Acquired immunodeficiency syndrome (AIDS)

登録は簡単!. 無料です
または 登録 あなたのEメールアドレスで登録
Acquired immunodeficiency syndrome (AIDS) により Mind Map: Acquired immunodeficiency syndrome (AIDS)

1. การป้องกันและการรักษา

1.1. หลักสำคัญ

1.1.1. ป้องการการถ่ายทอดเชื้อ จากมารดาสู่ทารก (maternal-to-child transmission) เป็นเป้าหมายของการดูแล

1.1.1.1. ลดการแพร่กระจายเชื้อ HIV จากมารดาสู่ทารก

1.2. 1.การให้ยาต้านไวรัสแก่สตรีตั้งครรภ์

1.2.1. เพื่อลดปริมาณเชื้อ HIV ในเลือด ให้ต่ำที่สุด (<50 copies/ml) และเพิ่มปริมาณของ CD4 ให้สูงที่สุด

1.2.2. ปัจจุบันนิยมให้ยาต้านไวรัส หลายชนิดร่วมกัน (combination)

1.2.2.1. สูตรยาจะประกอบด้วยยาอย่างน้อย 3 ตัว (heighly active anti retho therapy-HAART regimen)

1.3. 2.การให้ยาเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อ ฉวยโอกาสระหว่างนั้งครรภ์

1.3.1. ถ้า CD4 < 200 cell/mm3 ป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาส โดยให้ยา TMP-SMX (80/400 mg) ให้กิน ครั้งละ 2 เม็ดทุก 24 ชั่วโมง หรือ double strength TMR-SMX (160/800 mg) 1 เม็ดทุก 24 ชั่วโมง

1.4. 3.พิจารณาระยะเวลาที่จะให้คลอด และวิธีการคลอด

1.4.1. 3.1 กรณีให้คลอดทางช่องคลอด

1.4.1.1. ควรหลีกเลี่ยงการเจาะถุงน้ำคร่ำ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการคลอด

1.4.1.2. การพิจารณาเจาะถุงน้ำคร่ำเพื่อชักนำการคลอดควรต้องคำนึงถึงปริมาณ viral load ร่วมด้วย

1.4.1.3. หลีกเลี่ยงการโกนขนบริเวณ อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก

1.4.1.4. หลีกเลี่ยงการทำหัตถการที่จะทำให้ทารกได้รับบาดเจ็บหรือมีโอกาสสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งจากมารดา

1.4.2. 3.2 กรณีผ่าท้องคลอดก่อน การเจ็บครรภ์

1.4.2.1. อายุครรภ์ครบ 38 สัปดาห์

1.4.2.2. มารดามีปริมาณ viral load มากกว่าหรือเท่ากับ 1000 copies/mL ในระยะใกล้คลอด

1.4.2.3. มีปริมาณ viral load มากกว่าหรือเท่ากับ 1000 copies/mL รับประทานยาไม่สม่ำเสมอ หรือ มาฝากครรภ์ช้าทำให้ได้รับยาต้านไวรัส น้อยกว่า 4 สัปดาห์

1.4.2.4. ไม่รู้ระดับ viral load หรือ ไม่เคยฝากครรภ์มาก่อน

1.4.3. 3.3 กรณีผ่าท้องคลอดฉุกเฉิน

1.4.3.1. สตรีตั้งครรภ์ที่มีปริมาณ viral load มากกว่าหรือเท่ากับ 1000 copies/mL

1.4.3.2. ไม่ทราบปริมาณ viral load ในระยะเจ็บครรภ์คลอด

1.4.3.3. ในรายที่มีข้อบ่งชี้ทางสูติกรรม ที่จำเป็นต้องผ่าตัดคลอดเท่านั้น

1.5. 4.หลังคลอดหลีกเลี่ยงการให้ยาในกลุ่ม ergotamine

1.5.1. เนื่องจากจะทำให้หลอดเลือด หดรัดตัวรุนแรง

1.6. 5.หลีกเลี่ยงการใส่สายยางสวนอาหารในกระเพาะทารกโดยไม่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดบาดแผล

1.7. 6.หลีกเลี่ยงการเลี้ยงนมบุตรด้วยมารดา

1.7.1. โดยระยะเวลาที่ทารกจะติดเชื้อจาก การได้รับนมมารดาส่วนใหญ่จะเกิด ใน 6 สัปดาห์แรกหลังคลอด

