัตถุประสงค์

3.2.1. 1.คนไทยมีคุณลักษณะเป็นคนไทยที่สมบูรณ์ มีวินัย มีทัศนคติ และพฤติกรรมตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม 2.ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และความยากจนลดลง เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งประชาชนทุกคนมีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร 3.ระบบเศรษฐกิจมีความเข้มแข็งและแข่งขันได้ โครงสร้างเศรษฐกิจปรับสู่เศรษฐกิจฐานบริการและดิจิทัล มีผู้ประกอบการรุ่นใหม่และเป็นสังคมผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กที่เข้มแข็ง

3.2.1.1. 4.ทุนทางธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อมสามารถสนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และน้ำ 5.มีความมั่นคงเป็นเอกราชและอธิปไตย สังคมปลอดภัย สามัคคี สร้างภาพลักษณ์ดี และเพิ่มความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อประเทศไทย 6.มีระบบบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ทันสมัยโปร่งใส ตรวจสอบได้ กระจายอำนาจ และมีส่วนร่วมจากประชาชน

4. กฎกระทรวง ว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553

4.1. หมวด 2 การประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา

4.1.1. ข้อ 17 ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาวิเคราะห์ วิจัย และเผยแพร่นวัตกรรมเกี่ยวกับรูปแบบและเทคนิควิธีการประกันคุณภาพภายในอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริม สนับสนุน และร่วมพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา

4.1.2. ข้อ 18 ให้หน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกสามปี และแจ้งผลให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานทราย รวมทั้งให้เปิดเผยผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาต่อสาธารณชน

4.2. หมวด 3 การประกันคุณภาพภายนอก

4.2.1. ข้อ 37 การประกันคุณภาพภายนอกให้คำนึงถึงจุดมุ่งหมายและหลักการ ดังต่อไปนี้

4.2.1.1. (1) เพื่อให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

4.2.1.2. (2) ยึดหลักความเที่ยงตรง เป็นธรรม และโปร่งใส มีหลักฐานข้อมูลตามสภาพความเป็นจริงและมีความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้

4.2.1.3. (3) สร้างความสมดุลระหว่างเสรีภาพทางการศึกษากับจุดมุ่งหมายและหลักการศึกษาของชาติ โดยให้มีเอกภาพเชิงนโยบาย ซึ่งสถานศึกษาสามารถกำหนดเป้าหมายเฉพาะและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เต็มตามศักยภาพของสถานศึกษาและผู้เรียน

4.2.1.4. (4) ส่งเสริม สนับสนุน และร่วมมือกับสถานศึกษาในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา

4.2.1.5. (5) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการประเมินคุณภาพ และพัฒนาการจัดการศึกษาของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถานบันสังคมอื่น

4.2.1.6. (6) ความเป็นอิสระ เสรีภาพทางวิชาการ เอกลักษณ์ ปรัชญา ปณิธาน วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายของสถานศึกษา

4.2.2. ข้อ 38 ในการประกันคุณภาพภายนอก ให้สำนักงานทำการประเมินคุณภาพภายนอก สถานศึกษาแต่ละแห่งตามมาตรฐานการศึกษาของชาติและครอบคลุมหลักเกณฑ์ในเรื่อง ดังต่อไปนี้

4.2.2.1. (1) มาตรฐานที่ว่าด้วยผลการจัดการศึกษาในแต่ละระดับและประเภทการศึกษา

4.2.2.2. (2) มาตรฐานที่ว่าด้วยการบริหารจัดการศึกษา

4.2.2.3. (3) มาตรฐานที่ว่าด้วยการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

4.2.2.4. (4) มาตฐานที่ว่าด้วยการประกันคุณภาพภายในในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเป็นการทำการประเมินคุณภาพภายนอกจากมาตรฐานอื่น เพิ่มเติมจากมาตรฐานที่กำหนดในวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานประกาศกำหนดมาตรฐานอื่นได้โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

