เคสกรณีศึกษา นางสาวสุดสวย(นามสมมุติ) อายุ29 ปี เพศหญิง

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
Rocket clouds
เคสกรณีศึกษา นางสาวสุดสวย(นามสมมุติ) อายุ29 ปี เพศหญิง by Mind Map: เคสกรณีศึกษา นางสาวสุดสวย(นามสมมุติ) อายุ29 ปี เพศหญิง

1. 2.ปัจจัยสาเหตุที่ทำให้นางสาวสุดสวยเกิดปัญหาทางจิต

1.1. แนวคิดปัจจัยทางด้านชีว-จิต-สังคม(Bio-phycho-social factors)

1.1.1. การเจ็บป่วยทางจิต (Psychosis)

1.1.1.1. สูญเสียบิดา

1.1.1.2. บิดามารดาเข้มงวดกับการใช้ชีวิต

1.1.1.3. มารดาต่อว่า"เป็นลูกตัวซวย"

1.1.1.4. ป้าใช้งานหนัก ไม่ยอมให้ไปทำกิจกรรมที่โรงเรียน

1.1.1.5. ตาบุญธรรมพยายามข่มขืนน้องและลุงพยายามข่มขืนตนเอง

1.1.1.6. เพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง

1.1.1.7. น้องสาวทิ้งไปอยู่กับสามีและต่อว่า ด่าเมื่อตนเองไปหา

1.1.1.8. ไม่มีเงินเรียนจนต้องออกมาทำงาน

1.1.1.9. ความสัมพันธุ์ในครอบครัวไม่ดี

1.1.2. ด้านชีวภาพ

1.1.2.1. ด้านสารเคมีในสมอง

1.1.2.1.1. กรรมพันธุ์ บิดาป่วยทางจิต

1.1.2.1.2. เคยใช้สารเสพติด (ยาบ้า) ตั้งแต่อายุ 21ปี

1.1.3. ด้านสังคม

1.1.3.1. ครอบครัว

1.1.3.1.1. บิดามารดามีความเข้มงวดในเรื่องการเรียน

1.1.3.1.2. บิดามารดาใช้ความรุนแรงในครอบครัว

1.1.3.1.3. มารดาไม่ยอมรับลูกตนเอง"ลูกเป็นตัวซวย"

1.1.3.2. เศรษฐกิจ

1.1.3.2.1. มีปัญหาเรื่องการเงิน ผู้ป่วยได้เงิน 7000 บาทต่อเดือน จากมารดาไม่เพียงพอต่อการใช้จ่าย

1.1.3.2.2. ระหว่างการรักษาต้องหยุดยาเนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่ารักษา

1.2. แนวคิด4P

1.2.1. ปัจจัยเสี่ยงชักนำ

1.2.1.1. พันธุกรรม บิดาป่วยทางจิตมีอาการคล้ายผู้ป่วย

1.2.1.2. สารในสมอง คือสารโดปามีนผิดปกติ

1.2.1.3. เผชิญกับความเครียดและปัญหาต่างๆไว้คนเดียว ใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

1.2.1.4. การขาดยาเนื่องจากไม่มีค่ารักษา

1.2.2. ปัจจัยกระตุ้น

1.2.2.1. ใชสารเสพติด ได้แก่ยาบ้า ผสมน้ำดื่มประมาณ 2ปี ขณะทำงานเสิร์ฟอาหาร เมื่ออายุ 21-22 ปี

1.2.2.2. ภาวะครอบครัวแตกแยก บิดาใช้ความรุนแรง เมื่ออายุ9 ปี บิดาใช้มีดไล่แทงมารดา

1.2.2.3. ผู้ป่วยโดนไล่ออกจากงานที่ทำ

1.2.3. ปัจจัยที่ทำให้อาการคงอยู่ (Perpetuating factors)

1.2.3.1. ไม่มีงานทำ

1.2.3.2. ผู้ป่วยขาดคนดูแล

1.2.3.3. ผู้ป่วยอยู่คนดียว

1.2.4. ปัจจัยปกป้อง (Protective factors)

1.2.4.1. ผู้ป่วยยอมรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์

1.2.4.2. ผู้ป่วยยอมรับอาการป่วยของตนเอง

2. 3.ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

2.1. 1.ทฤษฎีชีวภาพทางการแพทย์ (Biomedical)

