1. Cloud
1.1. ความหมาย
1.1.1. เป็นการทำงานร่วมกับเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก
1.1.2. ทำหน้าที่เสมือนเซิร์ฟเวอร์ทุกอย่าง
1.1.3. ทำให้เกิดความมั่นใจเมื่อเลือกใช้งาน
1.2. ข้อดี
1.2.1. ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษา
1.2.1.1. ค่าจ้างพนักงาน
1.2.1.2. ค่าซ่อมแซม
1.2.1.3. ค่าลิขสิทธิ์
1.2.1.4. ค่าไฟฟ้า
1.2.1.5. ค่าน้ำ
1.2.1.6. ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง
1.2.1.7. ค่าอัพเกรด
1.2.1.8. ค่าเช่าคู่สาย
1.2.2. ลดความเสี่ยงการเริ่มต้น หรือการทดลองโครงการ
1.2.3. สามารถลดหรือขยายได้ตามความต้องการ
1.2.4. ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูงอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ
1.3. ข้อเสีย
1.3.1. จากการที่มีทรัพยากรที่มาจากหลายแห่ง จึงอาจเกิดปัญหาด้านความต่อเนื่องและความรวดเร็ว
1.3.2. ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล
1.4. ตัวอย่าง
1.4.1. ทำเว็บไซต์
1.4.1.1. เลือกใช้ Hostmonster ที่มี Web hosting อยู่เป็นล้านไซต์
1.4.1.2. ใช้ Cloud Infrastructure ที่มีความแม่นยำ
1.4.1.3. ลือก install โมดูลต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
1.4.2. ระบบ E – Mail
1.4.2.1. ใช้ Cloud SaaS อย่างบริการ Google Apps for Business
1.4.2.1.1. Mail Calendar
1.4.2.1.2. ทำเอกสารร่วมกันผ่าน Google Docs
1.4.2.1.3. สามารถเข้าถึงระบบได้ทุกแห่ง และทุกอุปกรณ์
1.4.3. ระบบบริหารงานลูกค้า
1.4.3.1. ระบบ CRM ของ Salesforce อันเหมาะกับงานขายทั่วไปมากกว่า
1.4.3.1.1. Force.com ที่เป็น PaaS Cloud อันเป็น Salesforce Engine มาพัฒนาโปรแกรมเอง ทำให้ปรับปรุง Application ขององค์กรได้ ด้วยราคาใช้จ่ายจริง
1.4.4. การพัฒนา Applications
1.4.4.1. เพื่อทำการวิเคราะห์ Big Data ซึ่งอยู่บน Social Media ต่าง ๆ
1.4.4.1.1. Facebook Analytic
1.4.4.1.2. เลือกใช้ IaaS กับ PaaS Cloud แทน Server
2. AR
2.1. ความหมาย
2.1.1. เป็นเทคโนโลยีนำภาพเสมือน
2.1.2. เป็นรูปแบบ3มิติ
2.1.3. นำวัตถุมาทับซ้อนเข้าเป็นภาพเดียวกัน
2.1.4. AR ย่อมาจาก Augmented Reality
2.2. ข้อดี
2.2.1. 1.สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่ผู้บริโภค
2.2.2. 2.สามารถค้นหาตำแหน่งและรายละเอียดของสินค้าด้วยตนเอง
2.2.3. 3.สร้างความสนใจในตัวสินค้าและเพิ่มยอดขายได้
2.3. ข้อเสีย
2.3.1. 1.ไม่เหมาะกับกลุ่ม low technology
2.3.2. 2.มีกลุ่มผู้บริโภคจำกัด
2.3.3. 3.อาจไม่คุ้มกับการลงทุนในการวางระบบเครือข่ายต่างๆ รวมทั้งการทำฐานข้อมูลต่างๆ
2.3.4. 4.เครือข่ายอินเทอร์เน็ตยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการส่วนใหญ่
2.4. ตัวอย่าง
2.4.1. ด้านการแพทย์มีการนำประยุกต์ใช้ในการผ่าตัดเพื่อแสดงข้อมูลอวัยวะของคนไข้แบบ Real-time
2.4.1.1. การจำลองภาพเอกซเรย์ที่ได้จากการทำ Ultrasound เพื่อจำลองตำแหน่งของเนื้องอกภายในร่างกายของคนไข้
2.4.2. ด้านการศึกษาครูผู้สอนมีการนำมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียน
2.4.2.1. เพื่อสร้างบรรยากาศในการเรียนให้น่าตื่นเต้น และแปลกใหม่
2.4.2.2. ทำให้ผู้เรียนเกิดการสนใจเรียนรู้
3. AI
3.1. ความหมาย
3.1.1. ระบบปัญญาประดิษฐ์
3.1.2. อุปกรณ์รับคำสั่งเพื่อสามารถทำงานให้ได้อย่างรวดเร็วภายใต้หน่วยความจำที่มีขนาดใหญ่
3.1.3. ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถคิดหาเหตุผลได้เรียนรู้เหมือนสมองมนุษย์
3.2. ข้อดี
3.2.1. 1. อ่านใจผู้บริโภคได้
3.2.2. 2. อำนวยความสะดวก และช่วยแก้ปัญหาต่างๆ
3.2.3. 3. การค้นหาด้วยภาพ (Visual Search)