4.2.3. ข้อ 39 วิธีการในการประกันคุณภาพภายนอก ให้เป็นไปตามระเบียบที่สำนักงานกำหนด

4.2.4. ข้อ 40 ในกรณีที่ผลการประเมินคุณภาพภายนอกแสดงว่า ผลการจัดการศึกษาของสถานศึกษาได้ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ให้สำนักงานแจ้ง เป็นหนังสือพร้อมแสดงเหตุผลที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานแก่หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษานั้น และให้สถานศึกษานั้นปรับปรุงแก้ไขโดนตัดทำแผนพัฒนาคุณภาพและดำเนินการตามแผน เพื่อขอรับการประเมินใหม่ภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการประเมินครั้งแรกให้สถานศึกษาเสนอแผนพัฒนาคุณภาพต่อสำนักงานเพื่อพิจารณาอนุมัติภานในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการประเมินตามวรรคหนึ่ง

4.2.5. ข้อ 41 ในกรณีที่สถานศึกษาไม่ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในกำหนดเวลาตามข้อ 40 ให้สำนักงานรายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการอาชีวศึกษา หรือคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือหน่วยงานต้นสังกัดอื่น แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาสั่งการต่อไป

5. ความหมาย

5.1. กาญจนา สุคนธมณี (2549) ได้กล่าวถึง การประกันคุณภาพไว้ว่า สาระของกระบวนการประกันคุณภาพ คือ การจัดการว่าด้วยการนำเอาความรู้และความเข้าใจในการทำงานตามองค์ประกอบ ดัชนีชี้วัดและเกณฑการตัดสิน เก็บรวบรวมและเรียบเรียงให้ เป็นรายงานการศึกษาตนเอง (Self-Study Report) หรือรายงานการประเมินตนเอง (Self-Assessment Report) ดูเหมือนง่ายในขณะเดียวกันก็แฝงความยากที่จะเข้าใจด้วยตัวของมันเอง

5.2. การบริหารการและการดำเนินกิจกรรมตามภารกิจปกติของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องสร้างความมั่นใจให้ผู้รับบริการทางการศึกษา ทั้งผู้รับบริการโดยตรงได้แก่ ผู้เรียน และผู้ปกครอง และผู้รับบริการทางอ้อม ได้แก่ สถานประกอบการ ประชาชน และสังคมโดยรวม

6. หลักการจัดการคุณภาพการศึกษา

6.1. การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นการผสมผสานระหว่างการบริหารจัดการกับการเรียนการสอน ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความตระหนักเห็นความสำคัญของการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมใช้โรงเรียนเป็นฐานในการบริหารจัดการการทำงานเป็นทีม การดูแล กำกับติดตามเพื่อป้องกันมิให้เกิดความผิดพลาดเกิดขึ้น เป็นการสร้างความมั่นใจกับผู้เกี่ยวข้องว่าผลผลิตที่ออกมาจะมีคุณภาพ และการที่โรงเรียนต่าง ๆ จัดการเรียนการสอนให้ได้ผลผลิตตามจุดหมายของหลักสูตรและมีคุณภาพใกล้เคียงกันนั้นจะต้องมีการกำหนดมาตรฐานและตัวบ่งชี้กลางเป็นมาตรฐาน ใน 3 ด้าน ประกอบด้วย มาตรฐานด้านคุณภาพนักเรียน มาตรฐานการเรียนการสอน และมาตรฐานการบริหารโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทางในการบริหารการศึกษาให้มีคุณภาพตาม มาตรฐานที่กำหนดไว้

6.2. การประกันคุณภาพมีภารกิจ 4 ส่วน ซึ่งต้องแยกบทบาทหน้าที่ให้ชัดเจน คือ การกำหนดมาตรฐาน หรือ หลักเกณฑ์ของระบบการประกันคุณภาพเป็นหน้าที่ของส่วนกลาง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ

6.2.1. 1.การประเมินภายใน เป็นหน้าที่ของสถานศึกษาในการจัดระบบการประกันคุณภาพภายใน โดยดึงชุมชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม 2.การประเมินภายนอก ให้องค์กรอสระในรปองค์กรมหาชนทำหน้าที่ประเมิน ภายนอก การให้องค์กร เพราะตองการให้อิสระจากฝ่ายราชการและ ต้องทำหน้าที่ประเมินที่สถานศึกษาของัรฐและเอกชน 3.การนำเสนอผลการประเมินเพื่อไปใชในการปรับปรุง เป็นหน้าที่ของฝ่าย บริหาร การศึกษา