2.1.1. 1.พันธุกรรม

2.1.1.1. พันธุกรรมเป็นสาเหตุทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางจิตเวช จากการศึกษากรณีศึกษาพบว่าบิดาของผู้ป่วยเป็นโรคทางจิต รักษามานาน 10 ปี มีอาการคล้ายกับผู้ป่วย โดยผู้ป่วยมีอาการพูดเรื่อยเปื่อย พูดเร็ว เสียงดัง อารมณ์หงุดหงิด ประสาทหลอน ทำให้กรณีศึกษามีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคทางจิตได้

2.1.2. 2.ชีวเคมีในสมอง (สารสื่อประสาท)

2.1.2.1. โดพามีน (Dopamine)

2.1.2.1.1. ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวที่ไม่อยู่ในอำนาจของจิตใจ การตัดสินใจการใช้เหตุผล การรู้จักตนเอง โดยระดับของโดพามีนที่มากเกินไปมีความสัมพันธ์กับการ เจ็บป่วยเป็นโรคจิตเภทและอาการคลุ้มคลั่ง ส่วนระดับของพามีนท่ีน้อยเกินไปมีความสัมพันธ์กับโรค ซึมเศร้า

2.1.2.2. ผู้ป่วยเคยได้ใช้สารเสพติด ดื่มสุราและสูบบุหรี่ เป็นระยะเวลา 2 ปี

2.1.2.2.1. สารเสพติดยาบ้า เป็นยาเสพติดที่มีส่วนประกอบหลัก คือ สารสังเคราะห์กลุ่มแอมเฟตามีน ที่มีผลต่อระบบประสาท อาจทำให้เกิดอาการแปรปรวนทางจิตได้

2.1.2.2.2. ดื่มสุรา แอลกอฮอล์ที่อยู่ในสุราสามารถทำลายเซลล์สมองให้เสื่อมลงจนเกิดความผิดปกติทางจิตได้

2.1.2.2.3. สูบบุหรี่ ในบุหรี่มีสารนิโคตินซึ่งจะกระตุ้นประสาทสมองหลั่งโดปามีนมากขึ้น

2.1.3. แนวทางการรักษา

2.1.3.1. ให้ได้รับยาตามแผนการรักษา

2.1.3.2. แนะนำให้ได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ

2.1.3.3. ให้ผู้ป่วยลดหรืองดการใช้สารเสพติด

2.2. 2.ทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคล Sullivan (ซุลลิแวน)

2.2.1. แนวคิดหลักของซุลลิแวนกล่าวว่าสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของผู้ป่วยมีอิทธิพลต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยนับตั้งแต่อดีต เช่น ผู้ป่วยมีประสบการณ์ที่ทำให้สะเทือนจิตใจ จากคนในครอบครัว

2.2.1.1. ตอน9ขวบ บิดาใช้มีดไล่แทงมารดา

2.2.1.2. ลุงของผู้ป่วยจะข่มขืนผู้ป่วย

2.2.1.3. มารดาไม่ยอมรับผู้ป่วยบอกว่าผู้ป่วยเป็นตัวซวย

2.2.1.4. การเลี้ยงดูเข้มงวดเกินไปของบิดามารดาในวัยเด็ก

2.2.1.5. มีปัญหากับเพื่อนถูกแกล้งจึงต้องย้ายโรงเรียน

2.2.1.6. ถูกไล่ออกจากงาน

2.2.1.7. บิดาเสียชีวิต

2.2.2. การพยาบาล

2.2.2.1. สร้างสัมพันธภาพ สร้างความรู้สึกให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย โดยพยาบาลต้องมีท่าทีอบอุ่น และมีความสม่ำเสมอกับผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความไว้วางใจ

2.2.2.2. บอกให้ผู้ป่วยทราบถึงระยะเวลาที่จะศึกษาและระยะที่จะยุติสัมพันธภาพกับผู้ป่วยล่วงหน้า

2.2.2.3. มองผู้ป่วยในแง่ดี ยอมรับโดยปราศจากเงื่อนไข และเข้าถึงความรู้สึกตามการรับรู้ของผู้ป่วย

2.2.2.4. ส่งเสริมให้เข้าร่วมกิจกรรมและฝึกทักษะทางสังคมมากขึ้น เพื่อเพิ่มปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

