ชนิดของคำ by Mind Map: ชนิดของคำ
0.0 stars - reviews

ชนิดของคำ

5. คำสันธาน

ข้อสังเกต

1. คำสันธาน อาจมีความหมายช่วยให้เราเข้าใจ

2. ต่อไปนี้เป็นคำสันธานที่เชื่อมคำกับคำ หรือกลุ่มคำกับกลุ่มคำ

3. คำสันธานบางคำใช้เข้าคู่กัน

4. คำสันธานอาจอยู่ในตำแหน่งต่างๆ

5. มีคำบางคำกรณีก็ใช้เป็นบุพบท บางกรณีก็ใช้เป็นสันธาน

6. คำสันธานอาจเป็นกลุ่มคำก็ได้

7. คำอุทาน

1. คำอุทานมักอยู่ข้างหน้าประโยค

2. คำอุทานอาจมีลักษณะเป็นกลุ่มคำก็ได้

3. คำอุทานชนิดหนึ่ง เรียกว่า คำอุทานเสริมบท

4. คำที่พบในโคลง

6. คำบุพบท

คำบุพบท คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคำหนึ่งหรือกลุ่มคำหนึ่งให้สัมพันธ์กับคำอื่นหรือกลุ่มคำอื่น เพื่อบอกสถานที่ เวลา แสดงอาการ หรือแสดงความเป็นเจ้าของ ตัวอย่าง คนในเมือง เรือใต้น้ำ ดาวบนท้องฟ้า อาหารสำหรับเธอ ปากกาของฉัน หนังสือ สำหรับอ่านเล่น น้ำสำหรับดื่ม เดินทางโดยเครื่องบิน ผ้านี้ทำด้วยฝ้าย เราเดินไป ตามถนน พี่คุยกับน้อง เขาร้องต่อศาล เรากินเพื่ออยู่ เขาพูดตามจริง เขาทำงาน จนเที่ยงคืน ฉันรีบมาโดยเร็ว สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งภาคพื้นยุโรป นี่ค่อรางวัล ยอดเยี่ยมสำหรับประเภทสารคดี