1.8. 7.ทารกที่คลอดมาจากมารดาที่ ติดเชื้อ HIV ทุกรายควรได้รับ การดูแลรักษาโดยกุมารแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญในการให้ ยาต้านไวรัสและสามารถติดตาม การได้รับยาอย่างต่อเนื่อง

1.9. 6หลีกเลี่ยงการเลี้ยงนมบุตรด้วยมารดา

2. การพยาบาล

2.1. ระยะตั้งครรภ์

2.1.1. อธิบายเกี่ยวกับผลเลือดบวก การแพร่กระจายเชื้อจากมารดาสู่ทารก

2.1.2. ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการตัดสินใจ สิ้นสุดการตั้งครรภ์หรือดำเนินการ ตั้งครรภ์ต่อ

2.1.3. ให้คำแนะนำเพื่อป้องกันการรับเชื้อ เพิ่มหรือการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น

2.1.4. แนะนำการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงความเครียด เฝ้าระวัง การติดเชื้ออื่นๆ

2.1.5. เพิ่มการรับประทานอาหาร หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารกระป๋อง ของหมักดอง

2.1.6. สังเกตุอาการและจดบันทึกอาการที่เปลี่ยนแปลงและรายงานแพทย์ หรือ พยาบาลให้ทราบโดยเร็ว

2.1.7. แนะนำสามีให้มาตรวจเลือด

2.1.8. ดูแลสตรีมีครรภ์ในหน่วย ฝากครรภ์เสี่ยงสูง

2.2. ระยะคลอด

2.2.1. ดูแลป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยยึดหลัก universal precaution ดูแลไม่ให้เกิดบาดแผลทั้งมารดา และทารก หลีกเลี่ยงการเจาะถุงน้ำ หรือ การตัดฝีเย็บ และเมื่อศีรษะทารกคลอดควรรีบดูดสารคัดหลั่งจากปากและจมูกของทารกออกให้มากที่สุด อย่างรวดเร็ว แต่นุ่มนวล

2.3. ระยะหลังคลอด

2.3.1. ดูแลเช่นเดียวกับมารดาหลังคลอดปกติ

2.3.2. เน้นย้ำเรื่องการแพร่กระจายเชื้อ โดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมี เพศสัมพันธ์ แนะนำการคุมกำเนิด การทำหมัน

2.3.3. งด BF แนะนำการเลี้ยงทารกด้วย นมผสม เน้นการรักษาความสะอาด ในการเตรียมนมผสม

2.3.4. แนะนำการตรวจ Pap smear บ่อยกว่ามารดาหลังคลอดปกติ

2.3.5. ดูแลด้านจิตใจ การอยู่ร่วมกัน กับครอบครัว

3. เกิดจาก

3.1. เชื้อ human immunodeficiency virus (HIV) ชนิด HIV-1

3.2. ระบบภูมิคุ้มกัน หรือกลไกต่อต้าน เชื้อโรคของร่างกายถูกทำลาย

4. พยาธิสภาพ

4.1. ภายหลังเชื้อ HIV เข้าสู่ร่างกาย เชื้อ HIV จะจับกับ CD4 receptor ของเซลล์เม็ดเลือดขาว เชื้อ HIV จะใช้ enzyme reverse trancriptase สร้าง viral DNA แทรกเข้าไปในนิวเคลียสของเซลล์เม็ดเลือดขาว ส่งผลให้จำนวนเม็ดเลือดขาวที่มีเชื้อไวรัส HIV มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งเม็ดเลือดขาวที่ติดเชื้อ HIV จะแตกสลายได้ง่าย ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายบกพร่อง เกิดภาวะ seroconversion คือ มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยร่างกาย ส่งผลให้ต่อมน้ำเหลืองอาจโต ติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย เช่น Pneumocystis Carinii Pneumonia (PCP) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการตาย

5. อาการและอาการแสดง

5.1. แบ่งออกเป็น 4 ระยะ

5.1.1. 1.ระยะเริ่มแรกของการติดเชื้อ

5.1.1.1. นับตั้งแต่เริ่มติดเชื้อ HIV จนร่างกายเริ่มสร้าง antibody ประมาณ 1-6 สัปดาห์

5.1.1.2. อาการ

5.1.1.2.1. มีไข้ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามตัว ผื่นขึ้น ต่อมน้ำเหลืองโต

5.1.1.2.2. บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว มีฝ้าขาวในช่องปาก ประมาณ 1-2 สัปดาห์แล้วหายไปได้เอง

