บทที่ 1 หลักการบริหารงานทั่วไปและการบริหารทาง การพยาบาล

Get Started. It's Free
or sign up with your email address
บทที่ 1 หลักการบริหารงานทั่วไปและการบริหารทาง การพยาบาล by Mind Map: บทที่ 1 หลักการบริหารงานทั่วไปและการบริหารทาง การพยาบาล

1. ทฤษฎีการจัดการ (Management Theory)

1.1. ศตวรรษที่ ๑๘ Robert Owen ๑๗๗-๘๕๘ ประกอบธุรกิจผ้าฝ้ายมีคนงานจำนวน ๔๐๐-๕๐๐ คน Robert Owen เป็นนักบริหารให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ให้ความสำคัญและใส่ใจ โดยจัดสิ่งแวดล้อมบรรยากาศการ ทำงานที่ดีให้มีคุณภาพชีวิต เป็นรากฐานการจัดการเชิงพฤติกรรม

1.2. ศตวรรษที่ ๑๙ ทฤษฎีพฤติกรรมผู้นำ (Behavioral Leadership Theries) เป็นการพัฒนาในช่วงปีค.ศ. ๑๙๔๐-๑๙๖๐ แนวคิดหลักของทฤษฎี คือให้มองในสิ่งที่ผู้นำปฏิบัติ

1.3. ศตวรรษที่ ๒๐ ผู้นำและผู้ตามต่างมีอิทธิพลซึ่งกันและกัน นักทฤษฎีได้แก่ Kurt Lewinsky, Rensis Likert, Blake and Mouton และ Douglas McGregor

1.4. McGregor’s (๑๙๐๖-๑๙๖๔) Theory X พื้นฐานของคนคือไม่ชอบทำงานพื้นฐาน คนขี้เกียจอยากได้เงินอยากสบายเพราะฉะนั้นบุคคลกลุ่มนี้จำเป็นต้องคอยควบคุม ตลอดเวลาและต้องมีการลงโทษมีกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด Theory Y เป็นกลุ่มที่มองในแง่ดีเชื่อว่ามนุษย์มีความตระหนักในหน้าที่ความรับ ผิดชอบเตือนใจทำงานมีการเรียนรู้มีการพัฒนาตนเองพัฒนางานมีความคิด สร้างสรรค์และมีศักยภาพในตนเอง

1.5. McGregor’s (๑๙๐๖-๑๙๖๔) Theory X พื้นฐานของคนคือไม่ชอบทำงานพื้นฐาน คนขี้เกียจอยากได้เงินอยากสบายเพราะฉะนั้นบุคคลกลุ่มนี้จำเป็นต้องคอยควบคุม ตลอดเวลาและต้องมีการลงโทษมีกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด Theory Y เป็นกลุ่มที่มองในแง่ดีเชื่อว่ามนุษย์มีความตระหนักในหน้าที่ความรับ ผิดชอบเตือนใจทำงานมีการเรียนรู้มีการพัฒนาตนเองพัฒนางานมีความคิด สร้างสรรค์และมีศักยภาพในตนเอง

1.6. Kurt Lewin’s Studies Lewinsky ๑๘๙๐-๑๙๕๖ ลักษณะการทำงานของผู้นำแบ่งเป็น 3 แบบ 1. นำแบบอัตถนิยมหรืออัตตา (Autocratic Leaders) จะตัดสินใจด้วยตนเองไม่มีเป้า หมายหรือวัตถุประสงค์แน่นอนขึ้นอยู่กับตัวผู้นำเองคิดถึงผลงานไม่คิดถึงคนบางครั้งทำให้ เกิดศัตรูได้ผู้นำลักษณะนี้จะใช้ได้ดีในช่วงภาวะวิกฤตเท่านั้นผลของการมีผู้นำลักษณะนี้จะ ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองและไม่เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 2. ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leaders) ใช้การตัดสินใจของกลุ่มหรือให้พูด ตามมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรับฟังความคิดเห็นส่วนรวมทำงานเป็นทีมมีการสื่อสารแบบ สองทางทำให้เพิ่มผลผลิตและความพึงพอใจในการทำงานบางครั้งการอิงกลุ่มทำให้ใช้ เวลานานในการตัดสินใจระยะเวลาที่เร่งด่วนผู้นำลักษณะนี้ไม่เกิดผลดี 3. ผู้นำแบบตามสบายหรือเสรีนิยม (Laissez-Faire Leaders) จะไม่มีการกำหนดเป้า หมายที่แน่นอนไม่มีหลักเกณฑ์ไม่มีระเบียบจะได้ผลผลิตต่ำการทำงานของผู้นำลักษณะนี้ เป็นการกระจายงานไปที่กลุ่มถ้ากลุ่มมีความรับผิดชอบและมีแรงจูงใจในการทำงานสูง สามารถควบคุมกลุ่มได้ดีมีผลงานและความคิดริเริ่ม