2. คำสรรพนาม

คำสรรพนาม

คำสรรพนามคำสรรพนาม คือคำที่ใช้แทนคำนาม ที่ผู้พูดหรือผู้เขียนได้กล่าวแล้ว หรือเป็นที่เข้าใจกันระหว่าง ผู้ฟังและผู้พูด เพื่อไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำ ดังจะเห็นต่อไปนี้ นายสิริเพื่อนของนายประสิทธิ์กล่าวแก่นายประสิทธิ์ว่า "ระหว่างทางไปโรงเรียน ขอให้นายประสิทธิ์แวะที่วัด เรียนหลวงปู่ของนายสิริ ด้วยว่า นายสิริขอให้นายประสิทธิ์มารับหนังสือไปให้ครูของนายสิริที่โรงเรียน" ข้อความที่ยกมานี้จะไม่มีใช้ในภาษา ตามปกติใช้แทนชื่อบุคคลที่ได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้ นายสิริเพื่อของนายประสิทธิ์กล่าวว่า "ระหว่างทางไปโรงเรียน ขอให้คุณแวะที่วัด เรียนหลวงปู่ของผมด้วยว่า ผมขอให้คุณมารับหนังสือไปให้ครูของผมที่โรงเรียน" คำที่ขีดเส้นใต้ เป็นคำที่ใช้แทนคำนาม คือ นายประสิทธิ์และนายสิริ เรียกว่า คำสรรพนาม ในการสื่อความหมาย (สื่อสาร) ระหว่างบุคคล เราจะมีผู้พูด (หรือผู้เขียน) ผู้ฟัง (หรือผู้อ่าน) และบุคคลที่เป็นผู้ที่พูดถึงหรือคิดไปถึง ผู้พูด คือ บุรุษที่ 1 ผู้ฟัง คือ บุรุษที่ 2 บุคคลหรือสิ่งที่กล่าวถึงหรือคิดไปถึง คือ บุรุษที่ 3 เราจะใช้คำสรรพนามแสดงความหมายว่าเป็นบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 หรือบุรุษที่ 3 ได้ ดังจะเห็นต่อไปนี้ ฝ่ายชายแก่ ก็คำนับลานายบ้านไปถึงที่ไต้ซุ่นทำนา พบไต้ซุ่นก็ร้องไห้ ไต้ซุ่นถามว่า "ท่าน จะไปไหน" ชายแก่ตอบว่า "ข้าพเจ้า เห็นบิดามารดาของท่านทำโทษท่านครั้งไรก็มีความเวทนาครั้นจะช่วย ท่านก็ช่วยไม่ได้ ได้แต่มาเยี่ยมท่าน" ไต้ซุ่นได้ฟังดังนั้น จึงเล่าว่า "บิดาเกณฑ์ให้ข้าพเจ้าทำนาคนเดียว 50 ไร่" ชายแก่คิดว่า "บิดาของเขาไม่ยุติธรรมแก่เขาเลย" คิดดั้งนั้นแล้วก็ไปเล่าให้นายบ้านฟัง  แล้วชายแก่กลับไปบ้านก็พาบริวารของตนหลายคนไปช่วยไต้ซุ่นทำนา คำที่ขีดเส้นใต้นั้น เป็นคำสรรพนามทั้งสิ้น ข้าพเจ้า เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 1 ท่าน เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 2 เขา เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 3 ตน เป็นคำสรรพนามบุรุษที่ 3 ในข้อความที่ได้ยกมาข้างต้นนั้น มีคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะคือ ไต้ซุ่น ชาย เป็นคำที่แสดง ความหมายถึงบุคคล และ นา เป็นคำแสดงความหมายถึงวัตถุหรือสิ่งของ คำนามที่ผู้เขียนกล่าวถึง เพื่อให้ผู้อ่านคิดไปถึงทั้งหมดถือว่าเป็นบุรุษที่ 3 ข้อสังเกต ในภาษาไทยเราอาจใช้คำนามในการสนทนา หรือเขียนข้อความให้เกิดความหมาย เช่น บุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 หรือบุรุษที่ 3 ได้ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ผู้เขียนขอเรียนให้ผู้อ่านทราบว่า หนังสือเล่มนี้ผู้เขียนได้ใช้เวลาคนคว้าประมาณ 1 ปี ในข้อความข้างบนนั้น ผู้เขียน เป็ฯคำนาม เป็นบุรุษที่ 1 ผู้อ่าน เป็ฯคำนาม เป็นบุรุษที่ 2 หนังสือ เป็ฯคำนาม เป็นบุรุษที่ 3 จากตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้ จะเห็นว่าภาษาไทยเราอาจใช้คำนามเป็นคำแทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้กล่าวถึงได้ แดง พ่อขอให้แดงอย่าส่งเสียงดังนัก พ่อ เป็นบุรุษที่ 1 แดง เป็นบุรุษที่ 2 แดงไปบอกครูใหญ่ว่า พ่อจะไปพบครูใหญ่ได้พรุ่งนี้ ครูใหญ่ เป็นบุรุษที่ 3 นอกจากนี้คำสรรพนามในภาษาไทยคำเดียวกันอาจใช้ให้มีความหมายเป็นบุรุษที่ 1 หรือบุรุษที่ 2 หรือบุรุษที่ 3 ได้ ในประโยคต่างๆ กันดังตัวอย่าง เขาไม่ชอบให้ตัวเล่นกับเขาอย่างนี้นะ เขา ใช้แทนบุรุษที่ 1 ทั้งสองคำ พี่สมไม่ชอบให้ใครเข้าไปในห้องหนังสือ เขากลัวจะไปทำให้ห้องเขารก เขา เป็นคำสรรพนามใช้เป็นบุรุษที่ 3 แทนพี่ ท่านจะต้องการเครื่องดื่มเดี๋ยวนี้ไหมครับ ท่าน เป็นคำสรรพนามใช้เป็นบุรุษที่ 2 นายยวง โปรดยกเครื่องดื่มไปให้ท่านเดี๋ยวนี้ ท่าน เป็นคำสรรพนามใช้เป็นบุรุษที่ 3 ข้าพเจ้าทำงานเพื่อตนเอง ตน ในประโยคนี้เป็นบุรุษที่ 1 คุณทำงานเพื่อตนเอง ตน ในประโยคนี้เป็นบุรุษที่ 2