5.1.1.2.3. บางรายอาจไม่มีอาการ

5.1.2. 2.ระยะติดเชื้อโดยไม่มีอาการ

5.1.2.1. ร่างกายจะแข็งแรงเป็นปกติ เหมือนคนทั่วไป

5.1.2.2. หากตรวจเลือดจะพบเชื้อ HIV และ Antibody ต่อเชื้อ HIV

5.1.2.3. ระยะนี้สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้

5.1.2.4. ระยะอาการนาน 5 -10 ปี บางรายอาจนานกว่า 15 ปี

5.1.3. 3.ระยะติดเชื้อที่มีอาการ

5.1.3.1. อาจพบอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง

5.1.3.1.1. Temp > 37.8 องศา เป็นพักๆ หรือ ติดต่อกันทุกวัน

5.1.3.1.2. ท้องเดินเรื้อรัง หรือ อุจจาระร่วงเรื้อรัง

5.1.3.1.3. น้ำหนักลดเกิน 10% ของน้ำหนักตัว

5.1.3.1.4. ต่อมน้ำเหลืองโตมากกว่า 1 แห่ง

5.1.3.1.5. เป็นโรคงูสวัด

5.1.3.1.6. พบเชื้อราในช่องปาก หรือ ฝ้าขาว (hairy leukoplakia) ในช่องปาก

5.1.4. 4.ระยะป่วยเป็นเอดส์

5.1.4.1. อาการ

5.1.4.1.1. มีไข้ ผอม ต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง ซีด อาจพบลิ้นหรือช่องปากเป็นฝ้าขาวจากเชื้อรา แผลเริมเรื้อรัง ผิวหนังเป็นแผลพุพอง

5.1.4.1.2. ระบบภูมิคุ้มกันจะเสื่อมเต็มที่ ทำให้ติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่าย

6. ผลของการตั้งครรภ์ต่อโรคเอดส์

6.1. มารดา

6.1.1. มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจากการ ติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น ในสตรีตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HIV และมีปริมาณ CD4 ต่ำ

6.2. ทารก

6.2.1. ทารกตัวเล็กกว่าอายุ เลี้ยงไม่โต มีเชื้อราในช่องปาก ตับโต ปอดอักเสบ ในทารกที่ได้รับเชื้อเมื่อแรกเกิด

6.2.2. IUGR

6.2.3. Death/Still birth

6.2.4. LBW

6.2.5. Preterm/Infect

7. การวินิจฉัย

7.1. ซักประวัติ

7.1.1. ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต/ปัจจุบัน

7.1.1.1. การติดเชื้อ Sexually Transmitted Diseases (STDs)

7.1.2. พฤติกรรมเสี่ยง

7.1.3. พฤติกรรมทางเพศ

7.2. ตรวจร่างกาย

7.2.1. อาการและอาการแสดงของ AIDS

7.2.2. พบเชื้อราในช่องคลอด/หูดหงอนไก่

7.3. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

7.3.1. 1.การตรวจเชื้อ HIV (HIV viral testing)

7.3.1.1. เป็นการตรวจหาเชื้อ HIV หรือส่วนประกอบของเชื้อ

7.3.1.1.1. โปรตีนชนิด p24 antigen หรือ สารพันธุกรรมของเชื้อ HIV

7.3.2. 2.การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ HIV

7.3.2.1. เป็นมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัย การติดเชื้อ HIV

7.3.2.2. Enzyme-linked immunosorbent assay (ELISA)

7.3.2.3. Agglutination assay

7.3.2.4. Immonochromatography

7.3.2.5. Dot immunoassay

7.3.3. 3.การตรวจนับเม็ดเลือดขาวชนิด CD4 lymphocyte และการตรวจวัดปริมาณ viral load

7.3.3.1. ใช้ในการประเมินความรุนแรงของโรค

7.3.3.2. ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เลือกวิธีการคลอด การดูแลรักษาที่เหมาะสม และติดตามการดำเนิน ของโรค

7.4. การตรวจพิเศษ

7.4.1. ในรายที่สงสัยว่าเป็นวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบแทรก

7.4.1.1. การตรวจเสมหะ และ X-ray

7.4.2. ในรายที่สงสัยว่าเป็น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

7.4.2.1. เจาะหลัง

7.4.3. ในรายที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อรา

7.4.3.1. ส่องกล้องตรวจดูทางเดินอาหาร