2.2.2.5. พูดคุยกับผู้ป่วยด้วยอารมณ์ขัน เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด

2.2.2.6. แนะนำให้บุคคลรอบข้างมีส่วนร่วมในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วย เพื่อสร้างกำลังใจให้กับผู้ป่วย

2.2.2.7. บอกถึงความคืบหน้าอาการของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจตนเองและพยายามแก้ปัญหาด้วยตนเอง

3. 1.ความผิดปกติทางจิต

3.1. อาการหลงผิด(delusion)

3.1.1. มีอาการหลงผิดชนิด Persecutory delusion คือคิดว่ามีคนจะมาข่มขื่น

3.2. Hallucination

3.2.1. ชนิด Auditory Hallucination ได้แก่ ได้ยินเสียงคนมาจีบและบอกรัก

3.2.2. ชนิด Visual Hallucination ได้แก่ เห็นบิดาที่เสียชีวิตไปแล้วมาด่า และ เห็นเงาผู้ชายมานอนด้วย

3.3. illusion

3.3.1. ชนิด Visual illusion ได้แก่ เห็นพระลอยออกมาจากหนังสือสวดมนต์

3.3.2. ชนิด Auditory and Visual illusion ได้แก่ ได้ยินเสียงปั้นจั่นทุบตึกคิดว่าเป็นเสียงคนใช้ค้อนกำลังทุบคน

3.4. Disorganized Speech

3.4.1. คือ มีอาการCircumstantiality ได้แก่พูดอ้อมค้อม พูดเรื่อยเปื่อย พูดไม่ตรงจุดรายละเอียด ต้องทวนคำถาม

3.5. Grossly disorganize behavior

3.5.1. คือ เดินเรื่อยเปื่อย(fugue) และก้าวร้าว

3.6. Poor hygiene

3.6.1. คือไม่อาบน้ำมา 3 วัน

4. 5.ชนิดของพฤติกรรมผิดปกติทางจิต (พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางจิต)

4.1. ความผิดปกติด้านการรับรู้ (Disorder of perception)

4.1.1. อาการประสาทหลอน (Hallucination)

4.1.1.1. Visual Hallucination

4.1.1.1.1. เห็นพ่อที่ตายมายืนชี้หน้า

4.1.1.1.2. เห็นเงาลางๆผู้ชายมานอนด้วย

4.1.1.2. Visual illusion

4.1.1.2.1. พระลอยมาจากหนังสือสวดมนต์

4.1.1.2.2. เสียงปั้นจั่นทุบตึกแล้วคิดว่าเป็นเสียงใช้ค้อนกำลังทุบคน

4.1.1.3. Auditory Hallucination

4.1.1.3.1. หูแว่ว ได้ยินเสียงพระ

4.1.1.3.2. ได้ยินเสียงผู้ชายมาบอกรัก

4.2. ความผิดปกติด้านความคิด (Disturbance of content of thought )

4.2.1. Persecutory delusion

4.2.1.1. หลงผิดว่ามีผู้ชายมาปล้ำ

4.3. การรับรู้ด้านการพูด (Disturbances of speech)

4.3.1. Disorganization speech

4.3.1.1. พูดเรื่อยเปื่อย พูดอ้อมค้อม

4.4. การรับรู้ด้านอารมณ์ (Disturbances in affact)

5. 6.ข้อวินิจฉัยทางการพยาบาล

5.1. 1.การรับรู้และความคิดบิดเบือนจากความเป็นจริงเนื่องจากมีอาการประสาทหลอนหลงผิด หวาดระแวง

5.1.1. ข้อมูลสนับสนุน

5.1.1.1. S : ผู้ป่วยบอกว่า “กลัวข้างบ้านมาทำร้าย คิดว่าจะมีคนมาปล้ำและเห็นผู้ชายมานอนด้วยทุกคืน” S : ผู้ป่วยบอกว่า “ได้ยินเสียงผู้ชายมาจีบและบอกรัก” S : ผู้ป่วยบอกว่า “ได้ยินเสียงค้อนทุบคนจากการได้ยินเสียงปั้นจั่นทุบตึก” o : ผู้ป่วยพูดจาวกวน พูดจาเรื่อยเปื่อย นำหลายเรื่องมาปนกัน พูดจาอ้อมค้อม