6.2.1.1. สร้างความมั่นใจและความพึงพอใจในคุณภาพการศึกษา

6.2.1.2. การป้องกันปัญหา ต้องมีการวางแผนและการเตรียมการ

6.2.1.3. ตั้งมั่นบนหลักวิชาในการพัฒนาหลักวิชาชีพ

6.2.1.4. การดำเนินงานสามารถติดตามตรวจสอบและประเมินตนเองได้

6.2.1.5. การดำเนินงานเน้นคุณภาพในการปฏิบัติงานทุกระดับทุกขั้นตอนการสร้างความรู้ ทักษะ และความมั่นใจให้กับบุคลากรในสถานศึกษา

6.2.1.6. การประสานสัมพันธ์ในองค์กรและบุคลากรในพื้นที่การเน้นภาวะผู้นำของผู้บริหาร

7. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

7.1. หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา

7.1.1. มาตรา 47 ให้มีระบบการประกันคุณภาพ การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับ ประกอบด้วย ระบบการประกันคุณภาพภายใน และระบบการประกันคุณภาพภายนอก

7.1.2. มาตรา 48 ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษา จัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และ ให้ถือว่าการประกันภายใน เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษา ที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการประกันคุณภาพภายนอก

7.1.3. มาตรา 49 ให้มี สมศ.มีฐานะเป็นองค์การมหาชนทำหน้าที่พัฒนาเกณฑ์ วิธีการประเมินคุณภาพภายนอก และทำการประเมินผลการจัดการศึกษาเพื่อให้มีการตรวจสอบคุณภาพ โดยคำนึงถึงความมุ่งหมายและหลักการและแนวการจัดการศึกษาในแต่ละระดับตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ให้มีการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษาทุกแห่งอย่างน้อยหนึ่งครั้งในทุกห้าปีตั้งแต่การประเมินครั้งสุดท้าย และเสนอผลการประเมินต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสาธารณชน

7.1.4. มาตรา 50 ให้สถานศึกษาให้ความร่วมมือในการจัดเตรียมเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ที่มีข้อมูลเกี่ยวข้องกับสถานศึกษา ตลอดจนให้บุคลากรคณะกรรมการของสถานศึกษา รวมทั้งผู้ปกครองและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่พิจารณาเห็นว่าเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติภารกิจของสถานศึกษา ตามคำร้องของ สมศ.หรือบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง ทีทำการประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษานั้น

7.1.5. มาตรา 51 ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอก ของสถานศึกษาใดไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ให้ สมศ. จัดทำข้อเสนอแนะ การปรับปรุงแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการดังกล่าว ให้ สมศ. รายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อดำเนินการ ให้มีการปรับปรุงแก้ไข

8. ประกาศสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากร สายการสอน พ.ศ. 2560 ได้แก่

8.1. ว 20 การปรับปรุงมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สายงานการสอน

8.2. ว 21 หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ

8.3. ว 22 หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายงานการสอน

8.3.1. ว 22 หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสายงานการสอน

8.3.1.1. หลักเกณฑ์

8.3.1.1.1. 1. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องได้รับการพัฒนาต่อเนื่องทุกปีโดยให้ประเมินตนเองตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด พร้อมจัดทำแผนการพัฒนาตนเองเป็นรายปีตามแบบที่ราชการกำหนดและเข้ารับการพัฒนาตามแผนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง .

8.3.1.1.2. 2. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ผ่านการพัฒนาหลักเกณฑ์นี้ สามารถนำผลที่ผ่านการพัฒนาไปใช้ เพื่อขอมีและเลื่อนวิทยฐานะได้ทุกวิทยฐานะ และให้ถือว่าการพัฒนาตามหลักเกณฑ์นี้เป็นการพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนวิทยฐานะตามมาตรา 80 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาพ.ศ. 2547 .

8.3.1.1.3. 3.หลักสูตรการพัฒนาต้องมีองค์ประกอบด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านความเป็นครู และคุณลักษณะที่คาดหวังโดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) หลักสูตรที่สภาสถาบันคุรุพัฒนาตามรองรับมาตรฐานวิทยฐานะหรือตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด (2) พัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกปี ในแต่ละปีไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 20 ชั่วโมง และภายในระยะเวลา 5 ปี ต้องมีชั่วโมงการพัฒนาจำนวน 100 ชั่วโมง หากภายในระยะเวลา 5 ปี มีจำนวนการพัฒนาไม่ครบ 100 ชั่วโมง สามารถนำจำนวนชั่วโมงการมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning community : PLC) ส่วนที่เกิน 50 ชั่วโมงในแต่ละปีมานับรวมเป็นจำนวนการพัฒนาได้