2. ระบบสุขภาพและการเข้าถึงบริการ

2.1. 1. ความไม่เท่าเทียมกันในการกระจาย ทรัพยากรสาธารณสุขและบริการสาธารณสุข

2.2. 2. ปัญหาคุณภาพและประสิทธิภาพของบริการสืบเนื่องจาก การกระจายทรัพยากรสาธารณสุขและบริการสาธารณสุขที่ไม่ เท่าเทียมกันทำให้ประชาชนมาคั่งอยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่

2.3. 3. ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพนั้นสูงขึ้นทุกปีในขณะนี้ค่าใช้จ่าย ส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลและผลของการ ใช้จ่ายคุณภาพด้านสุขภาพก็ไม่สัมพันธ์กันคือเสียค่าใช้จ่าย มากขึ้นแต่ภาวะสุขภาพไม่ได้ดีขึ้น

2.4. 4. ระบบบริการสุขภาพกับการพยาบาลได้พยาบาลเป็นวิชาชีพหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญในการดูแลสุขภาพซึ่งการดูแลสุขภาพได้ดำรงไว้ ซึ่งการมีสุขภาพดีนั้นพยาบาลจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยว กับระบบสุขภาพและการเข้าถึงบริการเพื่อที่จะได้ทำหน้าที่หลัก ครอบคลุมทั้งการรักษาพยาบาล

2.5. 5. ระบุบทบาทพยาบาลกับการบริการสุขภาพได้

3. มาตรฐานโรงพยาบาลฉบับบูรณาการ 6 หมวด

3.1. 1.ความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพ

3.1.1. การนำองค์กร

3.1.2. ทิศทางนโยบาย

3.2. 2. ทรัพยากรและการจัดการ

3.3. 3. กระบวนการสุขภาพ

3.4. 4. การรักษามาตรฐานและจริยธรรมวิชาชีพ

3.5. 5. สิทธิผู้ป่วยและจริยธรรมองค์กร

3.6. 6. การดูแลรักษาผู้ป่วย

3.6.1. การทำงานเป็นทีมในการดูแลผู้ป่วย

3.6.2. การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว

3.6.3. การประเมินและการวางแผนดูแลรักษาผู้ป่วย

3.6.4. กระบวนการใช้บริการ/ดูแลผู้ป่วย

3.6.5. การบันทึกข้อมูลผู้ป่วย

3.6.6. การเตรียมจำหน่ายและการดูแลต่อเนื่อง

4. สิทธิของประชาชนตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545

4.1. 1. สิทธิเข้ารับบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

4.2. 2. สิทธิเลือกหน่วยบริการประจำตัวที่มีมาตรฐานและสะดวกในการเข้ารับบริการ

4.3. 2. สิทธิเลือกหน่วยบริการประจำตัวที่มีมาตรฐานและสะดวกในการเข้ารับบริการ

4.4. 3. สิทธิได้รับบริการสาธารณสุขในกรณีฉุกเฉินที่สถานบริการอื่นๆ ได้นอกเหนือจากหน่วยบริการที่ลงทะเบียนไว้

4.5. 4. สิทธิในการร้องเรียนเมื่อได้รับบริการสาธารณสุขที่ไม่ได้มาตรฐาน

4.6. 5. ที่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาเมื่อมีความเสียหายจาก การเข้ารับบริการสาธารณสุข

4.7. 6. สิทธิในการมีส่วนร่วมกับการพัฒนาระบบประกันสุขภาพ

5. แผนพัฒนาสุขภาพจิต ตามแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติฉบับที่9