5.1.2. กิจกรรมการพยาบาล

5.1.2.1. 1.สร้างสัมพันธภาพกับผู้ป่วยเพื่อนให้เกิดความไว้วางใจ 2.สังเกตอาการ ลักษณะสีหน้าท่าทางของผู้ป่วยเพื่อวางแผนการพยาบาลได้เหมาะสม 3.ประเมินความเครียด ความกลัว และความวิตกกังวลที่เกิดจากความหลงผิด เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึกและรับฟังอย่างตั้งใจ 4.ให้ยาต้านอาการทางจิตตามแผนการรักษาของแพทย์ตามเวลาและบันทึกอาการข้างเคียงที่เกิดจากยาเพื่อนำมาประกอบ 5.เฝ้าระวังการทำร้ายตนเองและผู้อื่นจากอาการหลงผิดโดยสังจากท่าทางของผู้ป่วย 6.ส่งเสริมให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์เพื่อลดความหมกมุ่นจากอาการหลงผิดและเสริมแรงทางบวก เมื่อผู้ป่วยแยกอาการหลงผิดกับความเป็นจริงได้

5.2. 2.เสี่ยงต่อการทําร้ายผู้อื่นเนื่องจากมีอาการหวาดระแวง

5.2.1. ข้อสนับสนุน

5.2.1.1. S:ผู้ป่วยบอกว่า "ที่ลาออกจากงานเพราะผู้จัดการจุกจิก" S:ผู้ป่วยบอกว่า บิดามักทำร้ายร่างกายในวัยเด็ก S:ผู้ป่วยบอกว่า "ใครก็ไม่น่าไว้ใจ ชอบทวงบุญคุณ โดนเพื่อนโกงบ่อยๆ คนข้างบ้านก็ชอบเอารถมาขวางประตู แอบดูเราด้วย" O:ผู้ป่วยมีอาการหงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว เป็นคนเก็บตัวไม่ค่อยพูด O:ผู้ป่วยได้ยินเสียงปั้นจั่นทุบตึกเป็นเสียงคนใช้ค้อนกำลังทุบคน

5.2.2. กิจกรรมการพยาบาล

5.2.2.1. 1.ประเมินการรับรู้ของผู้ป่วยว่าผู้ป่วยมีระดับการรับรู้เพียงใด มีอาการประสาทหลอนเกิดขึ้นหรือไม่ และเกิดขึ้นตอนใดและมีการตอบสนองอย่างไรเพื่อกำหนดแนวทางการช่วยเหลือได้ถูกต้องและเหมาะสม 2. แสดงการยอมรับอาการประสาทหลอนของผู้ป่วย เช่น รับฟังและไม่โต้เเย้งและบอกความเป็นจริงให้ผู้ป่วยได้รู้เพื่อให้ผู้ป่วยได้เลือกคิดและตัดสินใจเอง 3. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มกับผู้อื่น กระตุ้นให้ผู้ป่วยได้มีปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร การแนะนำตัวให้ผู้อื่นรู้จัก เช่น กิจกรรมนันทนาการ เพื่อให้ผู้ป่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากอาการหวาดระแวง 4. หากพบว่าผู้ป่วยปฏิบัติพฤติกรรมที่เหมาะสม ให้การชื่นชมผู้ป่วยเพื่อส่งเสริมความมั่นใจให้ผู้ป่วยได้ภูมิใจในตัวเองและมั่นใจในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นมากขึ้น 5. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับยา cholopromazine(100 mg) 1 tab hs. ตามแผนการรักษา เพื่อช่วยลดอาการหูแว่ว ประสาทหลอนและหวาดระแวง 6.เฝ้าระวังพฤติกรรมการทำร้ายผู้อื่น

5.3. 3.แบบแผนเผชิญความเครียดไม่มีประสิทธิภาพ

5.3.1. ข้อมูลสนับสนุน

5.3.1.1. s: ผู้ป่วยบอกว่า”ไม่เคยเล่าให้ใครฟังหรอก ไว้ใจใครไม่ได้” o: แบบประเมินความเครียด(SPST)ได้ 53 คะแนน (มีความเครียดในระดับสูง) o: แบบประเมินความสุขของคนไทย 16 คะแนน (มีสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป (Poor) o: ผู้ป่วยมีอาการหวาดระแวงผู้อื่น

