1. วิธีการ CPR
1.1. 1. ตรวจสอบความปลอดภัยของสถานที่ก่อนเริ่มให้การช่วยเหลือ
1.2. 2. ประเมินการตอบสนอง โดยตบแรง ๆ ให้เจ็บที่หัวไหล่และเรียกเสียงดัง "คุณ ๆ ตื่น ๆ เป็นอะไรหรือเปล่า"
1.3. 3. ประเมินพบผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวเรียก รีบตะโกนขอความช่วยเหลือ และขอเครื่อง AED และโทร 1669 "ช่วยด้วย ๆ มีคนหมดสติ ขอเครื่อง AED และโทร 1669 ด้วย" (ในโรงพยาบาลเรียก ขอรถ Emergency และ ขอ Defibrillator)
1.4. 4. ประเมินการหายใจและจับชีพจรพร้อมกัน โดยใช้สายตามองดูการหายใจพร้อมกับใช้มือจับชีพจรที่ Carotid artery อย่างน้อย 5 วินาที แต่ไม่เกิน 10 วินาที (นับ 1-10 ตามจังหวะวินาที)
1.5. 5. คุกเข่าด้านข้างลำตัวผู้ป่วย แยกเข่ากว้างระดับเดียวกับแนวไหล่ เหยียดแขนตรง หลังตรงโน้มตัวจากเอวไปข้างหน้า
1.6. 6. วางสันมือข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้ววางอีกข้างทับในลักษณะประสานมือบนตำแหน่งที่จะกดหน้าอก
1.7. 7. เริ่มกดหน้าอกหรือนวดหัวใจทันที ขณะกดแขนเหยียดตรงใช้น้ำหนักตัวกดผ่านแขนอย่างต่อเนื่อง ตามหลักการกดหน้าอก
1.7.1. 1. กดลึก (Depth) อย่างน้อย 5 เซนติเมตร (2 นิ้ว) แต่ไม่เกิน 6 เซนติเมตร (2.4 นิ้ว)
1.7.2. 2. กดเร็ว (Rate) อย่างน้อย 100 ครั้งต่อนาที แต่ไม่เกิน 120 ครั้ง/นาที
1.7.3. 3. คลายสุด (Rccoil) โดยคลายมือให้สุดเพื่อให้หน้าอกยกตัวขึ้นจนสุดหลังการกดแต่ละครั้ง (ไม่วางมือพิงบนหน้าอกผู้ป่วย แต่ไม่ต้องยกมือออกจากหน้าอก)
1.7.4. 4. อย่าหยุดกดหน้าอกเกิน 10 วินาที
1.7.5. 5. ช่วยหายใจ 2 ครั้ง (ถ้าทำได้) โดยการเป่าปากหรือใช้อุปกรณ์เป่าปากช่วยหายใจ (Pocket mask) สลับกับกดนวดหัวใจ 30 ครั้ง (ในโรงพยาบาลใช้ Ambu bag)
1.7.6. 6. กดนวดหัวใจ 30 ครั้ง สลับช่วยหายใจ 2 ครั้ง ไปครบ 5 รอบ ให้ประเมินผลโดยการคลำชีพจรใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที ถ้าไม่พบชีพจรให้กดหน้าอกต่อทันที โดยเปลี่ยนผู้กดหน้าอกทุก 5 รอบ หรือทุก 2 นาที
1.7.7. 7. PAD (Public Access Defibrillator เดิมเรียก AED : Automated External Defibrillator) มาถึงการ CPR ในโรงพยาบาล ช่วยหายใจโดยใช้ Ambu bag เปิดออกซิเจน 10-15 ลิตรต่อนาที หรือใส่ท่อช่วยหายใจเมื่อพร้อม
2. การใช้เครื่องเออีดี (AED)
2.1. 1. เปิดเครื่อง กดปุ่มเปิดเครื่อง ในขณะที่เครื่องเออีดีบางรุ่นจะทำงานทันทีเมื่อเปิดฝาครอบออก เมื่อเปิดเครื่องแล้วจะมีเสียงบอกให้รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ให้ปฏิบัติตามที่เครื่องสั่งทันที
2.2. 2. ติดแผ่นนำไฟฟ้าที่หน้าอกของผู้ป่วย ตรวจสอบหน้าอกของผู้ป่วยว่าแห้งสนิท หากพบว่าเปียกน้ำหรือไม่แห้งสนิทให้ใช้ผ้าเช็ดบริเวณหน้าอกของผู้ป่วยให้แห้งก่อน แล้วลอกแผ่นพลาสติก ด้านหลังแผ่นนำไฟฟ้าออก แปะแผ่นนำไฟฟ้าแผ่นที่หนึ่งที่ใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และแปะแผ่นที่สองที่บริเวณใต้แนวราวนมซ้ายด้านข้างลำตัว ตรวจดูให้แน่ใจว่าสายไฟฟ้าจากแผ่นนำไฟฟ้า ต่อเข้ากับตัวเครื่องเรียบร้อย หากผู้ป่วยเป็นเด็กตัวเล็ก หรือทารกอาจจำเป็นต้องแปะแผ่นนำไฟฟ้า ที่บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของลำตัว
2.3. 3. เครื่องเออีดีทำการวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องเออีดี ส่วนมากจะเริ่มวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจทันทีเมื่อแปะแผ่นนำไฟฟ้าเสร็จ เครื่องบางรุ่นต้องกดปุ่ม "วิเคราะห์" ก่อน ระหว่างนั้น ห้ามสัมผัสถูกตัวผู้ป่วย ให้ร้องเตือนดังๆ ว่า "ทุกคนถอย!!" เครื่องเออีดี จะใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ 5 - 10 วินาที ในการวิเคราะห์ ระหว่างนั้นอาจจะได้ยินเสียงการส่งสัญญาณวิเคราะห์
2.4. 4.เมื่อเครื่องเออีดี ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่จำเป็นต้องทำการช็อก เครื่องจะบอกว่า "แนะนำให้ทำการช็อก ถอยออกจากผู้ป่วย กดปุ่ม "ช็อก" แต่ก่อนที่ผู้ช่วยเหลือจะกดปุ่มช็อกต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่มีใครสัมผัสถูกตัวของผู้ป่วยด้วยการตะโกนบอกดังๆ ว่า "ทุกคนถอย!!!" พร้อมกับ กางแขนออกเพื่อกันผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามา มองช้ำอีกครั้งเพื่อเป็นการตรวจสอบครั้งสุดท้ายว่าไม่มีผู้ใดสัมผัสผู้ป่วยอยู่แล้วจึงกดปุ่ม "ช็อก"
2.5. 5.เมื่อกดปุ่มช็อกแล้วให้เริ่มกดหน้าอกต่อทันที 30 ครั้งสลับกับช่วยหายใจ (การเป่าปาก) 2 ครั้ง หรือกดหน้าอกอย่างเดียวในกรณีที่ท่านไม่ต้องการที่จะเป่าปาก ไปจนกว่าเครื่องเออีดีจะวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจซ้ำอีกครั้งเมื่อครบทุก ๆ 2 นาที ให้ทำการกดหน้าอกและช่วยหายใจหรือกดหน้าอกอย่างเดียวร่วมกับการใช้เครื่องเออีดีไปจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้น หรือหน่วยกู้ชีพจะมาถึง และรับผู้ป่วยส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล
3. การช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูง
3.1. หลังจากทำตามขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐานแล้วและมีทีมพร้อมทั้งเครื่องมือให้ติดเครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจและเปิดเส้นน้ำเกลือเพื่อเตรียมทำการช่วยชีวิตขั้นสูง
3.2. Algorithm1 Pulseless arrest (หัวใจหยุดเต้น)
3.2.1. 1. เริ่มต้นได้วยการกู้ชีพขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ
3.2.2. 2.การเปิดเส้นเลือดดำและการให้ยา
3.2.3. 3.การใส่อุปกรณ์ช่วยหายใจ (advanced airway)โดยเมื่อใส่ท่อช่วยหายใจแล้ว
3.3. Algorithm 2 Tachycardia with pulse (หัวใจเต้นเร็ว)
3.3.1. -HRควรเกิน 150 ครั้งต่อนาทีถึงจะสามารถอธิบายได้ว่าหัวใจเต้นเร็วเป็นต้นเหตุให้มีอาการ กรณีที่เรียกว่า unstable ไม่ได้หมายความเฉพาะความดันโลหิตต่ำเท่านั้นแต่รวมถึงการมีอาการแน่นหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด, ระดับการรู้สติซึมลงด้วย
3.3.2. -ผู้ป่วยอาจเริ่มจาก algorithm tachycardia with pulse แต่ต้อมาอาจจะเกิด pulseless arrest ได้ซึ่งต้องเปลี่ยนไปให้ การรักษาแบบ pulseless arrest ด้วย
3.3.3. -ระหว่างการรักษา ต้องหาสาเหตุที่เป็น contributing factors ด้วยทุกราย
3.4. Algorithm 3 Bradycardia with pulse (หัวใจเต้นช้า)