5.1. วิสัยทัศน์การพัฒนาสุขภาพจิตประชาชนประชาชนมี ความตระหนักและสามารถดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ครอบครัวและชุมชนได้รวมทั้งสามารถเข้าถึงบริการ สุขภาพจิตที่มีมาตรฐานอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม

5.2. พันธกิจ ผลิตพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี ด้านสุขภาพจิตเพื่อให้บริการได้มาตรฐานมีคุณภาพมีความ เสมอภาคเป็นธรรมทันต่อสถานการณ์

5.3. วัตถุประสงค์ -เพื่อลดอัตราป่วยทางจิตของประชาชน -เพื่อลดปัญหาสุขภาพจิตของประชาชน -เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพจิตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

5.4. ยุทธศาสตร์ -การสร้างระบบการส่งผ่านความรู้สุขภาพจิตแก่ประชาชน -การพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิต -การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพจิตในชุมชนการพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิต -การพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพจิต -การพัฒนาระบบบริหารจัดการองค์กร

6. ที่ประโยชน์ในการรับบริการสุขภาพภายใต้ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค

6.1. บริการที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

6.1.1. การตรวจสุขภาพประชาชนทั่วไป

6.1.2. การตรวจสุขภาพประชาชนทั่วไป

6.1.3. การดูแลสุขภาพเด็กและพัฒนาการ

6.1.4. การเยี่ยมบ้านและดูแลผู้ป่วยที่บ้าน

6.1.5. การให้คำปรึกษา

6.2. บริการที่ต้องร่วมจ่าย30 บาททุกครั้ง

6.2.1. การตรวจวินิจฉัยการรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์

6.2.2. รักษาโรคจิตที่ไม่เกิน 15 วัน

6.2.3. ค่าอาหารและค่าห้องสามัญ

6.2.4. ค่ายาและเวชภัณฑ์ตามกรอบบัญชียาหลักแห่งชาติ

6.2.5. การจัดส่งเพื่อรักษาพยาบาลระหว่างหน่วยบริการ

6.3. การทางแพทย์ที่ไม่อยู่ในความคุ้มครอง

6.3.1. โรคจิตที่ต้องรับการรักษาเป็นผู้ป่วยไม่เกิน 15 วัน

6.3.2. การบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาและสารเสพติด

7. ความหมายของการบริหาร

7.1. Koontz (1968) กล่าวว่า การดำเนินงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยอาศัยปัจจัยทั้งหลายได้แก่ คน เงิน วัตถุสิ่งของเป็นอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานนั้น

7.2. Tausky Curt (1978) กล่าวว่า กระบวนการที่จะนำ ความเรียบร้อยเข้าไปแก้ไขความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นใน ระบบใดระบบหนึ่ง

7.3. สมพงศ์ เกษมสิน (2526) กล่าวว่า การใช้ศาสตร์และศิลป์ นำเอาทรัพยากรการบริหารมาประกอบตามกระบวนการ บริหารให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ

7.4. สถาบันดำรงราชานุภาพ (25404) กล่าวว่า การบริหารจัดการ หมายถึง ศิลปะในการทำงานให้บรรลุ เป้าหมายร่วมกับผู้อื่น

8. Gen

8.1. 1. Builders อายุตั้งแต่ 73 ปีขึ้นไปเกิดก่อน 2489 อุปนิสัย: ขยัน อดทน ครอบครัวเข้มแข็งเคร่ง ขนบประเพณีภักดีต่อองค์กร

8.2. 2. Baby boomers อายุตั้งแต่ 55 ถึง 72 ปีเกิดช่วง 2490 ถึง 2507 อุปนิสัย: สู้งานหนัก มุ่งความสำเร็จ ภักดีต่อองค์กรต้องการทำงานในองค์กรที่มีชื่อเสียงทุ่มเท เพื่อตำแหน่งต้องการการยกย่องชมเชยท่านดีต่อองค์กร

8.3. 3. Gen. X อายุตั้งแต่ 38 ถึง 54 ปีเกิดช่วง 2508 ถึง 2524 อุปนิสัย:กระตือรือร้น ชอบแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น สนใจ เทคโนโลยีสนใจเรื่องส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมเป็นนักบริโภค นิยม แต่ยังห่วงครอบครัว ภักดีต่อบุคคลมากกว่าองค์กร