5.3.2. กิจกรรมการพยาบาล

5.3.2.1. 1. สร้างสัมพันธภาพให้ผู้ป่วยเชื่อมั่น ไว้วางใจ เพื่อให้ผู้ป่วยยอมรับนักศึกษาพยาบาลว่าเป็นที่ปรึกษาแก่เขาได้ 2. กระตุ้นให้ผู้ป่วยพูดถึงความรู้สึกที่ทำให้เกิดความเครียด ความคับข้องใจ โดยพยาบาลเป็นผู้รับฟังที่ดี เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจปัญหาหรือ ความขัดแย้งในใจ 3. พยาบาลพูดคุยกับผู้ป่วยถึงกลไกการแก้ปัญหาที่ผู้ป่วยใช้อยู่ในปัจจุบันและที่ผ่านๆมา โดยให้ผู้ป่วยพิจารณาเลือกวิธีแก้ปัญหาหรือการแสดงพฤติกรรมหลายๆแบบ 4. ส่งเสริมให้ผู้ป่วยทดลองใช้พฤติกรรมการปรับตัวใหม่ๆ โดยการลองทำ หรือแสดงบทบาท สมมุติ (role play) 5. แนะนำการฝึกทักษะคลายเครียด เช่น การหาที่ปรึกษา การทำกิจกรรมนันทนาการ การเล่นเกมส์ การทำกลุ่มกิจกรรมบำบัดการออกกำลังกาย เป็นต้น

5.4. 4.ความรู้สึกคุณค่าในตนเองลดลงเนื่องจากความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ

5.4.1. ข้อมูลสนับสนุน

5.4.1.1. S: ผู้ป่วยบอกว่า"แต่ก่อนสวยนะ ชอบแต่งตัว แต่ตอนนี้ขี้เหร่" S: ผู้ป่วยบอกว่า "ไม่อยากกินยา เพราะกินแล้วทำให้อ้วน"

5.4.2. กิจกรรมการพยาบาล

5.4.2.1. 1.พูดคุยแนะนำตัวกับผู้ป่วยเพื่อสร้างสัมพันธภาพเชิงบำบัดและให้ผู้ป่วยเกิดความไว้วางใจ(one to one relationship) 2.ประเมินความคิด ความรู้สึก พฤติกรรมของผู้ป่วย เช่น สีหน้า คำพูด ท่าทาง เพื่อประเมินความรู้สึกคุณค่าในตนเองของผู้ป่วย 3.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยระบายความรู้สึกและรับฟังอย่างสนใจ ด้วยท่าทางที่เป็นมิตร 4.ให้แรงเสริมทางบวกกับผู้ป่วย เช่น คำชมเชย ผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมเหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมนั้นๆอย่างต่อเนื่อง 5.กระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยอื่นและเข้ากลุ่มทำกิจกรรม เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น 6.จัดสิ่งแวดล้อมให้ผู้ป่วยรู้สึกปลอดภัย เพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน

5.5. 5.เสี่ยงต่อการกลับเป็นซ้ำของโรคเนื่องจากมีประวัติการขาดยา

5.5.1. ข้อมูลสนับสนุน

5.5.1.1. O: ผู้ป่วยมีอาการประสาทหลอน หูเเว่ว O: ผู้ป่วยมีอาการพูดเรื่อยเปื่อย พูดเร็วเสียงดัง O: ผู้ป่วยมีอาการเดินเรื่อยเปื่อย เก็บดอกไม้มาทัดหู S:ผู้ป่วยบอกว่า “เข้ารับการรักษาไม่ต่อเนื่อง และมีช่วงที่ขาดยา”