3.4.1. -กรณีที่ให้ Atropine ข้ามให้ขนาดที่ต่ำกว่า 0.5mg โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิด paradoxical response คือ HR จะ ยิ่งช้ลงกว่าเดิม และเราสามารถให้ได้ทุก 3-5 นาทีสูงสุดไม่เกิน 3mg แต่โดยปกติแล้วถ้าให้ไป 2-3 doses ไม่ได้ผลก็จะใช้ transcutaneous pacing แทน
3.4.2. -เรามักจะtryให้ atropine ก่อนถ้าไม่ได้ผลให้เริ่ม transcutaneous pacing ยกเว้นกรณี high degree AV block(second degree AV block Mobitz type Il, third degree AV block)ให้เริ่ม transcutaneous pacing เลยโดยไม่ต้อง try atropine ก่อน
3.4.3. -การดูว่า pacemaker ทำงานดีหรือไม่จะไม่คลำ carotid pulse เพราะจะมีกล้ำมเนื้อกระตุกทำให้รู้สึกเหมือนมี pulseที่ คอได้ ให้คลำ femoral pulse แทน
4. ความหมาย
4.1. การช่วยชีวิตคนหัวใจหยุดเต้นหรือคนที่หยุดหายใจกะทันหัน ใช้เพี่ยงแรงกดหน้าอกและการผายปอด เพื่อให้หัวใจและระบบหายใจกลับมาทำงานอีกครั้งจะได้ผลดี ต้องทำภายใน 4 นาที หลังผู้ป่วยหยุดหายใจ
5. วัตถุประสงค์
5.1. 1. เพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายและเนื้อเยื่อ เพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกายและเนื้อเยื่อ
5.2. 2.ป้องกันสมองตายโดยการทำให้โลหิตไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ เพื่อป้องกันสมองตายโดยการทำให้โลหิตไปเลี้ยงสมองได้ เพียงพอ
5.3. 3. คงไว้ซึ่งการไหลเวียนของโลหิตในขณะหัวใจหยุดเต้นเพื่อนำออกซิเจนไปสู่สมอง หัวใจและเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายคงไว้ซึ่งการไหลเวียนของโลหิตในขณะหัวใจหยุดเต้นเพื่อนำออกชิเจนไปสู่สมอง หัวใจและเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย
5.4. 4. ดูแลผู้ป่วยให้กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากที่หัวใจกลับมาเต้นใหม่แล้วดูแลผู้ป่วยให้กลับสู่สภาวะปกติ หลังจากที่หัวใจกลับเต้นใหม่แล้
6. ข้อบ่งชี้
6.1. 1. ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจ โดยที่หัวใจยังคงเต้นอยู่ประมาณ 2-3 นาที ให้ผายปอดทันที จะช่วยป้องกันภาวะหัวใจหยุดเต้นได้ และช่วยป้องกันการเกิดภาวะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจนอย่างถาวร
6.2. 2. ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นพร้อมกัน ซึ่งเรียกว่า clinical death การช่วยฟื้นคืนชีพทันที จะช่วยป้องกันการเกิด biological death คือ เนื้อเยื่อโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองขาดออกซิเจน
6.2.1. ระยะเวลาของการเกิด biological death หลังจาก clinical death ยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่โดยทั่วไป มักจะเกิดช่วง 4-6 นาที หลังเกิด clinical death ดังนั้นการปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพจึงควรทำภายใน 4 นาที
7. การกู้ชีพขั้นพื้นฐาน
7.1. 1. การประเมินสถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุ
7.1.1. ก่อนการเข้าไปให้การช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ช่วยเหลือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง และบุคคลที่อยู่ ณ จุดเกิดเหตุ โดยการประเมินสถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุว่ามีความปลอดภัยสำหรับตนเอง และทีมที่จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือหรือไม่ หากสำรวจความปลอดภัยของสถานที่หรือจุดเกิดเหตุแล้ว พบว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัย ห้รีบร้องขอความช่วยเหลือทันทีตามหลักการที่ถูกต้องในการช่วยชีวิต
7.2. 2. การประเมินผู้ป่วย
7.2.1. คือการตรวจประเมินอาการของผู้ป่วยเพื่อวางแผนให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว (ไม่ควรใช้เวลานานเกิน 1 นาที) มุ่งการประเมินภาวะคุกคามต่อชีวิต ได้แก่ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด กรณีที่ผู้ช่วยเหลือต้องทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ผู้ป่วยต้องมีภาวะดังนี้คือ หมดสติ หยุดหายใจหรือหายใจเฮือก หัวใจหยุดเต้น กรณีที่ผู้ช่วยเหลือประเมินสภาพทั่วไปของผู้ป่วยพบภาวะที่ต้องให้การปฐมพยาบาลแต่ไม่ต้องช่วยฟื้นคืนชีพ ได้แก่ ผู้ป่วยกระพริบตา พูด หรือไอ หน้าอกหน้าท้องกระเพื่อมขึ้นลง ขยับตัว แสดงว่าผู้ป่วยรู้สึกตัวและหายใจ (ให้การปฐมพยาบาลตามอาการที่พบ)
8. ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการช่วยฟื้นคืนชีพ
8.1. การช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary Resuscitation) หรือ CPR คือ การช่วยเหลือผู้ที่หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้น ให้มีการหายใจและการไหลเวียนเลือดกลับคืนสู่สภาพปกติ อีกทั้งยังเป็นการป้องกันเนื้อเยื่อที่ได้รับอันตรายจากการขาดออกซิเจนอย่างถาวร โดยมีวิธีช่วยฟื้นคืนชีพ 2 วิธีร่วมกัน ซึ่งเรียกรวมกันว่า "การฟื้นปอดและการฟื้นหัวใจ" โดยรายละเอียดดังนี้
8.1.1. การฟื้นปอด (Pulmonary Resuscitation) เป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยทางด้านระบบการหายใจ ให้ผู้ป่วย หายใจได้ตามปกติภายหลังที่หยุดหายใจไปแล้ว เพื่อกําจัดภาวะการขาดออกซิเจนของอวัยวะต่าง ๆ
8.1.2. การฟื้นหัวใจ (Cardiac Resuscitation) เป็นการช่วยผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น ให้หัวใจของผู้ป่วยกลับมาทํางานได้ตามปกติภายหลังที่หยุดหายใจไปแล้ว
8.2. ผู้ป่วยที่หยุดหายใจ หรือหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน ต้องได้รับการช่วยเหลือทันทีภายในเวลา 4-5 นาที หรือเร็วกว่านั้น เพราะเนื่องจากสมองจะหยุดทํางาน ถ้าขาดออกซิเจนนาน 5 นาที และหัวใจจะหยุดทํางาน ถ้าขาดออกซิเจนนาน 8 นาที ดังนั้น ในการ ช่วยฟื้นคืนชีพจึงควรปฏิบัติให้เร็วที่สุด เพื่อเป็นการช่วยยื้อชีวิตของผู้ป่วยไว้จนกว่าจะถึงมือแพทย์ หรือ บุคลากรทางการแพทย์
8.3. ลักษณะของผู้ป่วยที่หัวใจหยุดทํางานได้
8.3.1. ไม่รู้สติ (เกิดขึ้นเมื่อหัวใจหยุดดันไป 3-5 วินาที)
8.3.2. หายใจกระตุก หรือ หยุดหายใจ
8.3.3. คลําชีพจรข้าง ๆ ลําคอ ข้อพับ หรือขาหนีบไม่ได้
8.3.4. ฟังเสียงหัวใจและคลําหัวใจเต้นไม่ได้
8.3.5. วัดความดันโลหิตไม่ได้
8.3.6. รูม่านตาขยาย ซึ่งเริ่มเกิดเมื่อหัวใจหยุดเต้นไป 45 วินาที และจะขยายกว้างสุดเมื่อถึง 1 นาที หรือ อาจมีอาการชักและตาค้างร่วมด้วย
8.3.7. ตัวซีดและเขียว • หอบ หายใจลํา