8.4. 4. Gen. Y อายุตั้งแต่ 24 ถึง 37 ปีเกิดช่วง 2525 ถึง 2538 อุปนิสัย: ฉลาดในเทคโนโลยี มีความเป็นอิสระและโลกส่วนตัว สูงชอบคิดนอกกรอบมีความทะเยอทะยานสูง ชอบงานที่สนุก ท้าทายมีความอดทนต่ำ พูดจาตรงไปตรงมา

8.5. 4. Gen. Y อายุตั้งแต่ 24 ถึง 37 ปีเกิดช่วง 2525 ถึง 2538 อุปนิสัย: ฉลาดในเทคโนโลยี มีความเป็นอิสระและโลกส่วนตัว สูงชอบคิดนอกกรอบมีความทะเยอทะยานสูง ชอบงานที่สนุก ท้าทายมีความอดทนต่ำ พูดจาตรงไปตรงมา

8.6. 5. Gen.Z อายุตั้งแต่ 10 ถึง 23 ปีเกิดช่วง 2539 ถึง 2552 อุปนิสัย: อยากได้ผลลัพธ์ทันทีรอคอยไม่ได้เวลาส่วนใหญ่อยู่บน โลกอินเตอร์เน็ตตัดสินใจไปตามกระแสเรียนเพื่อความสนุกไม่ได้ คิดว่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ อยากรู้ในสิ่งที่ตนตั้งเป้าหมาย เท่านั้นไม่สนใจวัฒนธรรมดั้งเดิมติดเพื่อนและคิดว่าเพื่อนช่วยได้ ทุกเรื่องเมื่อมีปัญหาเป็นยุคแห่งการเรียกร้องสิทธิ

8.7. 6. Gen.Alpha อายุตั้งแต่9ปีหรือน้อยกว่าเกิดหลัง 2553 หรือ 2010 วัยนี้กำลังเป็นเด็กอนุบาลที่เกิดจากพ่อแม่ที่มีอายุ มากมีลูกน้อยมีเงินทองที่ไม่ต้องดิ้นรนมากเท่ารุ่นอื่นสัมผัส เทคโนโลยีตั้งแต่เกิดความอดทนต่ำ

9. กระบวนการบริหารไว้ ๗ ขั้นตอน คือ POSDCRB

9.1. P ( Planning) หมายถึง การวางแผน

9.2. O (Organizing) หมายถึง การจัดโครงสร้างของงานบริหารงาน

9.3. S (Staffing) หมายถึง การดำเนินการ เกี่ยวกับคนในองค์กรการบริหารงานบุคคล (personnel management)

9.4. D (Directing) หมายถึง การอำนวยการ

9.5. Co (Co-ordination) หมายถึง การประสานงาน

9.6. R (Reporting) หมายถึง การบันทึกรายงาน

9.7. B (Budgeting) การจัดทำงบประมาณการเงิน

10. ทฤษฎี

10.1. แนวคิดทฤษฎีการบริหาร แบ่งได้ 3 กลุ่ม

10.1.1. 1. ทฤษฎีและแนวความคิดแบบดั้งเดิม (Classical Theory)

10.1.2. 2. ทฤษฎีและแนวคิดดั้งเดิมแบบสมัยใหม่ (Neo-Classical Theory of Organization)

10.1.3. 3. ทฤษฎีและแนวความคิดแบบสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) ซึ่งทั้งหมดพัฒนาตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

10.1.4. 3. ทฤษฎีและแนวความคิดแบบสมัยปัจจุบัน (Modern Theory of Organization) ซึ่งทั้งหมดพัฒนาตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป

10.2. หลักการบริหารงานทั่วไป

10.2.1. ประกอบด้วย การวางแผน (Planning), การจัดองค์กร (Organizing), การจัดบุคลากร(Staffing), การสั่งการ (Leading/Directing), หรือการ ใช้งบประมาณ (Luther Gulick และ Urwick) ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ โดยตรงกับทรัพยากรขององค์กร (๖M’s) เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์

10.3. กระบวนการบริหารทางการพยาบาล

10.4. แนวโน้มทางการพยาบาลและการบริหารทางการพยาบาล

10.5. ปัจจัยสำคัญการบริหารที่สำคัญมี 4 อย่าง ได้แก่

10.5.1. 1. คน (Man) 2. เงิน (Money) 3. วัสดุสิ่งของ (Materials) 4. การจัดการ (Management)