5.5.2. กิจกรรมการพยาบาล

5.5.2.1. 1. ประเมินผู้ป่วยโดยการสังเกตอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากขาดการรับประทานยาทางจิตเวช เช่น อาการหูแว่ว ประสาทหลอน เป็นต้น เพื่อเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำของโรค 2. เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีความรู้สึกไม่ดี หรือไม่ต้องการรับประทานยาเอาใจใส่ ใช้เทคนิคในการพูดคุยให้ผู้ป่วยยอมรับการรับประทานยา 3.บอกให้เห็นผลเสียร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยกินยาต่อเนื่อง ไม่มีความคิดหยุดกินยา และให้การพยาบาลเบื้องต้นเพื่อลดความไม่สุขสบาย 4. แนะนำอาการที่เป็นตัวกระตุ้น ที่ก่อให้เกิดการกลับเป็นซ้ำ เช่น มีความตึงเครียด ความรู้สึกอยากอาหารลดลง ไม่มีสมาธิ นอนหลับยาก ซึมเศร้าและเเยกตัวจากสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยรู้จักกับอาการเตือนของการกลับเป็นซ้ำ 5.ติดตามอาการและรายงานให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การรักษากับผู้ป่วยเมื่อผู้ป่วยมีอาการข้างเคียงจากการขาดการรับประทานยา

6. 4.อาการเจ็บป่วยทางจิตสอดคล้องกับเกณฑ์วินิจฉัยโรคของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน

6.1. 1 . อาการเฉพาะ

6.1.1. 1.1 . อาการหลงผิด (Delusions)

6.1.1.1. หลงผิดคิดว่าคนอื่นคิดปองร้ายตน หลงผิดคิดว่าตน (Persecutory delusion)เป็นผู้วิเศษ ตนเป็นผู้เหนือธรรมชาติ

6.1.1.1.1. กรณีศึกษามีอาการ : หลงผิดคิดว่าจะมีคนมาปล้ำ ระแวงเพื่อนบ้านจะมาด่าและทำร้าย

6.1.2. 1.2 . อาการประสาทหลอน (Hallucinations)

6.1.2.1. ได้ยินเสียงที่ผู้อื่นไม่ได้ยิน เห็นภาพที่ผู้อื่นไม่เห็น ได้กลิ่นที่ผู้อื่นไม่ได้กลิ่น

6.1.2.1.1. กรณีศึกษามีอาการ : หูแว่ว ได้ยินเสียงคนต่อว่า เห็นภาพพระลอยออกมาจากหนังสือ ได้ยินเสียงผู้ชายมาจีบ (Auditory Hallucination) มองเห็นภาพพ่อที่เสียชีวิตมาต่อว่า (Visual Hallucination) เห็นภาพพระลอยออกมาจากหนังสือ (Visual Illusion) ได้ยินเสียงปั่นจั่นทุบตึกและคิดว่าเป็นเสียงใช้ค้อนกำลังทุบคนและเห็นภาพนั้นด้วย (Auditory and Visual Illusion)

6.1.3. 1.3 อาการผิดปกติด้านการพูด (Disorganized speech)

6.1.3.1. พูดคนเดียวเป็นเรื่องเป็นราวที่ผู้อื่นฟังไม่เข้าใจ เนื้อหาที่พูดจับใจความไม่ได้ เนื้อหาที่พูดไม่สัมพันธ์กัน ผุ้ป่วยสร้างคำขึ้นมาเอง

6.1.3.1.1. กรณีศึกษามีอาการ : อาการ Circumstantiality ได้แก่ พูดอ้อมค้อม พูดเรื่อยเปื่อย พูดไม่ตรงจุดลายละเอียด ต้องทวนคำถามใหม่

6.1.3.2. พูดคนเดียวเป็นเรื่องเป็นราวที่ผู้อื่นฟงไม่เข้าใจ เนื้อหาที่พูดจับใจความไม่ได้ เนื้อหาที่พูดไม่ได้สัมพันธ์กัน ผู้ป่วยสร้างคำขึ้นมาเอง

6.1.3.2.1. กรณีศึกษามีอาการ : อาการ Circumstantiality ได้แก่ พูดออ้อมค้อม พูดเรื่อยเปื่อย พูดไม่ตรงจุดรายละเอีย ต้องทวนคำถามใหม่

6.2. ผู้ป่วยเริ่มรักษาอาการป่วยทางจิต2546 ที่รพ.ศรีธัญญาและโรงพยาบาลธัญญบุรี แต่ขาดยาเนื่องจากไม่มีค่ารักษา

6.3. 2. การสังคมและหน้าที่การงานเสื่อม

6.4. 3 . ระยะเวลาที่มีอาการ (Duration)

6.4.1. ความผิดปกติจะเกิดขึ้นอยู่ต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน

6.4.1.1. กรณีศึกษามีอาการ : กรณีศึกษามีอาการมาเป็นระยะเวลา 8 ปี