การใช้คำสรรพนามในการสื่อสาร, 1. สรรพนามแทนผู้พูด ผู้ฟัง และผู้ที่กล่าวถึงหรือคิดถึง, 2. สรรพนามใช้ชี้ระยะ, 3. สรรพนามใช้ถาม, 4. สรรพนามบอกความไม่เจาะจง, 5. สรรพนามบอกความชี้ซ้ำ, 6. สรรพนามเชื่อมประโยค, 7. สรรพนามใช้เน้นนามตามความรู้สึกของผู้พูด

3. คำกริยา

1) กริยาใช้เป็นส่วนขยายของคำนาม

2) กริยาใช้เหมือนคำนาม

4. คำวิเศษณ์

ข้อควรสังเกต

1. คำบางคำอาจทำหน้าที่เป็นคำวิเศษณ์ และในบางโอกาสทำหน้าที่เป็นคำกริยาสำคัญใน ประโยค

2. คำนามบางคำ อาจทำหน้าที่ขยายคำอื่นได้ ซึ่งในกรณีนี้ถือว่าคำนามคำนั้น ทำหน้าที่ คำวิเศษณ์

3. ในการเรียงคำเข้าประโยคในภาษาไทย ส่วนใหญ่เรามักให้ส่วนขยายตามหลังคำที่ขยาย

1. คำนาม

คำนาม คือ

คำนาม คือ คำที่แสดงความหมายถึงบุคคล สัตว์ วัตถุ สิ่งของ สภาพ อาการ ลักษณะซึ่ง หมายรวมทั้งสิ่งมีชีวิต และไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรมและที่เป็นนามธรรม ขอให้สังเกตคำที่ขีดเส้นใต้ต่อไปนี้ แมว กัด หนู มาลี กิน ข้าว รถ วิ่ง บนถนน ต้นไม้ ปลูกอยู่ หน้าบ้าน สมศรี นั่งบน เก้าอี้ ทหาร ยิง ผู้ก่อการร้าย ตำรวจ จับ ผู้ร้าย ยาย ป้อนข้าว หลาน ขนม วางบน โต๊ะ รัฐบาล ส่งเสริม การศึกษา แหวน 2 วง นี้สวยจัง ฝูงนกบินในท้องฟ้า ความจริง เป็นสิ่งไม่ตาย คนดีมีแต่ความเจริญ คุณแม่ ซื้อ นาฬิกา 2 เรือน คำที่ขีดใต้ข้างบนนั้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าเป็นคำนาม ตามความหมายที่กล่าวแล้วข้างต้น ให้นักเรียนสังเกตตำแหน่งและหน้าที่ดู จะพบว่าคำนามมักจะอยู่หน้าคำที่แสดงอาการ ทำหน้าที่เป็นผู้กระทำ หรืออยู่ข้างหลังคำที่แสดงอาการ ทำหน้าที่เป็นผู้ถูกกระทำก็ได้ มีคำนามบางคำไม่ได้บอกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สภาพ อาการและสถานที่ แต่บอกลักษณะก็มี และนามที่บอกลักษณะนี้มักนำไปใช้ตามหลังคำบอก จำนวนด้วย

Create your own awesome maps

Even on the go

with our free apps for iPhone, iPad and Android

Get Started

Already have an account?
Sign In