3.2.4. 4. สร้างขั้นตอนการขายที่มีประสิทธิภาพ
3.3. ข้อเสีย
3.3.1. 1.ปัญหาการเลิกจ้าง
3.3.2. 2.หัวหน้าที่เป็นหุ่นยนต์
3.3.3. 3.ข้อผิดพลาดที่มนุษย์สร้างขึ้น
3.4. ตัวอย่าง
3.4.1. การใช้ Gmail หรือ Google Calendar
3.4.1.1. ทำได้มากกว่าการแค่ส่งอีเมลหรือตั้งเวลาปฏิทินสามารถเลือกวันเวลานัดหมายได้อัตโนมัติ
3.4.1.2. มี AI ในการที่จะตอบอีเมล์หรือเรื่องต่างๆได้
3.4.1.3. สามารถเชื่อมโยงกับ Google Assistantให้เราตรวจสอบ ตั้ง หรือลบปฎิทิน โดยสั่งงานด้วยเสียงได้
3.4.2. ทดลองใช้ Voice typing แทนที่จะใช้คีย์บอร์ดในการพิมพ์เอกสาร
3.4.2.1. ใช้โปรแกรม Google doc
3.4.2.1.1. อาจพิมพ์ไม่ถูกต้อง 100%
3.4.2.1.2. ประสบการณ์การใช้งานจะทำให้เราเห็นประโยชน์ของ AI มากขึ้น
4. IOT
4.1. ความหมาย
4.1.1. Internet of Things (IoT) คือ "อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง"
4.1.2. อุปกรณ์ต่างๆ ถูกเชื่อมโยงด้วยอินเตอร์เน็ต
4.1.3. มนุษย์สามารถสั่งการควบคุมการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ผ่านทางเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
4.2. ข้อดี
4.2.1. 1.ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
4.2.1.1. ทำให้งานแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
4.2.1.2. มีความสามารถในการเก็บข้อมูล ประมวลผล ส่งผ่าน และแสดงผลได้อย่างรวดเร็ว
4.2.1.3. สามารถรองรับข้อมูลได้เป็นจำนวนมหาศาล
4.2.2. 2.ไร้ข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่
4.2.2.1. สามารถทำงานได้แบบไร้พรมแดน เพราะขับเคลื่อนด้วยอินเทอร์เน็ต
4.2.2.2. สามารถทำงานได้ตลอดเวลา ต่างจากมนุษย์ที่มีพลังงานจำกัด
4.2.3. 3.ช่วยลดต้นทุนในหลาย ๆ ด้าน
4.2.3.1. ต้นทุนการจ้างงาน
4.2.3.2. ต้นทุนค่าเสียโอกาส
4.2.3.3. ต้นทุนการผลิต
4.2.4. 4.มีเวลาเหลือในการสรรค์สร้างนวัตกรรม
4.2.4.1. การให้เทคโนโลยีทำงานด้าน Routine แทนเรา จะทำให้เรามีเวลาในการทำงานสร้างสรรค์
4.2.5. 5.ยกระดับกิจการให้ Smart ในสายตานักลงทุน
4.2.5.1. ลดต้นทุน
4.2.5.2. เพิ่มรายได้ สร้างกำไร
4.2.5.3. ขยายกิจการ
4.3. ข้อเสีย
4.3.1. 1. พึ่งพาระบบอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา
4.3.2. 2. ความปลอดภัยของข้อมูล
4.3.2.1. ต้องการบำรุงและรักษาความปลอดภัยของข้อมูลกับซอฟต์แวร์ของอุปกรณ์อยู่เสมอ
4.3.3. 3. ความผิดพลาดที่เกิดจากการประมวลผลผิดพลาด
4.3.3.1. เนื่องจากการเขียนโปรแกรมที่ไม่รัดกุม
4.3.3.2. พอมีอุปกรณ์ตัวไหนตัวหนึ่งประมวลผลผิดพลาดจะส่งผลทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่ออยู่ด้วย
4.4. ตัวอย่าง
4.4.1. 1.ระบบการสั่งงานสมาร์ทโฟนด้วยเสียง
4.4.1.1. ใช้ควบคุมสมาร์ทโฟนในสมัยใหม่
4.4.1.1.1. ระบบ Voice Access ที่แทนการสั่งการด้วยการสัมผัสหน้าจอ
4.4.2. 2.ระบบไฟอัจฉริยะ
4.4.2.1. สั่งการด้วยเสียงและระบบตรวจจับการเคลื่อนไหว รวมทั้งการสั่งงานผ่านสมาร์ทโฟน
4.4.2.1.1. การตั้งเวลานับเปิดปิด
4.4.2.1.2. การปรับระดับแสงหรือสีไฟ
4.4.2.1.3. การเปิดปิดไฟในบ้าน
4.4.3. 3.ระบบการระบบเตือนภัยอัจฉริยะ
4.4.3.1. ตรวจจับการทำงานของเครื่องใช้ภายในบ้าน
4.4.3.2. เตือนภัยต่าง ๆ ผ่านไปยังสมาร์ทโฟน
4.4.3.2.1. แก๊สรั่วซึม
4.4.3.2.2. การลืมปิดน้ำ
4.4.3.2.3. ปิดไฟ
4.4.3.2.4. การพบควันและประกายไฟ
4.4.3.2.5. น้ำล้นท่วมบ้าน
4.4.4. 4.ระบบควบคุมเครื่องปรับอุณหภูมิภายในบ้าน
4.4.4.1. สามารถสั่งงานเครื่องปรับอุณหภูมิได้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง
4.4.5. 5.ระบบสตาร์ทรถและควบคุมรถแบบไร้สาย
4.4.5.1. เปิดรถ
4.4.5.2. ปิดรถ
4.4.5.3. ล็อครถ